ผ่าสถานการณ์ คสช.เผชิญวิกฤติ “ดื้อ” อำนาจ : ติดล็อกน้องพี่ อุดตันขับเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563532

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ม.ค. 2559 05:01

 

ฝนตกในฤดูหนาว ลมฟ้าอากาศแปรปรวน

ไม่ต่างจากบรรยากาศปั่นป่วนที่รัฐบาลทหาร คสช.กำลังเผชิญแรงกระเพื่อมอย่างหนัก

โดยเฉพาะจากปมร้อนๆที่เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ขยับรวมตัวเคลื่อนไหวใหญ่ กดดันให้แก้ไขปัญหาราคายางพาราที่ตกลงไปเหลือ 3–4 กิโลร้อย

ทำสถิติตกต่ำสุดในรอบหลายสิบปี

สถานการณ์มาถึงจุดที่นั่งกันไม่ติด เจอไฟลนก้นไปตามๆกัน

ไม่ใช่แค่รัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรงเท่านั้น แรงกดดันยังกระแทกชิ่งไปถึง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ต้องกระโดดออกมาแสดงตัวแสดงตน

ชงแนวคิดให้รัฐบาลรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 60 บาท

ขณะที่นายถาวร เสนเนียม เลขาธิการมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯก็ต้องออกโรงเล่นบทหัวหอก แสดงตัวเป็นกระบอกเสียงให้ชาวสวนยางในการส่งสัญญาณขู่รัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

พูดกันแรงถึงขั้นเสนอให้ปลดรัฐมนตรีและพวกที่ทำงานไม่ทันปัญหา

เลิกเกรงอกเกรงใจทหาร ตามรูปการณ์ที่ทุกฝ่าย อ่านทางได้ “สุเทพ–ถาวร” ทีมงาน กปปส.ต้องเทกแอ็กชั่นโชว์กลุ่มชาวสวนยางปักษ์ใต้ที่ถือเป็นแนวร่วมหลัก

หลังจากที่โดนวิจารณ์แกมเหน็บแนมว่านิ่ง “อมสากกะเบือ” มานาน เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของฐานเสียงภาคใต้ก็อยู่เฉยไม่ได้

ตามบทที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นำทีมอดีต ส.ส.ปักษ์ใต้ ออกมาเรียกร้องเชิงกดดันให้รัฐบาลทหาร คสช.เร่งบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร ต่างฝ่ายต่างกระโดดโหนชาวสวนยาง

ไม่เว้นแม้แต่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังแสดงความห่วงใยพี่น้องชาวสวนยางที่ราคาตกลงไปเหลือ 3–4 กิโลร้อย ทั้งๆที่สมัยอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยางกิโลกรัมละ 60 บาท ยังโดนม็อบปิดถนนประท้วง

พรรคเพื่อไทยก็ไม่ยอมตกขบวนไล่บี้กดดันรัฐบาลทหาร

ตามสถานการณ์โดนต้อนหนักอยู่ฝ่ายเดียว แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ก็ปฏิเสธข้อเสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แก้ปัญหาราคายางแบบเร่งด่วน

เพราะงบประมาณเหลืออยู่อย่างจำกัด

เนื่องจากขณะนี้ รัฐบาลได้ใช้งบประมาณที่มีอยู่ 2.5 ล้านล้านบาท สำหรับงบประจำไปแล้ว 2 ล้านล้านบาท และจำเป็นต้องใช้ในการดูแลด้านอื่นๆด้วย

หากนำเงินไปอุดหนุนยางพาราเรื่องเดียว จะบิดเบือนกลไกตลาดได้

แต่แน่นอน ตามรูปการณ์ที่บีบคั้น ปัญหาความเดือดร้อนปากท้องของชาวบ้านรอไม่ได้ ที่สุดก็ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรโดยตรง 1 แสนตัน โดยจะซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด ที่ปัจจุบันยางแผ่นอยู่ที่กิโลกรัมละ 35 บาท

ก่อนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะยืนยันภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางพาราว่า ที่ประชุมมีมติให้รับซื้อยางแผ่นดิบ 1 แสนตันจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 45 บาท

โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นผู้จัดซื้อรีบกู้สถานการณ์ฉุกเฉินเฉพาะหน้า ผ่อนแรงกดดันชั่วขณะ

