ใครดึงขา ‘นายกฯลุงตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561848

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ม.ค. 2559 05:01

 

“ใครหรือครับ”

เล่นเอาตอบไม่ถูกเลยก็แล้วกัน กับคำถามที่หนูน้อยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ย้อนถาม “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่แอบบ่นกับเด็กๆที่มาร่วมรณรงค์วันครูว่า ลุงเหนื่อย ต้องทำงานหนักหลายเท่า แต่ก็มีพวกที่ชอบดึงขาลุงด้วย

“ใครที่ชอบดึงขา” คำตอบที่คนทั่วไปก็อยากรู้จากปาก “นายกฯลุงตู่” เหมือนกัน

โดยเฉพาะในจังหวะที่เข้ากับสถานการณ์ช่วงนี้พอดิบพอดี ตามอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ย้อนถาม “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ จะเอาเงินจากไหนไปอุดหนุนราคายางพารากิโลกรัมละ 60 บาท

หงุดหงิดใส่พวกจ้องปัดแข้งปัดขารัฐบาล ไม่เว้นแม้แต่ “คนกันเอง”

ยิ่งเป็นอะไรที่อ่านทางกันได้ ตามยุทธศาสตร์ที่รู้กันอยู่ว่ามีคนจำเป็นต้องอาศัยเหลี่ยมการเมืองในการเล่นบทกดดันรัฐบาลทหาร
เพื่อผ่องแรงเสียดทานให้ตัวเอง

เพราะไม่เช่นนั้น “ลุงกำนัน” กับนายถาวร เสนเนียม ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ก็จะตอบคำถามแนวร่วม กปปส.สายสวนยางปักษ์ใต้ลำบาก

ตอนโค่นระบอบทักษิณระดมเต็มที่ พอเดือดร้อนแล้วมีแต่คน “อมสากกะเบือ”

เกมนี้เลยต้องฝืนขัดใจ ชิ่งท็อปบูต เล่นคนละบทกับทหารไปก่อนชั่วขณะ

แต่ตามสภาพการณ์แห่งปัญหาแท้จริงก็อย่างที่เห็นๆกัน ไม่ใช่แค่ “นายกฯลุงตู่” เท่านั้นที่แนะนำให้ชาวสวนยางเปลี่ยนไปปลูกสตรอเบอรี่ กล้วยหอม เพื่อเพิ่มรายได้แทน

แม้แต่ “นายหัวชวน หลีกภัย” ผู้อาวุโสใหญ่แห่งค่ายประชาธิปัตย์ ยังออกมาขานรับแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมแนะให้คนใต้ปลูกสะตอ ลูกเนียง แทนยางพารา

นั่นก็เพราะเงื่อนไขบังคับราคายางพาราถูกล็อกโดยกลไกตลาดโลก

เทียบกันง่ายๆ วันนี้ราคาน้ำมันดำดิ่ง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีที่ใช้ทดแทนกันได้ ราคาถูกกว่ายางพารา แล้วจะมีใครบ้องตื้นซื้อของแพงกว่า

อนาคตไม่ใช่แค่ 3-4 กิโลร้อย ราคาอาจไหลไปลึกกว่านั้น

ตามรูปการณ์ อย่างเก่งรัฐบาลก็ทำได้แค่กู้สถานการณ์เฉพาะหน้า แบบที่ล่าสุดมติ ครม.รับซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกรปริมาณ 1 แสนตัน โดยให้สูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย เพื่อนำมาแจกจ่ายให้กระทรวงต่างๆไปทำโครงการก่อสร้างโดยใช้วัสดุจากยางพารา
กระตุกชีพเกษตรกรในระยะสั้น ระยะยาวราคายางไม่มีทางจะกลับมาเหมือนเก่า

พืชยางพาราจำเป็นต้องเข้าสู่โหมดปฏิรูปกันครั้งใหญ่

เรื่องของเรื่อง เจอไฟต์บังคับก็ว่าหนักแล้ว แต่ปัญหาที่หนักกว่าของรัฐบาลทหารคือรัฐมนตรี ทีมงานผู้บริหารกระทรวงที่รับผิดชอบกับราคาพืชผลเกษตร ไม่มีเหลี่ยมในการประคองกระแส รับมือกับปัญหาฉุกเฉินเฉพาะหน้าเหมือนนักการเมือง

ยังติดสไตล์การทำงานในแบบของทหาร เน้นซ้ายหันขวาหัน

มันเลยไม่ทันต่อสถานการณ์ความเดือดร้อนที่ลามถึงปากท้องของชาวบ้าน

ปล่อยจนม็อบเริ่มขยับเคลื่อนไหว

ครั้นจะใช้อำนาจพิเศษ กระบองยักษ์ที่ถืออยู่ในมือในการปรามขู่ แบบที่ “นายกฯลุงตู่” บอกไม่จำเป็นไม่อยากใช้อำนาจ บาตรใหญ่กับใคร

สถานการณ์ตอนนี้อำนาจพิเศษ “ไม่ขลัง” เหมือนช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ

เอาเป็นว่าจับอารมณ์ ประเมินจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ปรากฏการณ์ต่อต้านกรณี พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการจัดการกับผู้บริหารองค์กร ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่นที่มีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ พัวพันการทุจริต

ไม่ว่าจะเป็นการปลดบอร์ดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) การเด้งผู้บริหารมหาวิทยาลัย หรือการปลดนักการเมืองท้องถิ่น

ชักจะมีอาการแข็งขืนกับอำนาจรัฏฐาธิปัตย์

นั่นก็ไม่ต้องพูดถึงปฏิกิริยาแรงๆจากม็อบเกษตรกรที่กล้าฝืนกฎเหล็กห้ามเคลื่อนไหวภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษ

นั่นก็เพราะอารมณ์คนหิว ความเดือดร้อนที่ลามถึงปากท้อง

มันกลัวอดตาย มากกว่าอย่างอื่น.

ทีมข่าวการเมือง

Leave a comment