#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/672430

‘โครงการทหารพันธุ์ดี’ สะท้อนความเป็น ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ ของไทย
วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.25 น.
“ประเทศไทย” ขึ้นชื่อว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” มาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี และเมื่อมาถึงปัจจุบันโลกประสบปัญหาวิกฤตต่างๆ อาทิ ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, ปัญหาความขัดแย้งระหว่างยูเครน และรัสเซีย ปรากฎว่าประเทศไทยนั้นยังได้รับการยอมรับของนานาอารยประเทศว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ที่สามารถจะป้อนวัตถุดิบทางการเกษตรออกสู่ตลาดโลกได้
สำหรับโครงการที่เด่นชัดและเข้าถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ นั่นคือ “โครงการทหารพันธุ์ดี” ต่อยอดความพอเพียง โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก ดำเนินโครงการทหารพันธุ์ดี เพื่อเป็นสถานที่เรียนรู้แก่นักเรียนนายสิบเหล่าทหารการสัตว์ และพลทหารกองประจำการ สู่การเป็นทหารพันธุ์ดี และเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรปลอดภัยแก่ประชาชนทั่วประเทศ
โดยเริ่มดำเนินการเป็นรูปธรรมตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 โดยโครงการทหารพันธุ์ดี โรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก มีพื้นที่ดำเนินการ 35 ไร่ ภายในโครงการได้จัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 พื้นที่กิจกรรม ประกอบด้วย แปลงปลูกผักปลอดภัย, แปลงฝึกผลิตเมล็ดพันธุ์ของทหารพันธุ์ดี, ศูนย์ทดลองเลี้ยงแพะพระราชทาน, ศูนย์ผลิตพันธุ์ปลาน้ำจืดพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” พื้นที่ภาคตะวันออก และการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ร่วมกับการเลี้ยงเป็ดบางปะกง ทั้งนี้ การดำเนินกิจกรรมทั้ง 5 พื้นที่ของโครงการทหารพันธุ์ดี ได้ใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยการฝึกปฏิบัติ Learning by Doing ให้กับนักเรียนนายสิบทหารบกเหล่าทหารการสัตว์ รวมทั้งทหารกองประจำการ

“โครงการทหารพันธุ์ดี” เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2559 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ทางมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมกับศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 26 (ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก) จ.บุรีรัมย์ จัดตั้ง ‘โครงการทหารพันธุ์ดี’ ขึ้น เพื่อให้กำลังพลของกองทัพมีความรู้ความสามารถในการปลูกผักปลอดภัย รวมทั้งเป็นพืชผักที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในการที่จะนำมาบริโภค และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของกำลังพล แต่ถ้าเหลือจากการนำไปบริโภคแล้วก็นำไปจำหน่ายเพิ่มรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ในการทำเกษตรของคนเมือง หากต้องการข้อมูล ก็สามารถเข้าไปพึ่งพาทหารในจุดต่างๆ หรือขอเข้าไปศึกษาดูงานฝึกประสบการณ์ไปเรื่อยๆกับ “มณฑลทหารบก” ทั่วประเทศ ส่วนในกรุงเทพมหานคร การหาข้อมูลของมูลนิธิชัยพัฒนาก็เป็นอีกแหล่งความรู้สำคัญที่จะทำให้ประชาชนในเมืองประหยัดค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังมีร้าน ‘จันกะผัก’ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริตั้งขึ้น เพื่อจำหน่ายพืชผักที่เหลือจากการทดสอบและพัฒนาพันธุ์ ขายสลัดและส้มตำซึ่งใช้พืชผักที่ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชฯผลิตเอง รวมทั้งมีการขายกาแฟและของที่ระลึก ขณะเดียวกันยังมีแผนงานในการส่งเสริมด้านการตลาดแก่ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของชุมชนท้องถิ่นโดยจะนำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนามาจำหน่ายในร้าน เพื่อต่อยอดให้กับคนในชุมชน
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าหากคนเมืองสนใจจะปลูกผักในเมืองจริงๆ ก็มีแหล่งเรียนรู้ให้ศึกษาและขอคำแนะนำ ก่อนลงมือปลูกผักในเมือง เพราะหากยังไม่พร้อมปลูกบนแปลงใหญ่ ก็สามารถชิมลางเป็นนักปลูกผักมือใหม่ในเมืองกันก่อน ด้วยพื้นที่ที่พอมีอยู่อย่างจำกัด ก็นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับคนเมือง


