#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/688003

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดซาแต่ยังเจอสินค้าแพง แรงงานนอกระบบเจ็บซ้ำซ้อน
วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
ผ่านพ้นไปแล้วกับวงเสวนา “วิกฤตข้าวของแพง ค่าแรงต่ำ : แรงงานนอกระบบอยู่กันอย่างไร” จัดโดย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ สมาพันธ์แรงงานนอกระบบ ประเทศไทย และ Friedrich-Ebert-Stiftung Thailand เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่ง กชพร กลักทองคำ อุปนายกสมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ประเทศไทย กล่าวว่า หลังสถานการณ์โควิด-19 เชื่อว่ายังคงต้องฟื้นฟู เช่น ผู้ที่เคยติดเชื้อก็พบว่าหลายคนสุขภาพไม่เหมือนเดิม ขณะที่อีกหลายคนก็ยังไม่มีงานหรือมีงานแล้วแต่เพิ่งเริ่มทำงานยังไม่คุ้นเคย แต่ก็ต้องมาเจอปัจจัยใหม่ คือราคาสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงในบางพื้นที่ก็ยังเจอปัญหาน้ำท่วม
ขณะเดียวกัน บรรดาบริษัทต่างๆ ก็เริ่มหันไปจ้างแรงงานอื่นที่ต้นทุนถูกกว่า เช่น กลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำ หรือไปจ้างงานตามแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกด้านหนึ่ง ตนเองซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน แม้อุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะกลับมามีงานมากขึ้น แต่คนทำงานกลับมีรายได้ลดลงเพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เช่น ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน ต้นทุนอยู่ที่ร้อยละ 60 แต่ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 75-80 เพราะต้องไม่ลืมว่ารายได้ส่วนหนึ่งต้องกันไว้เป็นเงินทุนสำหรับซื้อวัสดุอุปกรณ์มาใช้ในการทำงาน
“ตัวเราเองและพี่น้องที่เราอยู่ด้วยก็เป็นกลุ่มผู้รับงานมาทำที่บ้าน ตอนนี้ต้นทุนในการผลิตสินค้าที่เรารับงานมา เป็นผ้า เป็นด้าย อุปกรณ์ การเดินทาง การขนส่ง ค่าน้ำ-ค่าไฟ รวมทั้งค่าแรงด้วย เพราะว่ากลุ่มของเราหลายกลุ่ม กลุ่มใหญ่ๆ เขาจะจ้างแรงงานรายวันด้วย แล้วก็เหมาช่วงด้วย นี่คือต้นทุนที่เราต้องแบกรับภาระ ในขณะที่ลูกค้าเราเองขอลดราคาค่าจ้างลง เพราะอ้างเหตุว่าของขึ้นขอลดราคาเรา แต่เราไม่สามารถที่จะอ้างเหตุของขึ้นแล้วขอขึ้นราคาจากผู้จ้างเราได้ ถ้าเราอ้างเราจะไม่มีงานทำ” กชพร กล่าว
กชพร ยังกล่าวอีกว่า ส่วนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2565 แรงงานนอกระบบกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน ไม่สามารถปฏิเสธการต่อรองจากนายทุนได้เพราะยังต้องการมีงานทำ จึงไม่สามารถขอขึ้นราคาตามทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้รวมถึงไม่สามารถลดคุณภาพงานลงได้ด้วย ดังนั้นเรื่องนี้ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี เพราะใน 1 ครอบครัว อาจมีคนคนหนึ่งได้ปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น แต่ทั้งครอบครัวล้วนต้องใช้จ่ายเงินไปกับการซื้อของที่มีราคาแพงขึ้น จึงไม่แน่ใจว่าแรงงานนอกระบบได้อะไร อีกทั้งกังวลว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้นายทุนขึ้นราคาสินค้าให้แพงขึ้นไปอีก
มาลี สอบเหล็ก รองประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวว่า ลูกจ้างทำงานบ้านไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายแรงงาน ดังนั้นชีวิตของแรงงานกลุ่มนี้จึงแล้วแต่โชค หากเจอนายจ้างที่ดี ให้ค่าจ้างและสวัสดิการที่ดีก็ดีไป ทั้งนี้ ลูกจ้างทำงานบ้านได้รับผลกระทบในช่วงสถานการณ์โควิด-19 บางคนถูกเลิกจ้าง หรือแม้ไม่ถูกเลิกจ้างแต่ก็ต้องรับค่าจ้างแบบรายวันแทนจากเดิมที่เคยได้รับเป็นเงินเดือน ดังนั้นวันใดที่นายจ้างไม่ได้ให้มาทำงานก็จะไม่ได้รับค่าจ้าง ทำให้หลายคนตัดสินใจย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม ในสภาพที่เงินออมก็ไม่ได้มีมากนัก
