#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/669243

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.53 น.
วันที่ 26 กรกฎาคม 2565 สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนาเรื่อง “เร็วให้ถูกเลน ประเมินเป็น เว้นระยะ = ลดความเสี่ยง” ณ รร.รามาการ์เด้นท์ ถ.วิภาวดี เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดย ศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) กล่าวในตอนหนึ่งว่า ในปี 2563 มีสถิติการตรวจจับความเร็วในการใช้รถใช้ถนน โดยนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้มากขึ้น ส่งผลให้จำนวนการออกใบสั่งเพิ่มสูงขึ้นมากด้วย อยู่ที่กว่า 6 ล้านใบ
อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนซึ่งมีสาเหตุมาจากความเร็วยังสูง หมายถึงยังไม่สามารถลดพฤติกรรมเสี่ยงลงได้ ซึ่งต้องไปดูว่าขั้นตอนมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เพราะหากไปดูความเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์ จะเห็นการพูดคุยกันทำนองว่าแม้โดนใบสั่งกี่ใบก็ไม่มีผลอะไรเนื่องจากไม่ต้องไปจ่ายค่าปรับ บางความเห็นถึงกับโพสต์ภาพโชว์ใบสั่งเป็นปึกๆ แล้วบอกว่าไม่จ่ายก็ไม่เป็นไร หมายถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มข้นจริงจัง ย่อมไม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล
“ทางไทยโรดส์เคยไปสำรวจพฤติกรรม สำรวจทัศนคติของประชาชนคนไทยทั่วไปที่มีต่อการใช้ความเร็ว หรืออุบัติเหตุจากการใช้ความเร็ว เขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ คิดว่าไม่ได้เป็นประเด็นหลัก เขาคิดว่าประเด็นหลักเป็นเรื่องของเมาแล้วขับ จะมีแค่ 11% เท่านั้นเองที่คิดว่าความเร็วเป็นปัญหาอันดับแรกๆ ที่ภาครัฐควรแก้ไข ส่วนใหญ่จะมองเป็นเรื่องเมาแล้วขับเป็นปัญหามากกว่า ดังนั้นความเร็วก็เลยไม่ค่อยได้พูดถึงสักเท่าไรนักว่ามันเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไข” ศ.ดร.กัณวีร์ กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.เอกราช ลิ้มสังกาศ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีการออกใบสั่งประมาณ 15 ล้านใบ ในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 55 เป็นข้อหาเกี่ยวกับการใช้ความเร็ว โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมาที่เริ่มนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ตรวจจับ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ คนที่โดนใบสั่งยังกระทำผิดซ้ำ เช่น เคยพบคนคนหนึ่งมีสถิติการทำผิดกฎจราจรตลอดทั้งปีมากถึง 200 ครั้ง เพราะเมื่อประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา พฤติกรรมการขับขี่ที่ผิดก็กลายเป็นความเคยชิน
ทั้งนี้ ในปี 2563 มีคนมาเสียค่าปรับตามใบสั่งเพียงร้อยละ 18 ของจำนวนใบสั่งที่ออกไปในปีดังกล่าว และปี 2564 ก็มีแนวโน้มลดลง ส่วนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 แม้จะมีมาตรการอำนวยความสะดวกในการจ่ายค่าปรับมากขึ้นก็ตาม เช่น จากเดิมที่ตำรวจมีอำนาจยึดใบขับขี่ไว้เพื่อให้ผู้ทำผิดกฎหมายไปเสียค่าปรับ แต่ต่อมาเมื่อมีระบบใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ตำรวจก็ไม่ได้ยึดใบขับขี่ได้อย่างเดิมอีก นำไปสู่การยกเลิกการยึดใบขับขี่ ตำรวจจะทำเพียงการออกใบสั่งเท่านั้น แต่ออกมาก็ไม่มีผลอะไรเพราะประชาชนไม่จ่ายก็ยังขับขี่ยานพาหนะได้ตามปกติ
“ปี 2560 เราก็ไปออกกฎหมายมาว่า ถ้าอย่างนั้นเรามาร่วมมือกันเพื่อประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายกับกรมการขนส่งทางบก โดยการงดออกป้ายภาษี งดออกเอกสารแสดงการเสียภาษี บางคนก็ยังเข้าใจว่างดต่อภาษีซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ รถท่านต่อภาษีได้แต่ไม่ได้ป้าย เอารถมาขับก็เป็นความผิดอยู่แล้ว ตั้งแต่ปี 2560 ปีนี้ปี 2565 ก็ยังเป็นกฎหมายอยู่ ก็ยังไม่บังคับใช้จริง” พล.ต.ต.เอกราช ระบุ




