ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221496.html
การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2559
ปริญญาชำแหละ ร่างรธน.ฉบับ ‘มีชัย’ : โดย…จักรวาล ส่าเหล่ทู
“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งผมไม่สบายใจที่คุณมีชัยบอกว่าอย่าเพิ่งระบุทางออกในกรณีนี้ เพราะประชาชนจะไม่สนใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ถูก เพราะประชาชนต้องรู้ว่า ถ้าไม่รับจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เช่นนั้นก็เข้าข่ายที่ว่า ให้เลือกกับสิ่งที่มองเห็น และถ้าไม่รับก็เผชิญกับสิ่งที่มองไม่เห็น”
“ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ ในรายการ คม ชัด ลึก ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ช่อง 22
มีประเด็นไหนที่มองว่าเป็นการปฏิรูปที่อยากให้มีมานานแล้ว
ผมคิดว่า ประเด็นที่เป็นจุดขาย ก็เป็นเรื่องการปราบคอร์รัปชั่น ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยคุณสมบัติการคัดกรองเข้ามาสมัครลงเลือกตั้งเข้มข้นมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ถ้าใครถึงขั้นเคยทำผิดกฎหมาย ใช้อำนาจมิชอบ หรือถูกตัดสินว่าทำการทุจริตก็ไม่น่าจะเข้ามา แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ จะต้องเปิดดูตัวเนื้อหาจริงๆ ว่าจะเขียนขนาดไหน ถ้าไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นคำพิพากษาสูงสุด ก็อาจจะเกิดปัญหาได้ เช่น กรณีที่พรรคถูกยุบ แล้วกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ 5 ปี อย่างนี้จะนับรวมด้วยหรือไม่ เพราะไม่ได้โดนศาลพิพากษา แต่ถ้าตัดสิทธิคนทุจริตจริงๆ ผมก็เห็นด้วย แต่ผมว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องระบบเลือกตั้ง ส.ส. ที่เลือกเพียงใบเดียวแล้วได้ ส.ส.แบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ผมว่าเรื่องใหญ่ เพราะที่ผ่านมาเหมือนคุณมีชัยบอกว่า มีสองใบยุ่งยาก ซึ่งเราจะต้องดูผลที่เกิดขึ้น จึงเข้าใจได้ว่า เจตนาของผู้ร่างว่าเป็นอย่างไรได้พอสมควร
ทั้งนี้ระบบของคุณมีชัย สรุปเลยก็คือว่า จากที่ประชาชนจะมีสิทธิเลือกตั้ง เลือกแบบเขตของตัวเอง กับเลือกพรรคแบบบัญชีรายชื่อ เหลือเป็นเลือกแบบเขตอย่างเดียว และนำคะแนนของพรรคนั้นมาคิดสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนแบบสัดส่วน 48% แต่ได้แบบแบ่งเขต 44% จำนวนของคะแนนเลือกตั้งไม่เท่ากัน หรือ ประชาธิปัตย์ได้สัดส่วน 35% และแบบเขต 31% พอมาดูพรรคขนาดกลาง-เล็ก จะได้คะแนนสัดส่วนมากกว่าแบ่งเขต ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่า จะมีพรรคขนาดกลางเข้าไปแบ่งที่นั่ง ทำให้ 2 พรรคใหญ่มี ส.ส.เขตมีคะแนนน้อยกว่า แต่ปัจจุบันบัตรใบเดียวแล้วเลือกทั้งหมด ซึ่งอนาคตเราไม่ทราบว่าประชาชนจะเลือกตั้งแบบไหน เพราะว่ายังมีปัจจัยอีกมากมาย แต่พอจะคาดการณ์บางอย่างได้ โดยใช้ผลคะแนนในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเพื่อคาดการณ์ระบบเลือกตั้ง ซึ่งคิดแล้ว เพื่อไทยได้ ส.ส.เขต 205 คน ซึ่งคิดเป็นคะแนนสัดส่วน 44% ซึ่งคิดแล้ว 222 คน ทำให้พรรคใหญ่ได้ ส.ส.น้อยลงกว่าความเป็นจริง ในขณะที่พรรคขนาดกลางก็จะได้ ส.ส.เขตมากขึ้น เพราะคะแนนแบบแบ่งเขตของเขามากกว่าแบบสัดส่วน
