ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/560673
โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ม.ค. 2559 05:01

มื่อใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เราก็ยังคงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่ได้ แต่มันมีทางออกที่ดีขึ้น”
นายอุดม รัฐอมฤต อนุกรรมการศึกษาประเด็นปัญหาการสร้างความปรองดอง ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และโฆษก กรธ. บอกผ่านไปถึงสังคม ระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง หลังคณะอนุกรรมการฯ รายงานผลการศึกษาต่อ กรธ.
ผลการศึกษาดังกล่าวจะนำไปประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในด้านการสร้างความปรองดอง ซึ่ง กรธ.จะวางกลไกเอาไว้ในหมวดต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาทางตันทางการเมืองและป้องกันไม่ให้การเมืองกลับไปสู่วิกฤติความขัดแย้งอีกครั้ง
จะวางกลไกให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวอย่างไร ขอให้เกาะติด กรธ.ไปประชุมระหว่าง 11-17 ม.ค. ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อพิจารณาเรียงตามมาตราว่าจะต้องเพิ่มเติมหรือตัดสิ่งใดออกไปบ้าง
ก่อนนำกลับมาทบทวนความถูกต้องด้วยความรอบคอบและจะเปิดเผยรัฐธรรมนูญร่างแรกต่อสาธารณชนในวันที่ 29 ม.ค.นี้
สำหรับผลศึกษาของคณะอนุกรรมการฯ ที่ส่งให้ กรธ.มีสาระที่น่าใจ หลังจากได้นำข้อมูลที่หลายฝ่ายได้พิจารณาศึกษาข้อเท็จจริง อาทิ ผลการศึกษาวิเคราะห์และจัดทำบทสรุปเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี 53 ที่นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน
เอกสารเรื่องแนวทางสร้างความปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผลศึกษาของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป
ผลงานรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของประเทศตูนีเซียกรณีปัญหาอาหรับสปริง การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการเปลี่ยนผ่านในแต่ละประเทศ และความขัดแย้งในแต่ละประเทศ ในต่างประเทศความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากอุดมการณ์ ความไม่เสมอภาค
แต่ในประเทศไทยจะไปบอกแบบนั้นไม่ได้ ขั้วการเมืองต่างๆล้วนอยู่ในทุกสังคม ไม่ใช่ระหว่างคนระดับบนกับระดับล่าง ทั้งหมดเป็นเพียงการใช้วาทกรรมทิ่มตำฝ่ายตรงข้าม
สิ่งเหล่านี้นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐาน เพื่อใช้สำหรับการพิจารณาข้อเท็จจริง นำไปประกอบศึกษาข้อเท็จจริงปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคม โดยเฉพาะในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความขัดแย้งให้ได้เสียก่อนว่า ใครคือคู่ขัดแย้งหลัก ขัดแย้งในเรื่องใด ก่อนเดินหน้าศึกษาการสร้างความปรองดอง
พร้อมตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบ 10 ปี ถือเป็นครั้งแรกที่ใช้โทรทัศน์ สื่อดิจิตอล วิทยุชุมชน เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ก่อให้เกิดความขัดแย้งขยายตัวออกไปอย่างรุนแรงและกว้างขวาง
ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสาเหตุความขัดแย้งในสังคมไทย
เกิดจากปัญหาการทุจริต ประพฤติมิชอบของฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ ในเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนเกี่ยวกับการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนตำแหน่งของข้าราชการระดับสูง การใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์อื่นๆโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญของการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ฉะนั้นจึงต้องแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นโดยเร็วและสร้างกลไกหาทางออกทางการเมืองอย่างสันติวิธี การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหว จะนำไปสู่การสร้างสถานการณ์และใช้ความรุนแรงในอนาคตได้
เมื่อได้รับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะโดยภาพรวมแล้วคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยที่เกิดขึ้น เป็นการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อมุ่งหวังการแย่งชิงอำนาจรัฐ ซึ่งมีการใช้อาวุธและความรุนแรงกระทำต่ออีกฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายที่ครอบครองอำนาจรัฐก็ใช้ความรุนแรงเพื่อมุ่งรักษาอำนาจรัฐเอาไว้
และยังเกิดจากการเลือกปฏิบัติบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมถูกโจมตีมี 2 มาตรฐาน
คณะอนุกรรมการฯ จึงนำมาพิจารณาสร้างกรอบแนวทาง ขั้นตอนการดำเนินการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยยึดกฎหมายเป็นหลัก ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การเยียวยาบุคคลที่ได้รับความสูญเสียหรือที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง
เพื่อนำไปสู่กระบวนการส่งเสริมความปรองดองระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีความขัดแย้งกันว่า จะทำการปรองดองระหว่างบุคคลใด ในเรื่องอะไร จะปรองดองอย่างไร และเมื่อไหร่
โดยเห็นว่าควรกำหนดแผน การดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย 1.การสร้างบรรยากาศที่ดีนำไปสู่การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น โดยหยุดพฤติกรรมการใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกันผ่านช่องทางการสื่อสารรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะสังคมออนไลน์
รัฐบาลควรมีมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนข้อเท็จจริงอันเป็นสาเหตุในการสร้างความขัดแย้ง
และควรมีมาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อยุติความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ ผ่านการใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม เช่น การห้ามชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หยุดพฤติกรรมการปลุกปั่นของแกนนำแต่ละฝ่าย ซึ่งยังคงสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องให้ประชาชนหลงเชื่อเป็นไปตามวาทกรรมของตน
2.จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสร้างความปรองดองหรือสมานฉันท์ ผ่านกระบวนการเจรจาของคู่ขัดแย้งให้เกิดผลอย่างจริงจัง โดยจะต้องประสานความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
3.การใช้กระบวนการเยียวยา นิรโทษกรรม หรืออภัยโทษผ่านการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน คู่กรณีต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด แล้วจะพิจารณาเรื่องการเยียวยา นิรโทษกรรม อภัยโทษตามกระบวนการของกฎหมาย ยกเว้นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและคดีอาญาร้ายแรง
นายอุดม บอกว่า ทั้งหมดเป็นหลักการที่เราพยายามศึกษา โดยคิดถึงกลไกการปรองดอง สุดท้ายการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคงจะต้องให้แต่ละฝ่ายลดราวาศอกหรือเปิดเวทีให้แต่ละฝ่ายเข้ามาพูดคุยหาทางออกร่วมกัน ก่อนเดินหน้าเข้าสู่แผนการสร้างความปรองดอง
ขณะที่การป้องกันความขัดแย้งหรือผ่าทางตันทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนใหญ่จะนึกถึงการจัดตั้งองค์กรอะไรขึ้นมาหรือไม่ หรือควรมีการนิรโทษกรรมหรือไม่ หรือมีมาตรการพิเศษเพื่อแก้ปัญหาหรือไม่
เพื่อนำมากำหนดลงไปในรัฐธรรมนูญ แต่มาตรการเหล่านี้มันแก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว เพราะปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ทุกวัน เราจึงมองไปถึงความเป็นไปได้ที่ให้องค์กรของรัฐ องค์กรอิสระ กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล จะต้องทำงานตามปกติ ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้กลไกตามรัฐธรรมนูญขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ ไม่เกิดข้อครหา 2 มาตรฐาน
และยังเติมเต็มด้วยการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา กฎหมายต้องทำ ให้เท่าเทียม ใช้กฎหมายเคร่งครัด การปฏิรูปสื่อสารมวลชน การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. รับลูกนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ซึ่งจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญปัจจุบัน ตั้งคณะทำงานสร้างความปรองดอง โดยให้ตัวแทนรัฐบาลไปหารือกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่ง สนช.กำลังเดินหน้าตั้งคณะทำงานชุดนี้ขึ้นมา คำถามคือกระบวนการปรองดองของ กรธ.กับของรัฐบาล สนช. จะไปบรรจบกันตรงไหน
นายอุดม บอกว่า กรธ.ได้สื่อสารถึงรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลคงจะแก้ไขปัญหาปรองดองเฉพาะหน้า ขณะที่ กรธ.จะมองภาพแก้ไขปัญหาในระยะยาวไม่ให้เกิดวิกฤติความขัดแย้งในอนาคต
เรามีความหวังว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง จะสามารถปรับกลไกต่างๆให้เข้าที่เข้าทางตามระบบปกติ แต่ไม่ใช่หลังประกาศรัฐธรรมนูญสถานการณ์จะดีขึ้นทันที เพราะในช่วงเปลี่ยนผ่าน กรธ.จำเป็นจะต้องออกแบบกลไกมาบังคับ เพื่อประคับประคองสถานการณ์ในช่วงหนึ่ง เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปตามครรลอง
สุดท้ายการเมืองก็ยังคงเดินฝ่าวิกฤติต่อไปอีกพอสมควร ซึ่งจะชัดเจนขึ้นเมื่อมีบทเฉพาะกาล ที่จะกำหนดกลไกที่ต้องทำเร่งด่วน ทำเฉพาะหน้า เพิ่มยาแรงตรงไหนบ้าง
ถึงวันนั้นคงพอเห็นความหวังรำไรว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น.
ทีมการเมือง