ปมลึกแต่ไม่ลับ–น้ำมันดิ่งเหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566895

โดย บวร โทศรีแก้ว 24 ม.ค. 2559 05:01

 

ต้านแฟร็กกิ้ง–ฝูงชนชุมนุมประท้วงการทดลองขุดเจาะน้ำมันแบบ “Fracking” ของบริษัท IGAS ที่เขตอัพตัน ใกล้เมืองเชสเตอร์ ในอังกฤษ จนตำรวจต้องบังคับให้สลายตัว ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำหนัก (รอยเตอร์)

ราคา “น้ำมัน” ในตลาดโลกยังตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ใช้รถยนต์จะตีปีกดีใจได้ใช้น้ำมันถูก ลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันและบริษัทจำหน่ายน้ำมันกำลังอ่วมอรทัย

ตั้งแต่กลางปี 2557 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงแล้วอย่างน้อย 75% และเมื่อ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ราคาลดลงต่ำกว่า 28 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 12 ปี และยังมีแนวโน้มลดลงอีก

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ชี้ว่าน้ำมันจะยังท่วม ตลาดในปีนี้หรืออาจลากยาวไปถึงปีต่อไป เมื่อพิจารณาจากปัจจัยที่มาตรการคว่ำบาตร “อิหร่าน” ถูกยกเลิก หลังบรรลุข้อตกลงด้านโครงการนิวเคลียร์กับมหาอำนาจ 6 ชาติ (พี 5+1) ซึ่งจะทำให้อิหร่านผลิตน้ำมันดิบสู่ตลาดเพิ่มอย่างน้อย 500,000 บาร์เรลต่อวัน

อีกปัจจัยสำคัญก็คือ เศรษฐกิจ “จีน” ผู้ใช้น้ำมันมากอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ก็ชะลอตัวลงเรื่อยๆ โดยปี 2558 เศรษฐกิจจีนโตแค่ 6.9% ต่ำสุดในรอบ 25 ปี และปีนี้มีแนวโน้มลดลงอีก ส่วนเศรษฐกิจยุโรป กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนา ก็ยังอ่อนแอ ความต้องการใช้น้ำมันจึงลดลงด้วย

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งขึ้น ส่งผลให้การนำเข้าน้ำมันของหลายประเทศมีราคาแพงขึ้น ยิ่งไปซ้ำเติมให้ “อุปสงค์” น้ำมันลดลง

ไออีเอคาดว่า ในปี 2559 นี้ “อุปสงค์” หรือความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะอยู่ที่ 95.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 แค่ 1.3% ซึ่งน้อยกว่าปี 2558 ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 1.8% อย่างมาก และคาดว่าน้ำมันที่ผลิตออกสู่ตลาด หรือ “อุปทาน” จะสูงกว่าอุปสงค์ถึง 1 ล้าน หรือ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันทีเดียว!

นักวิเคราะห์ของบริษัท “มอร์แกน สแตนลีย์” ยิ่งคาดการณ์น่ากลัวว่า ถ้าจีนลดค่าเงินหยวนมากกว่านี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันอาจลดลงเหลือ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนนัก เศรษฐศาสตร์ของ “รอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์” ชี้ว่าอาจลดลงเหลือแค่ 16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ “สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์” ชี้ว่าอาจลดลงเหลือแค่ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลด้วยซ้ำ!

ส่วนต้นตอที่ทำให้ราคาน้ำมันทรุดฮวบในรอบนี้ มีอะไรสลับซับซ้อนอยู่ไม่น้อย!

เดิมที “องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ดิบ” หรือ “โอเปก” ซึ่งก่อตั้งในปี 2503 ปัจจุบันมีสมาชิก 12 ประเทศ โดยมี “ซาอุดีอาระเบีย” เป็นผู้ผลิตรายใหญ่สุดถึง 1 ใน 3 ของโอเปกนั้น เป็น “ขาใหญ่” ที่ควบคุมราคาน้ำมันโลกมาตลอด แม้จะมีผู้ผลิตรายใหญ่นอกโอเปกในภูมิภาคอื่นๆ เช่น รัสเซีย อเมริกาเหนือ และทะเลเหนือ

แต่ช่วงปี 2554 ถึงกลางปี 2557 ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกือบ ตลอดเวลา ทำให้มีความพยายามหาแหล่งน้ำมันใหม่และคิดค้นนวัตกรรมการผลิตน้ำมันใหม่ๆ เพราะเงินมันล่อใจ