แต่ตามสภาพการณ์ ความเป็นจริงก็อย่างที่รู้กัน วิกฤติราคายางเป็นไปตามกลไกตลาดโลก โยงกับเงื่อนไขราคาน้ำมันดิบที่ลดลงทะรูดทะราด โอกาสที่ราคายางจะดีดกลับไปสูงเหมือนเดิมแทบเป็นไปไม่ได้

ในระยะยาว พืชยางพาราจำเป็นต้องปฏิรูปครั้งใหญ่เกินวิสัยที่รัฐบาลจะอุ้มได้ตลอดไป

เรื่องของเรื่องเลย จากปมราคายางร้อนๆที่ลวกมือรัฐบาลทหาร ต้องกู้สถานการณ์กันแบบไฟลนก้น ด้านหนึ่งมันก็เป็นอะไรที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล

แต่อีกมุมหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันสะท้อนปัญหาเชิงบริหารของทีมรัฐมนตรีท็อปบูต

ล่าช้าเกินไป ไม่ทันต่อสถานการณ์อย่างที่มีเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำเกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมกระแสข่าวลือในการปรับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ออกจากตำแหน่ง

เนื่องจากทำงานแบบทหารมากเกินไปเข้าไม่ถึงเกษตรกร ไม่มีความเชี่ยวชาญการแก้ปัญหาสินค้าทางการเกษตรมากพอ

ขณะเดียวกันก็มีประเด็นที่เจ้าตัวบ่นกลางวงประชุมข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ รู้สึกเสียหน้าอย่างแรงที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงอื่นมาจัดการแก้ปัญหาราคายางพาราแทน

กลายเป็น “รอยโหว่” เกิดขึ้นมาในรัฐบาล

ตามรูปการณ์ที่ พล.อ.ฉัตรชัยตกเป็นเป้าตำบล

กระสุนตก จุดอ่อนที่หลายฝ่ายประเมินว่าจะทำให้การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นอีกหลายเท่า

เพราะไม่ใช่แค่ยางเท่านั้น ยังมีข้าวและพืชเศรษฐกิจอื่นๆที่จ่อรออยู่

ดูแล้วเหนื่อยหนักแน่

และมาถึงตรงนี้ก็รู้มือกันแล้ว วันเวลาผ่านไปกว่าปีครึ่งของทีมงาน คสช. ความจริงมันค่อยๆปรากฏขึ้นมา “ตำตาตำใจ” อย่างปฏิเสธไม่ออกว่า ทหารเชี่ยวชาญเฉพาะยุทธศาสตร์การรบ

แต่ในเชิงการบริหารราชการแผ่นดินยังไม่ทันต่อสถานการณ์

ซึ่งมันก็โยงไปถึงสภาพการณ์ปัญหาในภาพรวมของรัฐบาลทหาร คสช.ที่ต้องเผชิญภาวะอุดตันด้านขับเคลื่อน ปั่นเนื้องานไม่ออก

ผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ทำได้แค่ “ขับ” แต่รัฐบาลไม่ “เคลื่อน”

ครั้นจะอ้างเรื่องข้าราชการเกียร์ว่างแบบที่เจอปัญหาในช่วงแรกๆที่รัฐบาลทหารเข้ามาใหม่ๆ มันก็อ้างได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ตามสถานการณ์ที่ผ่านมาปีครึ่ง รัฐบาลทหาร คสช.ได้ทำการปรับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการเครือข่ายอำนาจเก่าไปแทบเหี้ยนหมดแล้ว

คุมเกมไว้ได้ทั้งหมด แบบเต็มไม้เต็มมือ

แต่เมื่อยังเดินเนื้องานไม่ได้ตามเป้าหมายอย่างที่ควรจะเป็น ก็ต้องถือเป็นความบกพร่องของคนระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวงเองนั่นแหละที่ต้องรับไป

โยนกลองให้ข้าราชการไม่ได้อีกแล้ว

และก็ไม่ใช่แค่คิวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้นที่ดูจะไม่ทันต่อสถานการณ์ปัญหา

หันไปที่กระทรวงมหาดไทยภายใต้การกำกับของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็ยังมะงุมมะงาหรากับสภาพปัญหาภัยแล้ง ทั้งๆมีสัญญาณเตือนมาตั้งแต่กลางปี 2558 ที่ผ่านมาว่าหนักแน่