“ช่วงนี้โควิดเริ่มดีขึ้น แต่ในระหว่างนั้นเราไม่ได้มีเงินเยอะแยะที่จะมา Support (อุดหนุน) ตรงนี้ เราก็อยากจะฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่บอกว่าเราให้คุณเยอะแล้วลูกจ้างทำงานบ้าน คุณให้เยอะตรงไหน? คุณให้อะไรเรา? เราอยากจะถามแค่นี้ ที่เราผ่านมาได้ทุกวันนี้เพราะว่าเรามีภาคี มีกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญของเรา เขาก็ช่วยเหลือตามอัตภาพ แต่จริงๆ แล้วคุณไม่ได้ให้อะไรเราเลย” รองประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าว
เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย เล่าว่า เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำมาหากินอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยอาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างนานกว่า 40 ปี ผ่านมาตั้งแต่ยุคที่ชาววินถูกรีดไถจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล จนถึงยุคที่รัฐบาลเปิดระบบรับขึ้นทะเบียนวินและผู้ขับขี่ โดยปัจจุบันในกรุงเทพฯ มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนประมาณ 1.3 แสนคัน แต่หากรวมผู้ขับขี่ที่ไม่ขึ้นทะเบียนด้วยก็น่าจะอยู่ราวๆ 2 แสนคัน
รายได้ของผู้ขับขี่เฉลี่ยอยู่ที่ 500-2,000 บาท/วันแตกต่างกันไปในแต่ละทำเลที่ตั้งของวินบวกกับความขยันของผู้ขับขี่ เช่น หากเป็นวินที่ตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าจะมีรายได้ค่อนข้างสูง ชาววินนั้นได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์โควิด-19 อาทิ วินที่ตนอยู่จากเดิมเคยมีรายได้เฉลี่ยวันละ 700 บาทก็เหลือเพียงร้อยกว่าบาท เนื่องจากคนที่เคยออกมาทำงานก็หยุดงานกันเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรายได้เริ่มกลับมาอยู่ที่ 500-600 บาท/วัน ถึงกระนั้น “ความที่ชาววินส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดจึงต้องส่งเงินกลับบ้าน” ดังนั้นแม้มีรายได้ดีแต่ก็ยังลำบาก
“คนทำงานวินตื่นแต่เช้าบางทีต้องกินเครื่องดื่มชูกำลัง กินกาแฟ กลับบ้านดึกมันก็ต้องใช้ยากระตุ้นพวกนี้เข้าไป มันก็ค่าใช้จ่ายในการกินอาหารต่อวันประมาณ 200 บาท เติมน้ำมันก็ประมาณ 150 บาท รวมค่าใช้จ่ายหลักๆ ต่อวันก็ 350 บาท ซึ่งมันมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว ถ้าวันหนึ่งเราวิ่งได้ไม่ถึง 500 บาท เราจะไม่มีเงินเก็บ เพราะเดือนหนึ่งถ้าเรารวมค่าใช้จ่ายไม่ต้องอะไรมากมาย เราจะจ่ายอยู่ที่ 7 พันกว่าบาท ถ้าหาเงินได้แค่ 7 พันเราอยู่ไม่ได้ เราตายแน่ๆ” นายกสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย ระบุ
เฉลิม ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันชาววินต้องเผชิญความท้าทายอีกอย่างหนึ่งคือ “การมาของแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งทำให้คนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายสามารถมาขี่มอเตอร์ไซค์รับ-ส่งผู้โดยสารได้” อีกทั้ง “ในขณะที่ชาววินรูปแบบเดิมถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายห้ามรับผู้โดยสารข้ามเขต แต่แพลตฟอร์มกลับสามารถรับผู้โดยสารได้ทุกที่” จึงกลายเป็นภาพของการทะเลาะวิวาทระหว่างชาววินแบบเดิมกับผู้ที่ไปรับงานจากแพลตฟอร์ม
