#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/667024

วันเสาร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
“แลนด์สไลด์ (Landslide)” แปลตรงตัวหมายถึง“ดินถล่ม” เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่พบได้ในพื้นที่ลาดชันยามเกิดฝนตกหนัก อย่างไรก็ตาม คำคำนี้ยังถูกนำไปใช้เป็น “แสลง (Slang)” ทางการเมือง หมายถึง“ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย” ได้คะแนนเสียงทิ้งห่างผู้สมัครหรือพรรคการเมืองคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่น สำหรับประเทศไทย คำว่าแลนด์สไลด์ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้งในช่วงนี้ เนื่องจากในปีหน้าหรือปี 2566 ก็จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อีกครั้ง เนื่องจากจะครบวาระ 4 ปีของ สส. และรัฐบาลชุดปัจจุบัน
หรือยังไม่ต้องรอไปถึงปีหน้า ในปีนี้หรือปี 2565 ปรากฏการณ์ “ชัชชาติฟีเวอร์” ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2565 ชัชชาติสิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ ชนะแบบแลนด์สไลด์ ได้คะแนนเสียงทิ้งห่างคู่แข่งชนิดที่แม้จะนำคะแนนของผู้ได้อันดับ 2-5 มารวมกันก็ยังน้อยกว่า ซึ่งในงานเสวนา “Direk Talk : สายลมแห่งรัฐ (ศาสตร์) : การศึกษารัฐศาสตร์ในโลกยุคใหม่” จัดโดย ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2565 มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มธ. บรรยายหัวข้อ “เลือกเพราะอิสระ ทุกคนรู้ คนเลือกรู้ : บทวิเคราะห์เบื้องต้นพฤติกรรมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 65” เล่าเรื่องผลการศึกษาที่ทำร่วมกับ สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า สำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. อายุ 18-86 ปี จำนวน 807 คน แบ่งเป็นชายร้อยละ 52 หญิงร้อยละ 48รายได้มีตั้งแต่ผู้ไม่มีรายได้เลย ไปจนถึงสูงสุดคือมีรายได้ 1 ล้านบาทต่อเดือน โดยค่าเฉลี่ยรายได้ของกลุ่มตัวอย่างคือ 52,150 บาท
ระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 ร้อยละ 50 จบปริญญาตรี รองลงมา ร้อยละ 17 จบ ม.ปลาย (หรือ ปวช.) และอันดับ 3 จบ ม.ต้น
ร้อยละ 11 พบว่า 1.ชาว กทม. สนใจการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในปี 2565 นี้มาก หากแบ่งระดับความสนใจจาก 0 คือไม่สนใจเลย ไปจนถึง 10 คือสนใจมากที่สุด คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้อยู่ที่ 7.1 ซึ่งสอดคล้องกับระดับความสนใจ 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบ คือ อันดับ 1 ร้อยละ 23.74 ระดับ 10 รองลงมา ร้อยละ15.16 ระดับ 9 และอันดับ 3 ร้อยละ 13.42 ระดับ 8

2.สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) มีผลต่อการรับรู้ข่าวสารการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ของชาว กทม. โดย 3 อันดับแรกของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้งครั้งนี้อันดับ 1 อินเตอร์เนตหรือสื่อสังคมออนไลน์ (เช่น Facebook, Twitter, Line) ร้อยละ 43.91 รองลงมา กิจกรรมหาเสียง (เช่น รถหาเสียง, เวทีปราศรัย, ป้ายหาเสียง) และอันดับ 3 โทรทัศน์ ร้อยละ 19.35 อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักอาจเป็นเพราะ กทม. เป็นเขตเมือง
3.จำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ที่กลุ่มตัวอย่างจำได้มากที่สุดคือ 8 คน (จากทั้งหมด31 คน) โดยจำนวนของผู้สมัคร 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างจำได้ อันดับ 1 ร้อยละ 28.54 จำได้ 8 คน รองลงมา ร้อยละ 17.17 จำได้ 3 คน ขณะที่อันดับ 3 และอันดับ 4(ซึ่งใกล้เคียงกันมากจนอาจจัดเป็นอันดับ 3 ร่วมกันได้) คือร้อยละ 12.33 จำได้ 2 คน และร้อยละ 12.3 จำได้ 6 คนโดยค่าเฉลี่ยรวมของผู้สมัครที่คำนวณจากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด อยู่ที่ 5.1 คน ชี้ว่า แม้จะมีผู้สมัครที่ได้รับความสนใจสูงอยู่กลุ่มหนึ่ง แต่ผู้สมัครที่เหลือก็ยังมีบางคนถูกจดจำได้เช่นกัน
4.นโยบายคือปัจจัยหลักที่ทำให้ชาว กทม. ตัดสินใจเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ เห็นได้จากกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่ง คือร้อยละ 53.45 ตอบว่าเลือกเพราะนโยบาย ทิ้งห่างอันดับที่เหลือ เช่น อันดับ 2 เหตุผลอื่นๆ (เลือกตามคำขอของผู้มีพระคุณ, ใครก็ได้ตามเสียงส่วนใหญ่, อยากออกไปใช้สิทธิ์ ฯลฯ) อันดับ 3 ชื่อเสียงส่วนตัว ร้อยละ12.17 อันดับ 4 ความเป็นอิสระจากพรรค ร้อยละ 7.46 และอันดับ 5 พรรคการเมืองที่สังกัด ร้อยละ 5.46
