#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/665700

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
“เราไม่ค่อยจัดการที่อยู่อาศัยบนฐานคิดว่าที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เราทุกคนเกิดมาเราจำเป็นต้องมีที่อยู่ แต่เราละเลยเรื่องเหล่านี้เกินไป เราปล่อยให้
ที่อยู่อาศัยถูกจัดการเหมือนสินค้า แปลว่าใครมีสตางค์มากคุณก็ไปซื้อ ใครที่ไม่มีสตางค์คุณก็ไปอยู่ตามซอกหลืบ เพราะว่าคุณไม่มีสตางค์ เราปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเดียว อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากๆ”
ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา รองคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในเวทีเสวนา “เปิดประตู่สู่ความเหลื่อมล้ำ” ในหัวข้อ “คนจนเมือง” ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ สำนักข่าว ThaiPBS ที่ชั้น 5 อาคารสยามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา ถึงปัญหาค่าครองชีพด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งเกิดจากวิธีคิดที่มองที่อยู่อาศัยเป็นสินค้า ทั้งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
เมื่อที่อยู่อาศัยถูกมองเป็นสินค้าและมุ่งเน้นการทำกำไร บรรดานักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงไม่มีโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับตลาดคนรายได้น้อย เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียคนกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบธนาคาร เนื่องจากจำนวนมากประกอบอาชีพอยู่นอกระบบ จึงไม่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยดังนั้นทางเลือกของผู้มีรายได้น้อย จึงมีเพียงการเป็นผู้บุกรุกที่ดินซึ่งถูกทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า หรือไม่ก็ต้องไปเช่าที่พักราคาถูกแต่สภาพไม่ค่อยดีนัก เช่น ตึกแถวสภาพเก่าทรุดโทรม ต้องใช้ห้องน้ำรวม เป็นต้น
อาจารย์บุญเลิศ กล่าวต่อไปว่า การจัดการที่อยู่อาศัยแบบที่เป็นอยู่นั้นเป็นการใช้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการที่ออกมาจึงเน้นไปที่การซื้อ-ขายที่อยู่อาศัย เช่น การลดหย่อนภาษี ซึ่งคนชั้นกลางหรือชั้นกลางค่อนบนขึ้นไปได้ประโยชน์แต่คนรายได้น้อยหรือคนที่อยู่ในเศรษฐกิจไม่เป็นทางการเข้าไม่ถึง ประเด็นนี้อีกด้านก็น่าคิดว่า เป็นการนำเงินภาษีไปช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ ในขณะที่ยังไม่มีนโยบายช่วยเหลือกลุ่มผู้เช่าที่พัก ทั้งที่กลุ่มผู้เช่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มีความสามารถในการซื้อบ้านลดลง
“ในทางวิชาการมีข้อถกเถียง เส้นแบ่งอยู่ที่ 30% ถ้าเรามีรายได้ 100 บาท เราจะแบ่งเงินไปเช่าที่อยู่อาศัยสัก 30% ถ้าใครใช้เงินรายได้เกิน 30% ของรายได้ตัวเองกับที่อยู่อาศัย เราจะเหลือเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่นไม่มากพอ คือถ้าคนที่มีรายได้ 9,000 บาท คุณจะไปซื้อที่อยู่อาศัยที่ให้คุณผ่อนเดือนละ 3,000 ในตลาดไม่มี มีตัวเลขของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทำให้เห็นเลยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยที่ราคาไม่เกิน 1 ล้าน มันน้อยลงเรื่อยๆ
บริษัทเอกชนไม่อยากทำบ้านขายคนกลุ่มนี้ เพราะรู้ว่าคนกลุ่มนี้กู้แบงก์ไม่ผ่าน คนกลุ่มนี้ก็ต้องไปหาเช่า ก็ต้องไปหาเช่าที่อยู่อาศัยในราคาถูก ซึ่งผมติดว่าคุณภาพที่พออยู่ได้สำหรับนักศึกษาจบใหม่ตั้งแต่เรียนหนังสือมา แบบคุณภาพภาระชีวิตที่ดีเดือนละ 5,000-6,000 บาท แต่ถ้าคุณเป็นแม่บ้านเดือนละ 9,000 เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เช่าในเวลานี้” อาจารย์บุญเลิศ กล่าว
เช่นเดียวกับ นพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าวเสริมว่า หากต้นทุนในการดำรงชีวิตถูกลงคุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งต้นทุนที่สำคัญที่สุดคือด้านที่อยู่อาศัยและไม่ใช่เฉพาะคนจน แต่เป็นคนทุกกลุ่มที่ต้องเผชิญปัญหานี้ “คนคนหนึ่งอยากมีบ้าน เงินเดือนออกมาจ่ายค่าผ่อนบ้านก็แทบหมดแล้ว” หากเหลือเงินน้อยไม่มีทางที่คุณภาพชีวิตจะดีขึ้นได้