ปัญหาอีกอย่างก็คือ พรรคขนาดกลางและเล็ก ที่ผ่านมาเขาได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจากคะแนนจากทุกหน่วยเลือกตั้งแค่บัญชีเดียว คราวนี้พอยกเลิกการเลือกตั้งแบบสัดส่วนไปแล้ว หมายความว่า พรรคขนาดกลางและเล็กจะต้องส่งผู้สมัครแบบเขตให้มากขึ้น เพื่อให้ได้คะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาคือ พรรคเล็กไม่มีกำลังเพียงพอส่งครบ กับอาจจะเกิดปัญหานำคนที่ไม่ได้เหมาะสมที่จะแข่ง แต่ส่งเพื่อมาเอาคะแนนแบบสัดส่วน
เรื่องที่มานายกฯ ที่เปิดช่องให้คนนอกเป็นนายกฯ ได้ ตามที่กรรมาธิการบอกว่าให้เสนอชื่อมา ฟังขึ้นไหม
การที่เอาคุณสมบัติของนายกฯ ที่ต้องมาจาก ส.ส. ออก อาจจะถูกระแวงได้ว่ามีเจตนาให้คนนอกเข้ามาหรือเปล่า อย่างกรณีของรัฐธรรมนูญฉบับคุณบวรศักดิ์ ที่ให้นายกฯ มาจากคนนอกได้ แต่ต้องได้เสียงเห็นชอบจาก ส.ส. 2 ใน 3 ซึ่งก็หมายความว่า ต้องได้รับความเห็นชอบจาก 2 พรรคใหญ่ ส่วนฉบับคุณมีชัยก็ให้เสนอ 3 รายชื่อที่จะให้เป็นนายกฯ หากมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่เป็น ส.ส.ก็ได้ ผมคิดว่า การกำหนดแบบนี้ก็ยังดีกว่าไม่บอกอะไรเลย ซึ่งก็ยังพอฟังได้ แต่ผมเกรงว่าจะยุ่งยาก เพราะจะมีรายชื่อคนที่เป็นนายกฯ กับคนที่อยากเป็นนายกฯ เยอะมาก
แม้จะมีการกำหนดว่า พรรคที่มี ส.ส.ประมาณ 10% สามารถเสนอรายชื่อให้คนในสภาโหวตได้ ซึ่งการเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมามีเพียง 2 พรรคใหญ่ที่ได้ ส.ส.เกิน 10% แต่วิธีการที่ไม่ยุ่งยากก็คือ วิธีการที่เราใช้มาตั้งแต่ปี 35 แต่วิธีนี้อย่างน้อยๆ ก็ทำให้ประชาชนทราบว่า พรรคไหนมีเจตนาเอาคนนอกเข้ามา ก็ให้ประชาชนรู้ก่อน ซึ่งดูแล้วก็ชดเชยกันได้
เรื่องของ ส.ว.ที่คุณมีชัยไม่ให้มาจากการเลือกตั้ง และลดอำนาจลง ยังติดใจอยู่หรือไม่?
อำนาจที่ถูกลดลงคืออำนาจการถอดถอน ซึ่งยังคงพอฟังขึ้นในส่วนของอำนาจในการถอดถอน แต่อย่าลืมว่าอำนาจในการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระยังอยู่ ดังนั้นความชอบธรรมของ ส.ว.ก็ต้องสูงตามด้วย เมื่อถามว่าที่มา ส.ว. โดยการเลือกตั้งทางอ้อมอาจจะพอฟังได้ หากเป็นเช่นนั้นจริง อย่างกรณีเลือกประธานาธิบดีของอเมริกา เขาเรียกว่า เลือกทางอ้อม เพราะประชาชนเลือกตัวแทนเพื่อไปเลือกประธานาธิบดีอีกทอดหนึ่ง หรือของฝรั่งเศส ที่ระบุให้ ส.ว.มีที่มาจากสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้ก็เลือกทางอ้อม เพราะประชาชนเลือกคนในองค์กรท้องถิ่นโดยตรง แต่ระบบที่ใช้อยู่เป็นกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่มเลือกกันไปมา ระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ ซึ่งผมเห็นว่ายังไม่อาจนับได้ว่าเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมอย่างสนิทใจ แต่เป็นการสรรหาแบบให้มีส่วนร่วมมากขึ้น
มีประเด็นไหนที่ติดใจอีกหรือไม่
ยังมีเรื่องขององค์กรอิสระมีการพูดถึงมากที่สุด ความจริงแล้วก็ต้องบอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญของคุณมีชัยแก้ไขให้ดีขึ้นในส่วนขององค์กรอิสระ ไม่ใช่ว่าจะแย่ไปเสียทั้งหมด เช่นในส่วนของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่แต่เดิมมีหน้าที่เพียงแค่ตรวจสอบตามที่ประชาชนร้องเรียน แล้วส่งเรื่องต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องของ ป.ป.ช. ที่มีการวางกรอบเวลาในการทำงานให้เสร็จภายใน 1 ปี ต่อเวลาได้ไม่เกิน 2 ปี ส่วนที่แย่ลงก็มี คืออำนาจขององค์กรอิสระที่เหมือนจะมากขึ้นในการท้วงติงทัดทานรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่การให้ กกต.