#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/690712

ทอดกฐิน’วัดตะคร้อ’นครราชสีมา สักการะ ‘หลวงปู่คง’ อดีตเจ้าอาวาสผู้ทรงธรรม
วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 09.50 น.
ฤดูกฐินทานเริ่มขึ้นหลังออกพรรษา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนิกชนจะได้สร้างสมบารมีทานตามพระธรรมวินัยโดยการทอดกฐินยังวัดต่างๆที่มีอยู่ทั่วประเทศ หนึ่งในนั้นคือที่ “วัดตะคร้อ” ตำบลเมืองคง อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดที่ได้รับกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มานาน 3 ปี และ เมื่อถึงฤดูกาลกฐินทานก็ส่งผลให้ขาดผู้มาร่วมงานทอดกฐิน ทำให้วัดขาดปัจจัยในการทำนุบำรุงศาสนสถานและค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เพื่อเป็นกิจของสงฆ์ เพราะคนก็ไม่เข้าหาวัด วัดก็ไม่เข้าหาคน
เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดคลี่คลาย ในช่วงฤดูทอดกฐินปี 2565 นี้ทำให้ “วัดตะคร้อ” นั้น มีเจ้าภาพทอดกฐินและคณะพุทธศาสนิกชนเดินทางมาร่วมงานทอดกฐินกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทำให้ปีนี้วัดตะคร้อมีปัจจัยที่ได้รับจากการทอดกฐินโดยมีเจ้าภาพคือ ดร.ศิริธัช โรจนพฤกษ์ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ , ดร.นิวัฒน์ แจ้งอริยวงศ์ และ กลุ่มโรงเรียนเทคโนโลยีบริหารธุรกิจรักไทยทั้ง 14 แห่ง
สำหรับที่ “วัดตะคร้อ” นั้น มีประวัติที่น่าสนใจคือ ประวัติของ “หลวงปู่คง” หรือ พระครูคงคนครพิทักษ์ (คง ฐิติปัญโญ) อดีตเจ้าอาวาส “วัดตะคร้อ” โดยท่านอุปสมบทครองผ้ากาสาวพัสตร์ พ.ศ.2474 ตามความต้องการของบิดามารดา ซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่อายุ 21 ปี โดยความตั้งใจแต่ทีแรกท่านเพียงต้องการบวชเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา และเป็นไปตามค่านิยมของท้องถิ่นที่ผู้ชายทุกคนต้องได้บวชเรียนก่อนการครองเรือน

ในเวลานั้น หลวงปู่อุปสมบท ณ วัดบ้านวัด ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีหลวงพ่อทุย( พระครูศีลวิสุทธิพรต) เจ้าอาวาสวัดเดิม อำเภอพิมาย ในขณะนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รัยฉายาว่า “ฐิติปัญโญ” ซึ่งมีความหมายว่าผู้มีปัญญาตั้งมั่น และเมื่ออุปสมบทแล้วได้ไปศึกษาเล่าเรียนกับหลวงพ่อทุย
หลวงพ่อทุยถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้แก่พระภิกษุคง และต่อมาในปี พ.ศ 2480 หลวงพ่อทุยได้แนะนำให้ท่านได้ไปศึกษาเล่าเรียนกับกับหลวงพ่อเขียว (พระครูปทุมญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดบัวใหญ่ ) “พระภิกษุคง” จึงได้รับใช้และอุปัฏฐากหลวงพ่อเขียว จนกระทั่งได้รับความไว้วางใจให้เป็นเลขานุการของหลวงพ่อเขียว ที่วัดบัวใหญ่พระภิกษุคงได้ศึกษาวิชาความรู้ และคาถาอาคมต่างๆจนมีความเชี่ยวชาญ ในขณะที่ท่านอยู่ที่วัดบัวใหญ่ท่านขึ้นชื่อว่าเป็นพระที่เทศน์ได้เก่งมากจนได้รับกิจนิมนต์ให้ไปเทศน์ในงานต่างๆทั้งใกล้และไกลมิได้ขาด ในช่วงนี้ท่านยังได้มีโอกาสออกธุดงค์ไปลาว และเขมร
.jpg)
ในปี พ.ศ.2493 เมื่อตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดตะคร้อว่างลง หลวงพ่อเขียวเห็นว่าพระภิกษุคง มีความสามารถทางการปกครอง จึงสนับสนุนให้เป็นเจ้าอาวาสวัดตะคร้อ เมื่อพระภิกษุคงได้รับมอบหมายงานเรียบร้อยแล้ว ท่านมักหาเวลาเพื่อมาอุปัฏฐากหลวงพ่อเขียวเสมอๆ จนกระทั่งหลวงพ่อเขียวมรณภาพ
“วัดตะคร้อ” ในสมัยที่หลวงปู่คงเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งต้องดูแลเรื่องการปกครองวัด ท่านได้บริหาร ปกครอง ดูแลพระลูกวัด จากวัดที่ขาดแคลน จนมีเสนาสนะ และ พระอุโบสถ รวมทั้งตั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม จนกระทั่งได้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของกระทรวงศึกษาธิการ
“หลวงปู่คง” จึงนับเป็นพระสุปฏิปันโน พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่พุทศาสนิกชนเคารพนับถือได้อย่างสนิทใจ ด้วยวัตรปฏิบัติที่งดงามน่าเลื่อมใส นอกจากนี้ “หลวงปู่คง” ยังสร้างคุณประโยชน์อย่างมากมายแก่พระพุทธศาสนา ทำให้ชาวพุทธมีความยึดมั่นในธรรม โดยท่านเน้นอบรมกุลบุตรจากทั่วประเทศที่ส่งมาบวชเรียนกับท่าน

หลวงปู่คงละสังขารในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2548 สิริอายุ 95 ปี 73 พรรษา โดยระหว่างที่ท่านทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์อุปสมบท มีอาการแน่นหน้าอก และ หายใจไม่ออก จนหมดสติ และ ในวันเดียวกันท่านก็ละสังขาร หลังคณะศิษย์นำท่านส่งโรงพยาบาลมหาราช ซึ่งแพทย์สรุปสาเหตุการมรณภาพของท่านว่า เกิดจากโรคหัวใจล้มเหลวและเส้นเลือดหัวใจตีบตัน
หลังจากหลวงปู่คงละสังขารแล้ว ปรากฎว่าสังขารของท่านไม่เน่า ไม่เปื่อย นอกจากนั้นเกศาและเล็บของท่านยังงอกยาวขึ้นทุกปี โดยมีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาที่วัดตะคร้อเพื่อน้อมกราบสักการะในสรีระสังขารของท่าน และ น้อมกราบรำลึกถึงคุณงามความดีของ “หลวงปู่คง” ที่ทำไว้ในพระพุทธศาสนา และท่านยังคงแสดงธรรมเรื่องของ “ไตรลักษณ์” ให้ประจักษ์
ผ่านร่างที่ไม่เน่าที่ว่า ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย แม้ร่างกายก็ไม่สามารถเอาไปได้ แม้จะไม่เน่าไม่เปื่อย มีธรรมชาติของผมและเล็บขึ้นมา แต่ก็ไม่มีแล้วซึ่งลมหายใจ อันเป็นไปตามหลักธรรมขององค์สมณโคดมบรมครูที่ว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”


