#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
https://www.komchadluek.net/news/politics/531995
03 ต.ค. 2565

ชาวชัยนาท แห่ต้อนรับ “บิ๊กป้อม” หลังนำทีมลงพื้นที่ดู “ลุ่มน้ำเจ้าพระยา” พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน แก้ปัญหา “อุทกภัย” สั่งหน่วงน้ำเหนือเขื่อน พร้อมเปิด 10 ทุ่ง รับน้ำ ขณะที่ชาวบ้านขอหอมแก้ม-ขอให้เป็นผู้นำประเทศ
วันนี้ (30 กันยายน 2565 )พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินการโครงการด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ จ.ชัยนาท และ จ.พระนครศรีอยุธยา
โดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง พลเอก ชัยชาญช้างมงคล รมช.กลาโหม และนายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.จังหวัดชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร่วมติดตามลงพื้นที่ด้วย โดยมีประชาชนชาวจังหวัดชัยนาท รอต้อนรับและให้กำลังใจจำนวนมาก พร้อมทั้งนำพวงมาลัย ผ้าขาวม้าผูกเอว และเขียนป้ายให้กำลังใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ด้วย

จากนั้น ชาวบ้านที่มารอต้อนรับกล่าวว่า “ขอหอมแก้มหน่อยได้ไหม” ซึ่งมีประชาชนเข้ามาหอมแก้ม 2 คนและขอให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สุขภาพแข็งแรง ระหว่างนั้น คุณลุงคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า “อยากให้พลเอกประวิตร เป็นผู้นำประเทศ” ทำให้ พล.อ.ประวิตร ยิ้มหัวเราะ พร้อมกล่าวขอบคุณประชาชนทุกคน
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จากอิทธิพล “พายุโนรู” ทำให้ฝนตกหนักมากและเกิด “น้ำท่วมขัง” ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของประเทศ รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนป้องกันและรับมือล่วงหน้า โดยการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย จำนวน 2 ศูนย์ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุบลราชธานี และภาคกลาง จ.ชัยนาท

