ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/563426
โดย ทีมข่าวการเมือง 16 ม.ค. 2559 05:01

กองกำลังติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ “ไอเอส” เปิดเกมเขย่าขวัญชาวโลกอย่างต่อเนื่อง
คราวนี้เสียงบึมสนั่นเมือง ขยับมาที่ใจกลางกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงประเทศอินโดนีเซีย เป็นพื้นที่สมรภูมิเดือด เกิดขึ้นในช่วงกลางวันแสกๆ ย่านแหล่งช็อปปิ้งศูนย์การค้าชื่อดัง “ซารีน่า” และร้านกาแฟ “สตาร์บัค”
มีทั้งเสียงระเบิดและเสียงปืนยิงกราดไปทั่วเมือง ดวลเดือดสนั่นกรุง ระหว่างกองกำลังก่อการร้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซีย จนมีผู้เสียชีวิต 7 ราย มีผู้ก่อการร้ายถูกเด็ดหัวไป 5 ราย อีก 2 รายเป็นพลเมือง ซึ่งมีชาวต่างประเทศรวมอยู่ด้วย
เลียนแบบโศกนาฏกรรมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2558 ที่ในครั้งนั้นมีเหยื่อ
สังเวยปฏิบัติการโหดไปถึง 132 ราย
ถือเป็นการก่อเหตุร้ายในกรุงจาการ์ตาครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี หลังจากเมื่อปี 2552 เคยเกิดเหตุวางระเบิดโจมตีโรงแรม 2 แห่ง จนมีผู้เสียชีวิต 7 คน บาดเจ็บกว่า 50 คนมาแล้ว
ภัยก่อการร้ายลุกลามไปเรื่อยๆ เสียงระเบิด เสียงปืนยังไม่หมดสิ้นไปจากโลกใบนี้
มิหนำซ้ำยังแฉลบเข้าสู่โซนอาเซียน เพื่อนบ้านของไทย ทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องขยับ
รับสถานการณ์ ไม่ตั้งตนอยู่บนความประมาท
สั่งจับตาเฝ้าระวังเต็มพิกัด ตามจุดเสี่ยงสถานที่สำคัญ สถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ตลอดจนสถานทูตต่างประเทศในประเทศไทย
ไม่สามารถอุ่นใจได้ แม้การข่าวจะยืนยันว่าไม่พบการเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอส
ในเมืองไทย ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ แต่เพื่อความไม่ประมาท จำเป็นต้องตั้งการ์ดสูงรัดกุมไว้ก่อน
เพราะที่ผ่านมาเคยมีหนังสือเตือนภัยจากหน่วยข่าวกรองของรัสเซียถึงการเข้ามากบดานของกลุ่มไอเอส 10 คน ในพัทยา ภูเก็ต และ กทม.มาแล้ว
ภาวะสันติสุขของชาวโลกยังเกิดขึ้นได้ลำบาก ในห้วงเวลามหาอำนาจหลายประเทศ
ยังไม่ลงรอยกัน ขบเหลี่ยมแย่งชิงผลประโยชน์กันอยู่ตลอดเวลา
เช่นเดียวกับคิวปรองดองในเมืองไทย ณ เวลานี้ ที่ยังอยู่ห่างจากคำว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ดีลปรองดองล่าสุดภายใต้ชื่อ “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข” ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิก สนช. ที่ติดยี่ห้อเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นหัวหอก ทำท่าว่าจะล่มกลางคัน
โปรเจกต์ยักษ์จับคู่ขัดแย้งทุกสีเสื้อมาเคลียร์ใจให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของมือประสานป้ายแดง ส่อเค้าสะดุดหัวคะมำตั้งแต่ไม่ทันจะเริ่มตั้งไข่
หลังถูก “บิ๊กตู่” ส่งสัญญาณแตะเบรกแบบนิ่มๆถึงการตั้ง กมธ.เสริมสร้างสังคมสันติสุขว่า “ยังไม่ถึงเวลา”
ผู้มีอำนาจตัวจริงขอใส่เกียร์ถอยกลับไปตั้งหลัก ไม่กล้าเสี่ยงเดินสุ่มสี่สุ่มห้า
ขณะที่หัวโจกคู่ขัดแย้งของฝ่ายต่างๆทั้งกลุ่ม นปช. กปปส. พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พากันฉากหลบไม่เข้าร่วมวงเจรจาในรอบนี้ มีเพียงแค่แกนนำระดับหางแถวเข้าร่วมเป็นไม้ประดับ
ชื่อชั้นของ “บิ๊กเจี๊ยบ” มือดีลที่คุ้นเคยกับปัญหาในพื้นที่ด้ามขวานประเทศไทยมาหลายสิบปี เคยฝากฝีมือกล่อมโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) ให้กลับใจกลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเมื่อครั้งในอดีต
ยังไม่ใช่แม่เหล็กดึงดูดให้คีย์แมนสายต่างๆกระโจนขึ้นเวทีหย่าศึกการเมือง
แนวโน้มการปรองดองส่อโดนแช่แข็ง ชะงักอยู่กับที่ ในช่วงเวลาที่หลายฝ่ายกล้าแหย่ คสช.มากขึ้น อำนาจกระบองยักษ์ตามมาตรา 44 ไม่ขลังเหมือนสมัยที่ยึดอำนาจใหม่ๆ
เสถียรภาพและความเชื่อมั่นของฝ่ายกุมอำนาจผุกร่อนลงไปเรื่อยๆตามเวลาที่อยู่นานขึ้น
แนวร่วมที่เคยเป็นพันธมิตรคอยดันหลังทีมงานเรือแป๊ะ ไม่อยากอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่เหมือนเก่า อาทิ กลุ่มชาวสวนยางพารา เครือข่ายประชาชน และเอ็นจีโอ ชักมีน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ คสช.มากขึ้นทุกขณะ
สะท้อนให้เห็นจากกรณี นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุในทำนองว่า กรณีออกไปร่วมชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพื่อไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นความผิดมหันต์ในชีวิต เพราะปัจจุบันประเทศแย่ยิ่งกว่า แต่ออกไปเดินไม่ได้ เพราะกลัวรัฐบาลทหาร
แสดงออกชัดเจนถึงอารมณ์ผิดหวังกับพลพรรคท็อปบูต แต่ขยับอะไรไม่ได้
และไม่ต้องพูดถึงโจทก์เก่าที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ที่ยังผูกใจเจ็บกับฝ่ายกุมอำนาจอย่างต่อเนื่อง
มิตรมาตีจาก คู่อาฆาตก็ไม่ลงรอยกัน แสงสว่างปรองดองเลยยิ่งริบหรี่.
ทีมข่าวการเมือง