ที่เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง เข้ามายุ่งกับการบริหาร ทั้งๆ มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งก็ฟังไม่ขึ้น ทั้งนี้ประเด็นการเพิ่มอำนาจขององค์กรอิสระ เมื่อผนวกกับ ส.ว. จะถูกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่ากรรมาธิการไม่ค่อยมั่นใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือเปล่า ถึงออกแบบให้ความสำคัญกับการสรรหาเพื่อเข้ามาตรวจสอบ อีกทั้งยังมีประเด็นศาลรัฐธรรมนูญที่ให้มีอำนาจในการแก้วิกฤติ ซึ่งคล้ายกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง (คปป.) ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับคุณบวรศักดิ์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่ผ่านความเห็นชอบ ความจริงก็เป็นเรื่องดีที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นฝ่ายตุลาการ เป็นกรรมการ ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ต้องได้รับความเชื่อถือจากหลายๆ ฝ่าย
ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเรื่องการทำประชามติที่ยังคงถูกตีความหลากหลายได้หรือไม่
ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบ ซึ่งถูกตีความได้ว่า เป็นเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเยอะมาก มีจำนวนประมาณ 49 ล้านคน หากตีความตามนี้ ผมก็ไม่คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่าน แต่ยังคงเป็นไปได้ที่จะผ่านโดยเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ ทั้งนี้หากเราบอกว่าอำนาจในการตีความร่างรัฐธรรมนูญอยู่ที่ คสช. จะกลายเป็นเรื่องยุ่งทันที และจะเป็นปัญหามาขึ้นหากไปตีความหลังจากที่ผลของการทำประชามติออกมาแล้ว ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ควรจะต้องจัดการก่อนที่จะลงประชามติ โดยวิธีแรกคือ แก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้มีความชัดเจนไปเลยว่า ใช้คะแนนเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ กับอีกวิธีหนึ่งก็อาจจะบอกว่า เมื่อ สนช.มีอำนาจแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ สนช.เองจึงมีอำนาจตีความด้วย แต่ผมว่าดีสุดก็คือ แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเลยดีกว่า ทั้งนี้ยังมีอีกประเด็นก็คือว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งผมไม่สบายใจที่คุณมีชัยบอกว่าอย่าเพิ่งระบุทางออกในกรณีนี้ เพราะประชาชนจะไม่สนใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ถูก เพราะประชาชนต้องรู้ว่า ถ้าไม่รับจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เช่นนั้นก็เข้าข่ายที่ว่า ให้เลือกกับสิ่งที่มองเห็น และถ้าไม่รับก็เผชิญกับสิ่งที่มองไม่เห็น
ในประเด็นนี้ผมเข้าใจว่ามี 3 วิธีแก้ ก็คือ 1.ทำเหมือนปี 50 ระบุว่า ถ้าไม่ผ่านก็ให้หยิบฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ 2.ร่างใหม่อีกรอบ หรือ 3.อาจจะแก้ฉบับชั่วคราว แล้วให้มีการเลือกตั้ง ผมว่าทางเลือกที่แย่สุดคือ การร่างใหม่ ซึ่งจะทำให้เกินโรดแม็พ แต่ทางที่ดีที่สุดผมว่า ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ชัดเจนไปเลย ที่พูดมาทั้งหมดคือ ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน เพื่อให้ประเทศกลับสู่บรรยากาศประชาธิปไตย ซึ่งทางกรรมาธิการควรจะฟังเสียงประชาชนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับได้ และนำมาสู่การผ่านประชามติ
————————-
(ปริญญาชำแหละ ร่างรธน.ฉบับ ‘มีชัย’ : โดย…จักรวาล ส่าเหล่ทู)