โอเปกเครียด–ซูฮาอิล บิน โมฮัมเหม็ด อัล–มาซรูอี รมว.พลังงานยูเออี หนึ่งในชาติสมาชิกโอเปก (ขวา) ในที่ประชุมด้านพลังงานของยูเออี ที่นครอาบู ดาบี กลุ่มโอเปกยืนยันไม่ลดปริมาณการผลิตน้ำมันแม้ราคาดิ่งเหว (เอเอฟพี)

นวัตกรรมที่เป็น “การปฏิวัติอุตสาหกรรมน้ำมัน” ก็คือกรรมวิธี “แฟร็กกิ้ง” (Fracking) ขุดเจาะสกัดน้ำมันดิบจากชั้นหินน้ำมัน หรือ “Oil Shale” โดยใช้กระบวนการทางเคมีเข้าช่วย เพื่อให้ได้น้ำมันเหลวที่เรียกว่า “Shale Oil” จากนั้น บริษัทขุดเจาะน้ำมันแบบนี้ก็โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่มี Oil Shale มากมาย

สหรัฐฯแก้กฎหมายให้ขุดเจาะแบบ Fracking ได้ แม้ถูกต่อต้านเพราะทำลายสิ่งแวดล้อมรุนแรง จนกระทั่ง 4-5 ปีหลัง สหรัฐฯผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลกได้มากกว่าชาติสมาชิกโอเปกรายใดๆ ยกเว้นซาอุฯ ทำให้การนำเข้าน้ำมันลดลงและน้ำมันในสต๊อกของสหรัฐฯสูงที่สุดในรอบ 80 ปี จนต้องรีบระบายออกขายในตลาดโลกด้วย

นั่นเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำมันล้นตลาดในทุกวันนี้ นอกจากปัจจัยอื่นๆที่ว่ามาแล้ว ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันรายย่อยเริ่มสู้ไม่ไหว ชะลอหรือหยุด การผลิตไปจำนวนมาก ส่วนบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ๆของโลก เช่น บีพี, โทเทล, เชลล์, เอ็กซอน โมบิล ก็ได้รับผลกระทบหนัก ต้องปรับยุทธศาสตร์โกลาหล เช่น ลดการลงทุนมูลค่ามหาศาล ปลดพนักงานหลายพันคน และอาจตัดเงินปันผลผู้ถือหุ้นในที่สุด

ผลกำไรของบริษัทน้ำมันที่ลดลง ยังทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ซึ่งมีมูลค่ารวมกันมหาศาลลดฮวบลง ฉุดให้ตลาดหุ้นโดยรวมทั่วโลกดิ่งเหวไปด้วย

ห้วงเพลานี้ “โอเปก” จึงถูกจ้องเขม็งว่า จะกระดิกพลิกตัวอย่างไรเพื่อช่วยแก้วิกฤติครั้งนี้ แต่สมาชิกโอเปกก็แตกเป็น 2 ขั้ว ฝ่ายหนึ่งคืออิหร่าน เวเนซุเอลา เอกวาดอร์ แอลจีเรีย กดดัน ให้โอเปกลดปริมาณการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อดันราคาให้สูงขึ้น แต่อีกฝ่าย คือซาอุฯ ยูเออี และพันธมิตรอื่นๆ ยืนกรานว่ายังไงก็ไม่ลด

ซาอุฯกลัวว่าถ้าลดการผลิตและราคาน้ำมันสูงขึ้น จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่ง โดยเฉพาะ “อิหร่าน” ศัตรูต่างนิกายที่แย่งชิงอิทธิพลกันในตะวันออกกลางมายาวนาน และเมื่อเร็วๆนี้ มีกรณีพิพาทรุนแรงจนตัดความสัมพันธ์กัน ยิ่งอิหร่านถูกยกเลิกการคว่ำบาตรและจ้องส่งออกน้ำมันเพิ่ม ซาอุฯยิ่งยอมไม่ได้ แม้จะสูญเสียรายได้มหาศาลเพราะราคาน้ำมันตกต่ำก็ยอม

นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า ซาอุฯปล่อยราคาน้ำมันให้ต่ำลงจนถึงที่สุดเพื่อ “ทุบ” ผู้ผลิตน้ำมันแบบ “Fracking” ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า ให้ตายเรียบวุธด้วย จากนั้นอุปทานจะลดลง ราคาจะกลับมาสูงขึ้นเอง
แต่ตัวเองจะ “อึด” พอหรือไม่ หรือพากันตายหมู่ ต้องรอดูถึงยกสุดท้าย!

บวร โทศรีแก้ว

Leave a comment