แต่แผนงานรับมือภัยแล้งกลับยังไม่ชัดเจน

ออกแนวเน้นแต่งานอีเวนต์ ประเมินมาตรการเตรียมรับมือปัญหา ไม่สมกับสถานะที่ต้องเป็นเจ้าภาพหลักที่มีหน่วยงานในสังกัด เครือข่าย เครื่องมือเครื่องไม้ครบกว่าหน่วยงานอื่น

ซึ่งแน่นอน ถึงเวลาภัยมาก็คงแก้ปัญหากันแบบตาลีตาเหลือก

แต่กระนั้นก็ดี ถึงแม้ตามสภาพการณ์อย่างที่เห็นๆกัน ทีมงานรัฐมนตรีท็อปบูตเจอปัญหาในเชิงบริหารล่าช้าไม่ทัน

ต่อสถานการณ์ โฟกัสกระทรวงสำคัญเกรดเอ ทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ

มันก็เป็นอะไรที่คงยากต่อการเปลี่ยนแปลง

ตามสถานะอย่างที่รู้กัน พล.อ.ฉัตรชัยไม่ใช่ตะเกียงขาดไส้ เพราะเป็น “เพื่อนรัก” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ความไว้วางใจอย่างมาก ถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งสำคัญมาตลอดตั้งแต่ รมว.พาณิชย์ จนมาถึง รมว.เกษตรฯ เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ ก็คือ “พี่รอง” ในทีมบูรพาพยัคฆ์ ที่สถานะแน่นปึ้กมาตลอดในการคุมเกมความมั่นคง ร่วมกับ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร และ “น้องเล็ก” อย่าง พล.อ.ประยุทธ์

เชื่อได้เลยว่า พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ฉัตรชัยจะยังแน่นปึ้ก

ตามฟอร์มทหารอาชีพของ พล.อ.ประยุทธ์ที่นับถือพี่ ไม่ฆ่าน้อง ไม่ขายเพื่อน

แต่ไม่ได้หมายถึงว่า จะไม่มีการขยับปรับอะไรกันเลย ปล่อยให้การขับเคลื่อนงานอุดตันต่อไป

ในเมื่อติดล็อกเงื่อนไขเพื่อน น้อง พี่ มันก็ต้องมีทางอื่น

อย่างน้อยเลย มันก็น่าจะต้องมีการปรับทัศนคติในการทำงานกันใหม่ เปิดใจคุยกันระหว่างเพื่อน พี่ น้อง ที่ต้องประคองเรือแป๊ะเดินหน้าต่อไป

ตามสถานการณ์อำนาจพิเศษที่ไม่ขลังเหมือนช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ

สะท้อนจากอาการ “ดื้อ” อำนาจปรากฏการณ์ที่สะท้อนจากปฏิกิริยาแข็งขืน การใช้อำนาจตามมาตรา 44

ชัดเจนสุดคือการโละบอร์ดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ก่อแรงกระเพื่อมจากเครือข่ายแพทย์ เอ็นจีโอ สื่อ ในการขวางทหารล้วงขุมทรัพย์ปู่โสม

แต่นั่นก็ไม่น่าหนักใจเท่าอารมณ์ของม็อบเกษตรกรสวนยางที่ขยับเคลื่อนไหวใหญ่กดดันรัฐบาล

โดยไม่สนกระบองยักษ์ ไม่กลัวอำนาจพิเศษ

นั่นก็เพราะธรรมชาติของคนไม่มีเงินซื้อข้าวสารกรอกหม้อ ไม่มีค่าขนมส่งลูกไปโรงเรียน ไม่มีเงินผ่อนบ้าน รถกำลังจะถูกยึด

หูอื้อฟังอะไรไม่ได้ยินแล้ว กลัวอดตายมากกว่ากลัวปืน

และถึงตอนนี้ รัฐบาลทหาร คสช.ก็น่าจะสัมผัสได้ กับระดับความพึงพอใจของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปจากจุดเริ่มที่หวังให้ทหารเข้ามานำการปฏิรูป เริ่มแปรสภาพเป็นความหดหู่

ความเดือดร้อนปากท้องนำมาซึ่งความท้อแท้สิ้นหวัง

ง่ายต่อการถูกปลุกให้ลุกฮือได้ทุกขณะ.

“ทีมการเมือง”

Leave a comment