ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/556506
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ม.ค. 2559 05:01

วันที่ 1 มกราคม นับเป็นวันแรกของศักราชใหม่ คนทั่วโลกถือเป็นวันดี ตามโอกาสที่กาลเวลาผันผ่านเข้าสู่วงรอบใหม่
เป็นวันเริ่มต้นการดำเนินชีวิตใหม่และกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวง
“ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันเริ่มต้นปีใหม่ 2559 มองไปข้างหน้า ประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์แนวโน้มการเมืองที่จะเป็นไปใน 365 วันจากนี้ไป
จากปี 2558 ที่ทีมของเราชี้ว่าเป็นปี “ฝ่าด่านปฏิรูป”
ซึ่งก็ถือว่าผิดการคาดการณ์ไปพอสมควร ตามสถานการณ์อย่างที่เห็นกันอยู่ว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญตามโรดแม็ปไปสู่เป้าหมายการปฏิรูป
ยังไม่คืบหน้าตามแผนที่ทีมงาน คสช.ได้กะการกันไว้
เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “36 อรหันต์ทองคำ” ภายใต้การนำของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดนคว่ำในที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
แท้งตั้งแต่ด่านแม่น้ำ 5 สายด้วยกันเอง
ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องออกคำสั่งแต่งตั้ง “21 อรหันต์ทองคำ” ภายใต้การนำของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานคณะ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
ตั้งกระดาน เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่
และตามปฏิทินที่นายมีชัยประกาศแล้วว่า จะเปิดเผยรัฐธรรมนูญร่างแรกของ “21 อรหันต์ทองคำ” ให้สาธารณชนได้เห็นกันในวันที่ 29 มกราคม 2559
ท่ามกลางแรงเสียดทาน เสียงโห่ฮาที่ได้ยินตลอดเมื่อมีการโยนหินถามทางปมแหลมๆ
“ปล่อยของ” ออกมาหยั่งกระแส
แต่ก็แน่นอน ไม่ว่าจะโห่กันอย่างไร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับยี่ห้อ “มีชัย” จะพลิกแพลงแปลงรูปไปแบบไหน ประเด็นสำคัญที่แปะข้างฝาไว้ได้
ยังไงก็ต้องมีการเปิดช่องนายกรัฐมนตรีคนนอก กำหนดสเปก ส.ว.ลากตั้ง และทีมงานพิเศษที่มีอำนาจตามประกบรัฐบาลใหม่เพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุถึงเป้าหมายปลายทาง
เพราะมันคือโจทย์บังคับจากฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษ
ตามกรอบเงื่อนไข 5 ข้อที่นายมีชัยแถลงตั้งแต่วันตัดสินใจรับตำแหน่ง ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องอยู่ในกรอบพิมพ์เขียวที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 35 ล็อกเอาไว้
ซึ่งนั่นก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน นักเลือกตั้งอาชีพแท็กทีมกันขวางสุดตัวแน่
และก็จะส่งผลถึงการเข็นร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านประชามติในเดือนกรกฎาคม 2559
ที่แน่ๆตามรูปการณ์ที่ทีมงาน คสช.น่าจะต้องเตรียมแผน 3 แผน 4 ไว้ในการเผื่อรองรับสถานการณ์ที่รัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัยอาจต้องแท้งซ้ำคิวของนายบวรศักดิ์
ต้องหาทางออกฉุกเฉินไว้สำหรับการระบายแรงกดดัน
เพราะถึงตรงนั้น กระแสเร่งเร้าให้รัฐบาลทหาร คสช.เปิดไฟเขียวสนามเลือกตั้ง คงดังมาจากทุกทิศทุกทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ตามสถานการณ์ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยังส่อยืดเยื้อ ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองก็มีแนวโน้มร้อนแรงขึ้นตามเงื่อนเวลาของอำนาจพิเศษที่ลากยาวเข้าสู่ปีที่ 3
ตามปรากฏการณ์ที่ “ตอ” เริ่มโผล่ให้เห็นจากประเด็นร้อนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี กลาย คงไม่เงียบหายไปง่ายๆกับรายการทุจริตชักหัวคิวการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่กระแสลากยาวข้ามปี
ตามรูปการณ์ที่มีปมโผล่มาให้สะกิดเขี่ยแผลไปได้เรื่อยๆ
ลำพังฝ่ายต่อต้าน พรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดง รวมถึงขบวนการนักศึกษา โหมตีปี๊บประจาน ดิสเครดิตมาตรฐานความโปร่งใสของรัฐบาลทหาร คสช.