ทั้งนี้ “ชาววินตกเป็นจำเลยสังคมเสมอ” ถูกตั้งคำถามว่าทำไมไม่ยอมปรับตัวเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์ม แต่ชาววินไม่สามารถเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้ผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างไปรับงานข้ามเขต ซึ่งที่มาที่ไปของกฎหมายนี้เกิดจากป้องกันการทะเลาะกันระหว่างวิน“รัฐบาลหรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ต้องเข้ามาดูเรื่องกฎหมายด้วย” ควรแบ่งกันไประหว่างแพลตฟอร์มที่วิ่งได้เฉพาะรับ-ส่งสิ่งของ ส่วนรับ-ส่งคนต้องเป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่
“ถ้าเป็นไปได้จริงๆ อาชีพวินเราอยากให้เขาสนับสนุนให้เราหันมาใช้รถ EV หรือรถไฟฟ้า อันนี้คือต้นทุนในการประกอบอาชีพ แต่ถ้าเราได้รถไฟฟ้ามาใช้มันจะเกิดประโยชน์หลายอย่าง1.ลดต้นทุนในเรื่องน้ำมัน 2.ลดมลพิษทางเสียงทางอะไรพวกนี้ที่อยู่ในเมือง เพียงแต่ว่าต้นทุนพวกนี้มันแสนกว่าบาท มันแพงกว่ารถน้ำมันเท่าตัวทำให้เราเข้าไม่ถึง หากภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวคิดที่อยากให้วินมอเตอร์ไซค์ลองมาช่วยกรุงเทพฯลดมลพิษ แล้วก็หาวิธีเอาเขาเข้าไปอยู่ในกองทุนที่มันไม่สามารถให้เขาผ่อนเยอะยาวๆ ก็ตาม ทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น
ผมว่ากองทุนเหล่านี้มันจะช่วยเขาได้อย่างผมใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาปีกว่า จะ2 ปีแล้ว ผมไม่ต้องเสียค่าน้ำมันเลย ผมเสียบแบตฯ ที่บ้าน เช้ามาก็วิ่ง หมดก็เข้าไปเปลี่ยน มันก็ทำให้เราเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่จากรถน้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้า เพียงแต่หลายคนไม่มีโอกาสเหมือนผม ผมเป็นนายกสมาคม ก็มีบริษัทรถเอามาให้ผมใช้ฟรีเพื่อให้คนเขาเห็น ผมก็เลยมีโอกาสมากกว่าคนอื่น” เฉลิม กล่าว
ปิดท้ายด้วย ปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันหลายพื้นที่ยังไม่ได้กลับเข้าไปทำการค้า ขณะเดียวกันราคาสินค้ายังแพงขึ้นอีก ทั้งนี้ มองว่าภาครัฐยังไม่ได้เข้ามาดูแลอย่างจริงจังทำให้ปัญหาของแรงงานนอกระบบไม่ถูกแก้ไข ส่วนการขึ้นทะเบียนเพื่อขอเข้ารับความช่วยเหลือในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยนั้นไม่จำเป็น เพียงรัฐคืนพื้นที่ทำการค้าให้ก็พอ
“เราไม่อยากโจมตีว่าร้านสะดวกซื้อเปิดกันยุ่บยั่บเลย แต่ร้านอย่างพวกเราพยายามไล่พวกเราเข้าไปอยู่ในซอกในซอยหากินแต่ในรู แล้วเราจะหากินอย่างไร ตัวผมเองขายพื้นที่ชานเมืองแล้วพื้นที่ชานเมืองมันเป็นพื้นที่ของไม่ว่าจะเป็นแรงงานอย่างผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรืออย่างพี่ๆ วินมอเตอร์ไซค์หลายคนมาซื้อกับข้าว แม้กระทั่งกรรมกรมาซื้อของเรา ผมขายขาหมูนะที่อื่นเขาขายกัน 80 90 100 เราขาย 60 70 แล้วบางคนขอซื้อขาหมู 60 บาท ขอน้ำเยอะๆ บางคนบอกขอซื้อน้ำ 10 บาทได้ไหม? เพื่อไปคลุกข้าวให้ลูกกิน มันเป็นภาพที่เราเจ็บปวดมาก”ปรีชา กล่าว
ปรีชา ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังเจอปัญหาทั้งน้ำท่วม ปัญหาข้าวของแพง จึงอยากให้ผู้มีอำนาจลงมาดูการดำรงชีวิตของประชาชนด้วยตนเอง อย่ามัวแต่ฟังเฉพาะคนรอบข้างที่ไม่รู้ว่าได้ข้อมูลมาแบบใด จริง-เท็จมาก-น้อยเพียงใด “หลายคนบอกว่าตนเองเป็นลูกพ่อค้า-แม่ค้า แต่พอเติบโตกลับมากดข่มไม่ให้ลืมตาอ้าปาก” และหลายคนอยู่กับอาชีพนี้อาชีพเดียว อย่างตนเองก็ขายมาตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ดังนั้นสิ่งที่อยากเรียกร้องคือ ทำอย่างไรจะทำให้การใช้พื้นที่สาธารณะอยู่คู่กับประเทศไทย หาบเร่แผงลอยอยู่คู่เมืองไทย และให้หาบเร่แผงลอยได้มีส่วนร่วมพัฒนาสังคม!!
SCOOP@NAEWNA.COM