โดยวันนี้ได้ลงพื้นที่ติดตามการทำงานของศูนย์ฯ ที่ จ.ชัยนาท เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคในการทำงานของศูนย์ฯ
ทั้งนี้ รัฐบาลมีความเป็นห่วงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และขอให้ทุกหน่วยงานสนับสนุนการทำงานของศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการทำงานอย่างเป็นเอกภาพ เร่งแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมขอให้หน่วงน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ลงทุ่งรับน้ำในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ และให้ผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ 10 ทุ่งที่จัดเตรียมไว้ เพื่อลดปริมาณน้ำลงพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และขอให้เร่งระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่ชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
โดยให้ สทนช.เร่งขับเคลื่อนแผนป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งไปในคราวเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาน้ำระดับพื้นที่และกักน้ำไว้เพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง พร้อมทั้ง กำชับให้กรมชลประทานเร่งก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร ให้เร็วขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ จ.พระนครศรีอยุธยา ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
พล.อ. ประวิตร กล่าวอีกว่า ขอให้กระทรวงมหาดไทย ทุกจังหวัด ที่ประสบอุทกภัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ทั่วถึง และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบโดยทั่วถึง ในการบริหารจัดการสมดุลน้ำไปพร้อมกัน พร้อมกับขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ร่วมบริหารจัดการน้ำและลงดูแลช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
จากนั้นในบ่าย พล.อ. ประวิตร เดินทางลงพื้นที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และย้ำว่าตนได้ทำให้ไม่เกิดภัยแล้งมา4 ปีแล้ว และยืนยันว่า สถานการณ์น้ำจะไม่ท่วมเท่าปี2554 แน่นอน
ด้านเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า อาจจะมีผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบ้าง ซึ่งได้มีการประชาสัมพันธ์แจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันจังหวัดที่ยังประสบอุทกภัยมีทั้งสิ้น 32 จังหวัด อาทิ จ.เชียงใหม่ ลําพูน พิษณุโลก สุโขทัย ตาก กําแพงเพชรเลย ชัยภูมิ ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ สุรินทร์ ชลบุรี ปราจีนบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ สระบุรี ปทุมธานีพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ชัยนาท และสุพรรณบุรี
จากนั้นเวลา 15.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่
จ.อ่างทอง มีพื้นที่ประสบภัยในเขต ต.บางปลากด และ ต.โรงช้าง อ.ป่าโมก เนื่องจากพนังดินกั้นน้ำบริเวณ หมู่ 6 ต.บางปลากด พังทลาย เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2565 เวลา 03.00 น. ส่งผลให้น้ำเข้าท่วม ต.บางปลากด (เทศบาลตำบลป่าโมก) ไหลบ่าข้ามถนนไปยังพื้นที่ ต.โรงช้าง ซึ่งมีประชาชนหมู่ 6 ได้รับผลกระทบ จำนวน 3 หลังคาเรือน และ หมู่ 8 จำนวน 21 หลังคาเรือน
สำหรับเหตุการณ์ผนังกั้นน้ำที่พังเมื่อคืนวันที่ 30 กันยายน 2565 มีประชาชน ต.บางปลากด หมู่ 5 ได้รับผลกระทบ จำนวน 100 ครัวเรือน และหมู่ 6 (เทศบาลตำบลป่าโมก) จำนวน 280 ครัวเรือน
ทั้งนี้ พล.อ. ประวิตร ได้กำชับทุกภาคส่วนบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ เร่งช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ส่วนสถานการณ์หลังน้ำในคลองโผงเผงเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนใน ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องย้ายออกมาอาศัยอยู่ที่เต็นท์พักชั่วคราวบริเวณริมถนนสายป่าโมก – บางบาล แต่ขณะนี้เพิงพักบางส่วนกลับถูกน้ำเอ่อล้นเข้ามาท่วมซ้ำอีก
นางกมลทิพย์ เข็มทอง อายุ 51 ปี ชาวบ้านหมู่ 6 ต.โผงเผง ผู้ประสบภัยน้ำท่วม เล่าให้ฟังว่า บ้านตนเองถูกน้ำท่วมเกือบมิดหลังคาบ้าน อยู่อาศัยไม่ได้ ต้องย้ายออกมาอาศัยเต็นท์ที่พักชั่วคราวริมถนน น้ำก็ท่วมซ้ำอีก แต่ไม่เป็นไร มีเตียงที่สูงพออยู่อาศัยได้ ก็ต้องอยู่ไปก่อน ดีกว่าอยู่ในบ้าน เนื่องจากที่บ้านอยู่อาศัยไม่ได้เลย ปีนี้น้ำท่วมสูงกว่าทุกปีที่ผ่าน
ด้าน ยายเล็ก ชาวบ้านหมู่ 6 อีกคน บอกว่าเครียดมาก เนื่องจากไม่เคยเจอเหตุการณ์น้ำท่วมมากขนาดนี้มาก่อน ใช้ชีวิตลำบากมาก
ขณะที่ สมาชิก อบต.โผงเผง เปิดเผยว่า น้ำในคลองโผงเผงได้เอ่อล้นเข้าท่วมหมู่บ้านแล้วไหลข้ามถนนป่าโมก – บางบาล บริเวณหมู่ 6 ตอนนี้ นาง นงเยาว์ อ่ำตระกูล นายก อบต.โผงเผง พร้อมสมาชิกสภา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ร่วมกันนำรถสิบล้อบรรทุกทราย เพื่อมากรอกกระสอบทรายกั้นน้ำที่ไหลเอ่อข้ามถนนอย่างเร่งด่วน ไม่ให้น้ำขยายวงกว้าง
สำหรับสถานการณ์น้ำเจ้าพระไหลผ่านจังหวัดอ่างทอง มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง C.7A มีระดับน้ำที่ 9.33 เมตร จากระดับตลิ่ง 10 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,580 ลบ.ม./วินาที
ทั้งนี้จังหวัดอ่างทองมีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน 4 อำเภอ 15 ตำบล 49 หมู่บ้าน จำนวน 1,985 ครัวเรือน
และสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาล่าสุด ( 3 ต.ค.65 ) มีปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต้นทุนทั้ง 4 เขื่อน คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 18,057 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็น 73% ของปริมาณการกักเก็บ และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 6,814 ล้าน ลบ.ม. โดยการระบายน้ำ ณ สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อยู่ที่ 2,643 ลบ.ม./วินาที ซึ่งพบว่าน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 54 ที่ระบายในอัตรา 3,628 ลบ.ม./วินาที และยังน้อยกว่าปี 64 อัตรา 2,776 ลบ.ม./วินาที
แม้ว่าปริมาณฝนปีนี้จะใกล้เคียงกับช่วงเวเลาเดียวกันในปี 2554 แต่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ การกำหนดแผนปฏิบัติการป้องกันล่วงหน้าตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนที่ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา
โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ เขื่อนทุกขนาด และพื้นที่แก้มลิง เพื่อชะลอน้ำหลากในพื้นที่ตอนบนให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้น้อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม ยังอาจจะมีผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกันน้ำบ้าง ซึ่งได้มีการประชาสัมพันธ์แจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 32 จังหวัด อาทิ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ สุโขทัย ชัยภูมิ ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา ลพบุรี เพชรบูรณ์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ชัยนาท ชลบุรี และพังงา เป็นต้น