“ถ้าทำให้ต้นทุนเรื่องที่อยู่อาศัยมันถูกลงมันช่วยได้เยอะ ช่วยคนทุกกลุ่มด้วย ฉะนั้นนโยบายเรื่องนี้ทำได้เลย อย่างเช่นกรณีคนจนเมืองที่อยู่ในชุมชนที่เขาเป็นชุมชนอยู่แล้ว ผิดกฎหมายหรืออะไรก็ตาม ในกรุงเทพฯ กทม. อาจจะสำรวจดูเลยว่ามีที่ไหนบ้างที่อยู่ในลักษณะแบบนี้ กทม. ก็ต้องไปทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย เป็นที่ดินของใคร อาจจะไปประสานหน่วยงานเจ้าของที่ดิน เจรจากันแล้วทำให้เขาเช่าอย่างถูกกฎหมายได้ไหม? ถ้าที่ตรงนั้นไม่จำเป็นต้องเอาไปใช้เรื่องอื่นแล้ว” เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าว
นพพรรณ ยังกล่าวอีกว่า หากสามารถเปลี่ยนจากชุมชนบุกรุกผิดกฎหมายเป็นชุมชนที่เช่าพื้นที่อยู่อาศัยอย่างถูกกฎหมาย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็สามารถใช้งบประมาณเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ได้ แต่ท้ายที่สุด หากที่ดินบริเวณนั้นจำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อการพัฒนาจริงๆ ซึ่งต้องย้ายชุมชนออกไปก็ต้องเตรียมหาพื้นที่ที่เหมาะสมรองรับ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มผู้เช่าที่พัก ซึ่งไม่ใช่แต่คนจนแต่ยังรวมถึงคนชั้นกลางด้วย กทม. จะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ภาระค่าเช่าลดลง
ด้าน ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการ กทม. เปิดเผยว่า กทม. ได้หารือกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย และ การเคหะแห่งชาติ เพื่อดำเนินโครงการจัดหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในที่ดินที่ยังไม่ถูกใช้งาน อย่างไรก็ตาม การจัดสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ใด ต้องดูปริมาณความต้องการ (Demand) ในพื้นที่นั้นด้วย เช่น ที่ผ่านมาจะเห็นว่า ที่อยู่อาศัยที่การเคหะแห่งชาติก่อสร้าง หลายแห่งยังว่างไม่มีผู้อยู่อาศัย และที่มากไปกว่านั้น สถานการณ์โควิด-19 ได้ให้บทเรียนว่า นอกจากการสร้างที่อยู่อาศัยแล้วยังต้องสร้างความเป็นชุมชนให้เกิดขึ้นด้วย
“ตอนโควิดชุมชนเข้มแข็ง เราไม่ได้สร้างที่อยู่อาศัย เราต้องสร้างชุมชน เราต้องสร้าง Body ให้เขาช่วยจัดการ อาจจะเป็นเรื่องสาธารณสุข เรื่องการศึกษา เรื่องผู้สูงอายุ ที่อยู่อาศัยจริงๆ แล้วมันไม่ใช่การนอน มันคือการสร้างชุมชน ความสัมพันธ์ เพื่อจัดการปัญหาและดูแลกันเอง” ศานนท์ กล่าว
อีกด้านหนึ่ง ศ.ดร.นฤมล นิราทร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงประเด็น “ที่อยู่กับแหล่งงาน”ว่า ที่ผ่านมาเคยพบผู้ที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิมเพราะถูกไล่รื้อ แต่เมื่อไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ก็ไม่สามารถทำงานเดิมได้อีกเพราะอยู่ไกลมาก ซึ่งการมีอาชีพทำให้คนสามารถลืมตาอ้าปากได้ แต่คนจนเมืองที่จำนวนมากเป็นแรงงานนอกระบบ เผชิญข้อจำกัดทั้งการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และท่าทีที่ไม่เป็นมิตรของกระบวนการบริหารจัดการเมือง เช่น กรณีผู้ค้าหาบเร่แผงลอย หรือสตรีทฟู้ด
“จริงๆ แล้วคนขายของคนเล็กคนน้อยเขาช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่ปรากฏว่า Function ตรงนี้มันถูกทำให้หายไปด้วยวิธีการที่เรียกว่าจัดการโดยไม่จัดการ ก็ทำให้ปัญหามันซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องของการมีงานทำและการสร้างงาน ถ้าโอกาสตรงนี้มันเปิด ผนวกกับเรื่องที่อยู่อาศัย คิดว่าโอกาสลืมตาอ้าปากก็จะเพิ่มขึ้น” อาจารย์นฤมล กล่าว
หมายเหตุ : เศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) หรือเศรษฐกิจนอกภาคทางการกับแรงงานนอกระบบ (Informal Labour)หมายถึงธุรกิจและแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีเงินได้และระบบประกันสังคม
SCOOP@NAEWNA.COM