เหลียวหลังการเมือง 2558 : ปีสนิมในอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556163

โดย ทีมข่าวการเมือง 31 ธ.ค. 2558 05:01

 

วันเวลามีแต่เกียร์เดินหน้า ไม่มีเกียร์ว่างหรือเกียร์ถอยหลัง

เมื่อโลกหมุนมาครบ 365 วัน “ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสวันสุดท้ายของปี 2558 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป มองย้อนหลังสำรวจสถานการณ์การเมืองในรอบปีที่ผ่านมา

ที่เราให้นิยามไว้เลยว่า “ปีสนิมในอำนาจ”

ตามปรากฏการณ์ที่สะท้อนจากฉากอำนาจประเทศ ไทย ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. คุมเกมบริหารภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษ

ด้วยสถานะ “รัฏฐาธิปัตย์” ถือดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 เป็นอาวุธ

กดขบวนการป่วนมุดลงใต้ดิน ไม่กล้าโผล่ขึ้นมาท้าของแข็ง

โดยสถานการณ์แรงปะทะจากภายนอกมีบ้างแต่ก็เบาบางเต็มที แบบที่ฝ่ายต่อต้าน เครือข่ายพรรคเพื่อไทย แนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง นปช. โดนล็อกความเคลื่อนไหว

ตามยุทธศาสตร์ของทหารที่ส่งคนประกบถึงบ้าน ล็อกจนกระดิกไม่ออก

แต่ถ้าล้ำเส้น ไม่เชื่อฟังก็เรียกเข้าปรับทัศนคติในเขตทหาร

ส่วนพรรคการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพทุกป้อมค่ายก็ติดล็อกคำสั่ง คสช.ห้ามเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมทางการเมือง ไม่สามารถทำได้แม้แต่การจัดประชุมพรรค

อย่างเก่งก็ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร คสช.กันพอแก้คัน

หรือแม้แต่แรงกดดันจากต่างประเทศที่บอยคอตรัฐบาลจากการรัฐประหาร ตามเหลี่ยมที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล คสช.เดินหมากกระตุกกระแสโลกล้อมประเทศไทย

แต่เอาเข้าจริงก็ยังมีเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการชิงเหลี่ยมความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียนในหมู่ประเทศมหาอำนาจเป็นตัวแปร

จึงไม่เห็นมีชาติไหนแน่จริง กล้าตัดขาดกับรัฐบาลทหารไทย

เป็นอันว่า แรงปะทะจากภายนอกแทบไม่ระคายผิว ทำอะไรรัฐบาลทหาร คสช.ไม่ได้ ตามสภาพที่เอื้ออำนวยให้ ทั้งอำนาจพิเศษ ทั้งกระแสสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ที่มอบฉันทามติให้รัฐบาลทหาร คสช.ถือธงนำไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปประเทศ

แรงส่งเต็มที่ “เรือแป๊ะ” น่าจะแล่นฉิว

แต่อย่างที่เห็นตลอดช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา การบริหารภายใต้อำนาจพิเศษของรัฐบาลทหาร คสช.กลับมีอาการติดๆขัดๆตลอดเวลา

และส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาการเครื่องสะดุดจากภายใน

ปมเหตุเกิดมาจากขุมข่ายอำนาจพิเศษด้วยกัน ขบเกลียวกันเอง ตามปรากฏการณ์ที่แม่น้ำ 5 สาย อันประกอบไปด้วย คสช. คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไหลย้อนเส้นทาง ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน

และยิ่งสแกนให้ลึกลงไป ภายในแม่น้ำแต่ละสายก็มีปัญหาไม่กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน พอถึงจุดหนึ่งที่ผลประโยชน์ขัดกัน ก็เริ่มเกิดปัญหา “สารตกค้าง” ทำให้น้ำขุ่นเป็นโคลน

ไล่ตั้งแต่ในหมู่ขุนทหาร คสช.ก็เหยียบตาปลากัน จากปัญหาสายตรง สายอ้อม น้องรัก น้องชัง ขณะที่ในทีม ครม.ก็แบ่งเป็นคนของพี่ใหญ่ เครือข่ายของน้องเล็ก แม้แต่ในทีม สนช. สปช. ทีมอรหันต์ยกร่างรัฐธรรมนูญก็มาจากร้อยพ่อพันแม่ คนละสาย คนละขั้ว ต่างฝ่ายต่างมีธง มีวาระแฝง

ถึงจุดที่ต้องจัดแถวในแนวเดียวกัน ก็เลยคุมเกมกันไม่อยู่

และผลจาก “สนิมเนื้อใน” ก็ทำให้การขับเคลื่อนงานบริหารของรัฐบาล คสช.ไม่เป็นไปตามโปรแกรมที่วางกันไว้ ยิ่งกดทับสภาพการณ์ปัญหาที่ยากๆให้ยิ่งกันไปใหญ่

เริ่มกันตั้งแต่ “หัวใจ” ของการยึดอำนาจการปกครอง การก่อกำเนิดร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อันเป็นเงื่อนไขหลักตามโรดแม็ปนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยที่ให้สัญญาประชาคมกับประชาชน

ถึงตอนนี้ร่างรัฐธรรมนูญ กติกาใหม่ของประเทศไทยก็ยังส่อแววยืดเยื้อ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ “36 อรหันต์ทองคำ” ภายใต้การนำของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดนตีตกตั้งแต่ในชั้นของสภาปฏิรูปฯ

ด้วยปฏิบัติการของ สปช.เสียงใหญ่ทำแท้งกันเอง

ที่สำคัญ โดยรูปการณ์เคลื่อนไหวของ สปช.สายที่วิ่งล็อบบี้เสียงคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายบวรศักดิ์ ก็ยังมีการโยงกับขุมอำนาจ คสช.ที่ส่งสัญญาณให้ล้มกระดานเพื่อไปเริ่มต้นกันใหม่

ตามเหลี่ยมทอดเวลาอำนาจพิเศษออกไป

และถึงนาทีนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ยังไม่มีหลัก ประกันว่าจะออกมารูปร่างหน้าตาอย่างไร ได้ใช้หรือไม่ ตามบรรยากาศที่ฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะนักการเมืองที่โห่ฮาใส่ตลอดเวลา

แนวโน้มฝ่าด่านประชามติเหนื่อยแน่

โดยเฉพาะถ้ามองไปถึงพัฒนาการในการสร้างความปรองดอง ที่เห็นผลแค่หลังวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ คสช.เข้ายึดอำนาจจากฝ่ายการเมือง

สลายฉากการเผชิญหน้า ทำให้วิกฤติความขัดแย้งเบาลงชั่วขณะ

แต่ถึงวันนี้ ตามรูปการณ์ที่สัมผัสบรรยากาศได้ ดีกรีความแตกแยกในหมู่ขั้วขัดแย้งยังไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ถูกกดไว้ภายใต้อำนาจพิเศษ และหัวเชื้อพร้อมปะทุขึ้นมาใหม่ในทันทีที่ คสช.อ่อนแรง

สรุปเลยว่า ภารกิจอันเป็นหัวใจหลักของการยึดอำนาจยังไม่คืบหน้าในขณะที่อาการ “สนิมเนื้อใน” ยังทำให้รวนไปถึงสถานการณ์การบริหารของรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะการประคองภาวะความยากลำบากทางด้านเศรษฐกิจ

แบบที่เห็น กว่า พล.อ.ประยุทธ์จะตัดสินใจผ่าทางตัน ด้วยการตัดสินใจ “หักดิบ” ดึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาเป็นรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนใหม่ โละ “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนเก่า ออกจากเก้าอี้

ก็รอจนความมั่นใจของนักลงทุนแทบไม่หลงเหลือ

นั่นก็เพราะติดตรงที่สถานะเบื้องหลัง “หม่อมอุ๋ย” เป็นสายตรงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นเครือข่าย “เซนต์คาเบรียลคอนเน็กชั่น” ต้องยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่พักใหญ่

และในจังหวะที่เกิดภาวะหลุมดำการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยสถานการณ์มันก็มีปมที่ตอกย้ำซ้ำเข้าไปอีก ทั้งการจัดอันดับประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม “เทียร์ 3” จากปัญหาการค้ามนุษย์ ไหนจะโดน “ธงแดง” เรื่องมาตรฐานทางการบิน ซึ่งล้วนแล้วแต่กดทับเศรษฐกิจที่ยากๆให้หนักเข้าไปใหญ่

ถึงตอนนี้งานหินเลยตกอยู่กับนายสมคิดที่ต้องวิ่งสู้ฟัด ลากเดิมพันรัฐบาลทหาร คสช.ในการประคองสถานการณ์ไม่ให้ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน

เพราะถ้าถึงอารมณ์นั้น มันจะกระตุกแรงต้านไปสู่จุดอันตราย

โดยเฉพาะในอาการที่ “สนิมเนื้อใน” ได้ลามไปเกาะภาวะด้านความมั่นคง ทั้งๆที่ว่ากันว่าน่าจะเป็นปัจจัยหลักของรัฐบาลทหาร ภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษ

ตามภาพ “เชิงซ้อน” ที่เกิดจากปมร้อนทุจริตชักหัวคิวโครงการอุทยานราชภักดิ์

ที่คนภายนอกได้เห็นคิว “หักเหลี่ยม” กันเองในหมู่ท็อปบูตหลายจังหวะ

โฟกัสจากตัวละครเอกตามท้องเรื่องคือ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่ยอมรับเองเลยว่า มีการเรียกรับค่าหัวคิวในการก่อสร้าง

โดยสถานการณ์ที่เหมือนจะ “หนีไม่ออก” จากการที่นายทหารคนสนิทยศพันเอกได้หนีออกนอกประเทศ และนายทหารยศพลตรีที่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ก่อนโดนออกหมายจับทั้งสองคน

แต่ผลจากนั้นก็ลุกลามบานปลาย แบบที่ว่าประกาศเขตทหารห้ามเข้า ก็ยังเอาไม่อยู่

ตามปรากฏการณ์ที่คนนอกดูแล้วก็แปร่งๆ กับการที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก แถลงผลสอบคณะกรรมการชุดของกองทัพบก ยืนยันไม่มีการทุจริตเฉพาะในส่วนของกองทัพบก

แต่โยนเรื่องการชักหัวคิวให้ไปถาม พล.อ.อุดมเดชเอง

นั่นก็ทำให้กระแสโยงไปถึงอาการเหยียบตาปลากันมาตั้งแต่ช่วงการแต่งตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ อาการทางใจระหว่าง พล.อ.ธีรชัยกับ พล.อ.อุดมเดช มีมาตลอดซึ่งก็ฟ้องด้วยภาพที่ พล.อ.ธีรชัยได้จัดการปรับเปลี่ยนโผโยกย้าย แม้กระทั่งภูมิทัศน์ในกองบัญชาการกองทัพบก ที่ถูกดำเนินการในยุคของ พล.อ.อุดมเดชใหม่ทั้งหมด

จนพี่ใหญ่อย่าง พล.อ.ประวิตรต้องบอกให้ พล.อ.ธีรชัยใจเย็นๆ

ไม่ใช่แค่คิวของ พล.อ.ธีรชัยเท่านั้น สถานการณ์ยังมาถึงคิวของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ให้สัมภาษณ์เป็นเชิงยอมรับว่ามีการทุจริตในโครงการอุทยานราชภักดิ์แน่ ภายหลังการเข้าพบของนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช.

สร้างความไม่พอใจให้ พล.อ.อุดมเดช ถึงกับทวงทักเรื่องความเหมาะสมในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ

และก็เหมือนกันกับคิวของ พล.อ.ธีรชัย ตามกระแสย้อนโยงไปถึงปมอดีตที่ พล.อ.อุดมเดชกับ พล.อ.ไพบูลย์เคยเป็นคู่แคนดิเดตชิงเก้าอี้จ่าฝูงทัพบกกันมา

อาการกินใจในหมู่ท็อปบูต มันสะท้อนถึงภาวะสนิมเนื้อในของฝ่ายคุมเกมความมั่นคง

กลายเป็นแรงกระเพื่อมจากด้านในที่ส่งผลมากกว่าแรงเสียดทานจากฝ่ายต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง หรือแม้แต่เครือข่ายนักศึกษา

เล่นเอา “เรือแป๊ะ” ทำท่าจะเกยตื้นง่ายๆ

ทั้งหมดทั้งปวง เมื่อประเมินภาวะ “สนิมในอำนาจ” ที่กระทบภารกิจหลักในการร่างรัฐธรรมนูญนำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ป เพิ่มความยากลำบากในการประคองสถานการณ์สุ่มเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ สำคัญกว่านั้นคือการบ่อนเซาะทำลายความปึ้กในเสถียรภาพด้านความมั่นคง

ในเครื่องหมายคำถาม ถ้าประเมินสถานการณ์ในรอบปี 2558 เทียบกับภารกิจเป้าหมายของรัฐบาล คสช.

คำตอบที่ได้ทำให้ทีมของเราต้อง “ถอนหายใจลึกมาก”

จากความหวังที่ประชาชนคนไทย วาดฝันรัฐบาลทหาร คสช.จะนำประเทศไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่บรรเจิดจ้าในช่วงแรกของการยึดอำนาจ

กลายเป็นอารมณ์โหวงเหวงว้าเหว่ เข้ามาแทนที่.

“ทีมการเมือง”

Leave a comment