แค่นี้ก็เอาล่อเอาเถิดกันไม่เลิก
และนั่นก็คงโดนตอบโต้ด้วยผลในทางคดีแบบที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายเรียกกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ รวม 11 คน ที่ร่วมกิจกรรมนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์
ตามจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.และฝ่ายคุมเกมอำนาจ พยายามเคลมกระแสให้เป็นปมของการชักเย่อกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
ในห้วงเวลาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเริ่มนัดไต่สวนพยานในคดีที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตกเป็นจำเลยในข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป
ตามโปรแกรมที่คาดกันว่าผลการตัดสินจะออกมาภายในปีเดียวกันนี้
โดยรูปเกมคงบี้กันสนุก ชิงกระแสเบิ้ลกันเต็มที่ฝ่ายเครือข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ” ปลุกเร้าปมเน่าอุทยานราชภักดิ์ อีกฝ่ายทีมรัฐบาล คสช.ก็แก้ลำด้วยการย้ำไปที่แผลเก่ารายการทุจริตจำนำข้าว ช่วยกันเติมหัวเชื้ออุณหภูมิร้อนๆทางการเมือง
ตามท้องเรื่องที่จะไปกดทับซ้ำสถานการณ์ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ วิ่งสู้ฟัดมาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา
จากการอัดสารพัดมาตรการกระตุ้นชีพจรธุรกิจเอสเอ็มอี การเร่งผลักดันประมูลเมกะโปรเจกต์รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ การจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมมาตรการด้านภาษีเพื่อจูงใจนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้เทเงินลงทุนกระตุ้นการไหลเวียนของเม็ดเงินภายในประเทศ
โดยเฉพาะการเบรกปัญหาความเดือดร้อนไม่ให้ลามถึงปากท้องรากหญ้า
แต่นั่นก็ยังได้แค่ประคองสัญญาณชีพทางเศรษฐกิจให้ทรงๆ ยังไม่มีใครเชื่อว่าฟื้นจริงอย่างที่ทีมของนายสมคิดพยายามตีปี๊บเรียกความมั่นใจ
ที่แน่ๆต้องมาเจอกับโจทย์หนักขึ้นอีกในปี 2559
ตามคิวปัญหาร้อนๆที่จ่อรออยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นปมร้อนจากมาตรฐานด้านการบินที่แม้จะสอบผ่านมาตรฐานความปลอดภัยการบินยุโรป (EASA) ได้แบบฉิวเฉียด แต่ปัญหาใหญ่ก็คือการติด “ธงแดง” ของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA)
“พี่เบิ้ม” ยังกั๊ก ก็ยังวางใจอะไรไม่ได้
เพราะโอกาสที่มาตรฐานการบินของไทยจะถูกลดชั้นลดเกรดก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งในกรณีถ้ากระบวนการแก้ปัญหายังล่าช้าตามมาตรฐานระบบราชการไทย
และแน่นอน ถ้าธุรกิจการบินมีปัญหาก็หนีไม่พ้นส่งผลเสียหายต่อธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศไทย
ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ปัญหาการค้ามนุษย์ที่ทำให้เมืองไทยถูกสหรัฐอเมริกาจัดอยู่ในจุด “เทียร์ 3” ก็ยังไม่มีสัญญาณด้านบวกที่จะได้รับการขยับขึ้น
ตรงกันข้ามกลับมีประเด็นด้านลบเข้าไปใหญ่ จากการที่ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา ได้ยื่นเรื่องเพื่อขอลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศออสเตรเลีย เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตเนื่องจากคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบดูแล มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับกลุ่มอิทธิพลในรัฐบาล กองทัพ รวมทั้งตำรวจไทย
ประจานปมค้ามนุษย์ในประเทศไทยให้ย่ำแย่หนักเข้าไปใหญ่
และในที่สุด ถ้าเคลียร์กันไม่ออก ก็หนีไม่พ้นมาตรการ “แบน” จากนานาชาติ แบบที่มีการนำร่องโดยสมาชิกสภาสหรัฐฯ รณรงค์ให้ชาวอเมริกันใช้จริยธรรมส่วนตัวในการงดซื้อสินค้าทางประมงจากประเทศไทย เพราะปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์
มันก็ยิ่งฉุดรั้งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจให้โงหัวไม่ขึ้น
แต่ที่น่าห่วงไม่แพ้กันก็คือสถานการณ์ทางด้านความมั่นคง อันเป็นปัจจัยหลักของรัฐบาลทหารที่บริหารประเทศภายใต้อำนาจพิเศษ
จากภาพเชิงซ้อน “สนิมเนื้อใน” อาการทางใจระหว่างบิ๊กท็อปบูตที่สะท้อนออกมาในท่ามกลาง
ปมร้อนทุจริตชักหัวคิวโครงการราชภักดิ์
มีการฉวยจังหวะ “หักหน้า” กันชัดๆ
ไม่ว่าจะคิวของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก หรือคิวของ พล.อ.อุดม-เดช กับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม
มันตอกย้ำความไม่ลง รอยกันในทีมงาน คสช.
บ่อนเซาะเสถียรภาพด้านความมั่นคงของรัฐบาลทหาร
อีกทั้งตามเงื่อนสถานการณ์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 ที่ภายในกองทัพจะมีการปรับย้ายขุนทหารระดับคุมกำลังรบหลัก ต่อเนื่องไปถึงคิวโยกย้ายใหญ่ในเดือนตุลาคมปลายปี 2559 ถึงฤดูเกษียณ ตามจังหวะต้องปรับทัพ จัดกำลังกันใหม่
โดยเฉพาะตำแหน่ง “จ่าฝูง” ที่ พล.อ.ธีรชัย จะครบเกษียณ
นั่นก็หนีไม่พ้นแรงกระเพื่อมในหมู่ขุนศึกทีมบูรพาพยัคฆ์กับขุนพลวงศ์เทวัญที่ต้องชิงดุลอำนาจในกองทัพ หลังจากที่ทีมนักรบตะวันออกครองกองทัพ บกมานาน
และตามจังหวะการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในหมู่ท็อป-บูต ก็น่าจะโยงไปถึงการปรับเปลี่ยนในรัฐบาลที่จะต้องปรับ ครม.เพื่อรองรับสถานการณ์
รวมถึงการปรับโครงการสร้างอำนาจในทีมงาน คสช.
จึงแทบจะเรียกได้เลยว่า ปี 2559 เป็นปีแห่งการ “เปลี่ยนอำนาจ”
อะไรไม่เท่ากับว่า สำรวจหัวเชื้ออันตราย ทั้งแรงกระเพื่อมทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ปมความมั่นคง
ที่รัฐบาล คสช.จะต้องเผชิญในปี 2559
เทียบกับภูมิคุ้มกันรัฐบาลทหารที่ถูกทำลายลงไปจากสถานการณ์ตามโรดแม็ปที่ยืดเยื้อ การทุจริตโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่โผล่มาทำลายความคาดหวังของประชาชน
ตามเงื่อนสถานการณ์ มันจึงเต็มไปด้วย “เหตุเหนือความคาดหมาย”
ยากต่อการคาดเดาจริงๆ.
“ทีมการเมือง”