5.ชัชชาติแลนด์สไลด์ไม่พลิกโผ แต่ผู้สมัครคนอื่นๆแตกต่างออกไป ผลการสำรวจครั้งนี้ทำก่อนวันเลือกตั้งจริง (22 พ.ค. 2565) ประมาณ 1 สัปดาห์ พบว่า 5 อันดับแรกหากตัดกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ณ เวลานั้น (ร้อยละ 25.94) ออกไป ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) มาเป็นอันดับ 1 ร้อยละ41.44 ตามด้วย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร (พรรคก้าวไกล) ร้อยละ 9.95 อันดับ 3 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง (อิสระ) ร้อยละ 8.69
อันดับ 4 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคประชาธิปัตย์) และอันดับ 5 น.ต.ศิธา ทิวารี (พรรคไทยสร้างไทย) ร้อยละ 2.02 อย่างไรก็ตาม เมื่อผลการเลือกตั้ง
จริงออกมา มีเพียง ชัชชาติ ผู้ชนะการเลือกตั้งเท่านั้นที่ตรงตามผลสำรวจ โดยได้ไปถึง 1,386,215 คะแนน ส่วนอันดับที่เหลือ พบว่า อันดับ 2 ศ.ดร.สุชัชวีร์ 254,647 คะแนน ตามด้วยอันดับ 3 วิโรจน์ 253,851 คะแนน (ซึ่งหากยังจำได้ในช่วงนับคะแนนต้องบอกว่า ศ.ดร.สุชัชวีร์ และ วิโรจน์ คะแนนสูสีมาก ผลัดกันนำ-ผลัดกันตามเป็นระยะๆ ก่อนที่ศ.ดร.สุชัชวีร์ จะคว้าอันดับ 2 ไปได้แบบหืดขึ้นคอ)
โดยเฉพาะอันดับ 4 ต้องบอกว่าเป็น “ม้ามืด” เมื่อ สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. ในยุคที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งทั้งคู่ลาออกมาลงสมัคร
รับเลือกตั้งครั้งนี้พร้อมกัน และในฐานะผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรคเหมือนกัน ในผลการสำรวจข้างต้น พล.ต.อ.อัศวิน อยู่อันดับ 3 ขณะที่ สกลธี อยู่อันดับ 7 ร้อยละ 1.64 แต่ผลการเลือกตั้งจริง สกลธี อยู่อันดับ 4 ได้ไป 230,455 คะแนนแซงหน้า พล.ต.อ.อัศวิน ที่ได้ไป 214,692 คะแนน อยู่อันดับ 5ในขณะที่ น.ต.ศิธา การสำรวจข้างต้นอยู่ในอันดับ 5 แต่เลือกตั้งจริงหล่นไปอยู่อันดับ 7 ได้ 73,720 คะแนน
จากผลการสำรวจดังกล่าว รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ นำมาวิเคราะห์ใน 2 โจทย์ คือ 1.ความสัมพันธ์ระหว่างการสังกัด (หรือไม่ได้สังกัด) พรรคการเมืองในระดับชาติของผู้สมัคร กับ 2.บริบททางการเมืองระดับชาติที่ส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมืองและความคิดของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง(เช่น ความพอใจในรัฐบาลกลาง สภาพเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันระหว่างประเทศกับท้องถิ่น)อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ครั้งนี้ยังอิงกับแนวคิดเรื่องสภาพเศรษฐกิจและสังคมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีผลต่อพฤติกรรมการออกเสียง พบว่า
1.ความพอใจ (หรือไม่พอใจ) การทำงานของรัฐบาลกลางในปัจจุบัน (ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) มีผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้สมัครในการตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ (ปี2565) มากกว่าการสังกัด (หรือไม่สังกัด) พรรคการเมือง กล่าวคือหากเป็นผู้ที่ไม่พอใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อย่าง ชัชชาติ ตรงข้ามกับผู้ที่พอใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีแนวโน้มจะเลือก ศ.ดร.สุชัชวีร์โดยประเด็นหลังนี้ เป็นไปได้ว่า อาจเป็นเพราะ พรรคพลังประชารัฐ ที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ไม่ได้ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.
2.เลือกคนเลือกชัชชาติ..เลือกพรรคเลือกก้าวไกล คนที่เลือกชัชชาติมีแนวโน้มไม่ได้สนใจว่า ชัชชาติ จะลงสมัครในนามพรรคการเมืองหรือลงสมัครในนามอิสระ ในขณะที่คนที่ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองจะเลือกผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล โดยคนที่เลือก วิโรจน์ มีแนวโน้มจะเลือกเพราะอยู่สังกัดพรรคก้าวไกล 3..คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเลือกพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นเพศหญิงจะเห็นได้ชัดกว่าเพศชาย
“หากถามว่าคนกรุงเทพฯ วันนี้เลือกเพราะอะไร ผมก็จะตอบว่า การที่คุณชัชชาติออกมาชนะแลนด์สไลด์ นี่คือการเลือกแบบส่งสัญญาณตามสไตล์ของคนกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ มักจะเป็นคนส่งสัญญาณก่อน แล้วทุกคนก็กลัวมากว่ากรุงเทพฯ บอกแบบนี้ แล้วมันจะไหลไปนอกต่างจังหวัดไหม? มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าผลล้นออก ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ต่อมาคนก็จะเลือกเพราะว่าชอบนโยบายเปล่า เลือกอะไรหรือเปล่า
ในที่สุดแล้วผมใช้ว่าเลือกเพราะชอบแต่จริงๆ แล้วมันออกมาว่าเลือกเพราะไม่ชอบ … หรือเปล่า ขอให้ทุกท่านไปเติมคำในช่องว่างเอาเอง เขาเลือกชัชชาติเพราะเขาไม่ชอบอันนี้ใช่ไหม ซึ่งจริงๆ คนยังไงก็เลือกชัชชาติแล้ว แต่มันเป็นการส่งสัญญาณหรือเปล่า” รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM