ข้าศึกปัญหา ชี้ชะตา คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560266

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ม.ค. 2559 05:01

 

จับตาสูตร “แฝงอำนาจ” ม.44 เหนือโรดแม็ป

บรรยากาศฉลองปีใหม่ค่อยๆเจือจาง ห้วงเวลาแห่งความสุขก็ค่อยๆลดน้อยถอยตามลงไปด้วย

ในจังหวะที่บรรยากาศของความทุกข์ที่ถูกกลบไว้เริ่มผุดขึ้นมาสร้างความยากลำบากให้ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะรัฐบาลทหาร คสช.ที่ต้องเจอกับโจทย์หนักๆตั้งแต่ต้นปี

สถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ เปลี่ยนบทเป็นคนพูดน้อยลง ให้สัมภาษณ์นักข่าวโดยจำกัดเวลานับได้เป็นนาที

ทำตัวเป็น “Good guy” เด็กดีในสายตาสื่อมวลชน

เรื่องของเรื่อง ผู้นำรัฐบาลทหารที่ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ไม่เสี่ยงให้พฤติกรรมส่วนตัว โดยเฉพาะอาการฉุนเฉียวปากไวสร้างปมปัญหาให้คนหมั่นไส้โดยไม่จำเป็น

ท่ามกลางอารมณ์ของสังคมที่หงุดหงิดง่ายขึ้นทุกวัน

ตามสภาพปัญหาที่ลามถึงปากท้องชาวบ้าน

ประเมินจากสถานการณ์ที่เห็นอยู่เบื้องหน้า อาการเดือดร้อนขั้นสาหัสของเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ต้องเผชิญกับภาวะราคายางตกลงไปเหลือ 3–4 กิโลร้อย

ถึงขั้นไม่มีเงินส่งลูกเรียน ต้องขึ้นป้ายขายทิ้งสวนยาง

จับทางจากบรรดาแกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสวนยางทั้งภาคใต้ ภาคอีสาน เริ่มขยับระดมมวลชนกดดันรัฐบาลให้ช่วยเหลือ โดยไม่สนอำนาจพิเศษ เงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหว

เพราะยังไงก็กลัวอดตายมากกว่า

และนั่นก็จะไปผสมปนเปกันกับสถานการณ์ความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนา ชาวสวน ชาวไร่พืชอื่นๆที่หนีไม่พ้นต้องเผชิญความยากลำบากจากภาวะภัยแล้ง

ตามระดับน้ำในเขื่อนหลักๆลดต่ำกว่าร้อยละ 50

โดยฉากที่เห็นอยู่ข้างหน้า ชาวบ้านต้องเปิดศึกแย่งน้ำ เกษตรกรทำการเพาะปลูกไม่ได้ ขาดรายได้จุนเจือครอบครัว และอาการ “กลัวอดตาย” ก็จะลามเป็นกระแสไม่พอใจรัฐบาล

แน่นอน “ความรู้สึกร่วม” ย่อมง่ายต่อการปลุกม็อบชุมนุมทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่เข้าทางฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร คสช.ซึ่งรอจังหวะอยู่แล้วในการเขี่ยหัวเชื้อไฟ

สร้างเงื่อนไขให้เกิดการพลิกเกมอำนาจ

ในสถานการณ์เดิมพันสำคัญ คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวก็คืบมาถึงจุดที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเริ่มนัดสืบพยาน

นั่นหมายถึงการนัดฟังคำพิพากษาอาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ

ตามจังหวะที่นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าของฉายา “โหร คมช.” ผู้ใกล้ชิดกับขุมอำนาจท็อปบูต ก็เปิดคำทำนายทายทักเป็นเชิงส่งสัญญาณนำร่อง

ฟันธงอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องหนีคดีออกนอกประเทศในช่วงกลางปีนี้ ซ้ำรอยกับพี่ชายอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

ขู่กดดัน กระตุกเหลี่ยมวัดใจกันในที

จะหนีหรือจะสู้ ทีมงาน “นายใหญ่” ต้องรีบตัดสินใจ

ยิ่งเป็นอะไรที่เหมือนย้ำวาทกรรม 2 มาตรฐาน ตามปรากฏการณ์ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติยกคำร้องกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี สั่งสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.จนมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตเกือบ 100 ศพ เมื่อปี 2553

สร้างความไม่พอใจ กระตุกต่อมแค้นของแนวร่วมเสื้อแดงให้ระอุกลับมารอบใหม่

แทบไม่ต้องพูดถึงความปรองดอง อารมณ์สมานฉันท์

วันนี้พรรคเพื่อไทยกับกลุ่มเสื้อแดงตกอยู่ในสถานการณ์โดนต้อนจนมุม ต้องสู้ทุกรูปแบบ

ไหนจะเงื่อนไขจากฝ่ายเดียวกันกับ คสช.ที่อาจจะลามเป็นไฟ

ทั้งปัญหาการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ ที่มีตัวละครสำคัญอย่าง “พุทธะอิสระ” อดีตแกนนำม็อบ กปปส.และนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เคลื่อนไหวให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจ มาตรา 44 ในการสรรหาประมุขฝ่ายสงฆ์

การเมืองเข้าแทรกแซง “การวัด”

เสี่ยงเป็นชนวนขัดแย้งครั้งใหญ่ในหมู่พุทธศาสนิกชน

หรือการใช้อำนาจมาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการปลดบอร์ดกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่กระตุกแนวร่วมกลุ่มเอ็นจีโอ เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ รวมตัวกันต่อต้านการแทรกแซงองค์กร สสส.ที่ถือเป็นขุมทรัพย์ปู่โสม

กลายเป็นปมที่ทหารต้องชนกับขุมข่าย “คนฉลาด”

ถ้าพลาด พล.อ.ประยุทธ์จะตกเป็นจำเลยสังคมทันที

ไม่เว้นแม้แต่กรณีความปั่นป่วนวุ่นวายในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลามกระทบชิ่งมาถึงรัฐบาล คสช. จากการขอไฟเขียวให้พรรค การเมืองดำเนินการกิจกรรมจัดประชุมพรรคได้

ตามเหลี่ยมเป้าหมายที่มีการจับทางทีมงานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการเปิดเวทีในการจัดการอัปเปหิ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โทษฐานที่ทำตัวเป็น “รัฐอิสระ” ไม่ส่งเครื่องบรรณาการ

ที่สำคัญยังไปร่วมมือกับ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.ในการเปิดยุทธการยึดค่ายประชาธิปัตย์ หวังล้างบางขั้วของ “อภิสิทธิ์”

งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังปิดประตูล็อก ไม่เปิดให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้

แต่แรงกดดันไหลมาจุกอยู่ที่ปากประตูแล้ว ตามจังหวะที่นักเลือกตั้งน่าจะเร้ากระแสในการเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเปิดไฟเขียวให้ขยับทำกิจกรรมทางการเมือง

เพราะการยึดอำนาจผ่านมากว่า 1 ปีกับ 7 เดือนเข้าไปแล้ว

ที่สำคัญการปฏิรูปตามโรดแม็ปก็ยังมองไม่เห็นปลายทาง ตามโปรแกรมที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยกคณะไป “เกลา” ถ้อยคำกันที่ชายทะเลชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ก่อนกลับมาเปิดโชว์รัฐธรรมนูญร่างแรก

โดยขั้นตอนยังต้องปลุกปล้ำกันอีกหลายยก

และตอนจบยังต้องลุ้นว่าจะผ่านด่านประชามติหรือไม่

แต่ในขณะที่เส้นทางตามโรดแม็ปยังต้องลุ้นรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ยังมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่เป็นเงื่อนไขหลักของรัฐบาลเข้ามาเป็นตัวแปรในการเพิ่มหรือลดแรงเสียดทาน

ตามรูปการณ์ที่เห็นแล้วเหนื่อยแทนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ที่ต้องเจอกับโจทย์ยากๆทั้งเงื่อนไขภายในประเทศที่ต้องอัดฉีดมาตรการกระตุ้นกันไม่หยุด

ล่าสุดยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอกประเทศ ตามสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน

กดดันเศรษฐกิจโลกให้ป่วนกันไปใหญ่

ที่แน่ๆนี่คือเงื่อนไขเดิมพัน สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจจะเป็นแรงดันหรือแรงฉุดรัฐบาลทหาร คสช.

ภัยแล้ง สินค้าเกษตรตกต่ำ ซ้ำด้วยประเด็นแหลมๆ คมๆ ปมตั้งพระสังฆราช การแตะขุมทรัพย์ สสส. การขอไฟเขียวของพรรคการเมืองในการทำกิจกรรม

การเมือง เศรษฐกิจ สังคม สารพัดปมที่เปรียบปัญหาเป็น “ข้าศึก” ที่รัฐบาลทหารซึ่งขันอาสามาถืออำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ต้องเผชิญ

ในเครื่องหมายคำถาม คสช.จะรับมือไหวหรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ มั่นใจใน “พระเดช” ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 จะเอาอยู่หรือเปล่า

เอาเป็นว่า 1 ปีกับ 7 เดือน ทีมงานท็อปบูตน่าจะประเมินศักยภาพตัวเองเทียบกับความยากของโจทย์ปัญหาประเทศไทยกันได้แล้ว

และทั้งนี้ทั้งนั้นว่ากันตามหลักการที่ยึดมาตลอด

ถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยืนยันจะพยายามทำทุกอย่างให้มีการเลือกตั้งให้ได้ แม้ร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่ผ่านประชามติ ขณะนี้มีวิธีแล้วแต่ไม่บอก และหลังสุดนี้ยังมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ออกมาช่วยสำทับ คสช.ต้องเดินหน้าทุกอย่างตามโรดแม็ปให้เร็วที่สุด ก่อนส่งไม้ต่อรัฐบาลใหม่กลางปี 2560

ถ้าไม่มีเหตุพลิกผัน ว่ากันตามปฏิทินก็ต้องมีเลือกตั้งตามวันเวลา

ที่แน่ๆประเมินจากอาการขยับของนักเลือกตั้งอาชีพ “จมูกไว” ยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ขอประชุมพรรค ดำเนินการปรับเปลี่ยนผู้บริหารกันใหม่

ซึ่งมองอีกด้านหนึ่งก็เหมือนการเคลื่อนไหวเตรียมแต่งตัวรอล่วงหน้า

ที่สำคัญมันก็ล้อกระแสกับสูตรการเมืองที่เขย่ากันออกมา ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ประเมินกันว่ารัฐบาลทหารลากต่อไปไม่ไหว

ต้องปล่อยไฟเขียวสนามเลือกตั้งเพื่อผ่องสถานการณ์

สูตรแรก พรรคขนาดเล็ก พรรคขนาดกลาง ทั้งค่ายเก่า ค่ายใหม่ รวมเสียงกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยตัดพรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ออกไป

สูตรสอง พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคขนาดกลางเข้าร่วม ตัดทิ้งพรรคเพื่อไทย

สูตรสาม ทุกพรรครวมกันเป็นรัฐบาลแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีคนนอก

ทั้งหมดทั้งปวง จะเห็นว่าทุกสูตรที่ออกมา ในหมายเหตุว่า รัฐบาลทหารต้องมั่นใจใน “อำนาจแฝง” สามารถคุมเกมรัฐบาลใหม่ต่อไปได้ ไม่ปล่อยให้อำนาจหลุดมือง่ายๆ

เสี่ยงเสียของซ้ำซาก

และประเมินจากพื้นฐานที่ พล.อ.ประยุทธ์ถือดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ที่เหนือกว่าเงื่อนไขตามโรดแม็ป

มีอำนาจยืดหดการเลือกตั้งได้ตามสถานการณ์.

“ทีมการเมือง”

Leave a comment