ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/576878
โดย บวร โทศรีแก้ว 14 ก.พ. 2559 05:01

วินาศ–ภาพมุมสูงของอพาร์ตเมนต์ “เหว่ยกวน จิงหลง” (มังกรทอง) ตึกสูง 17 ชั้น ในเมืองไถ่หนาน ทางภาคใต้ของไต้หวัน ซึ่งพังถล่มเกือบ100% เพราะฤทธิ์แผ่นดินไหว 6.4 แมกนิจูด เมื่อ 6 ก.พ. ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน สูญหายกว่า 30 คน (เอเอฟพี)
เหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 6.4 แมกนิจูด ที่เมืองไถ่หนาน เมืองเก่าแก่ที่สุดของไต้หวันทางภาคใต้ เมื่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 94 คน บาดเจ็บหลายร้อยคน อาคารบ้านเรือนพัง เสียหายจำนวนมาก จุดกระแสตื่นตัวเรื่อง “มาตรฐานการก่อสร้างอาคารเพื่อต้านทานแผ่นดินไหว” ขึ้นมาอีกครั้ง
ภาพข่าวตึก 11 หลังที่พังถล่ม รวมทั้งอพาร์ตเมนต์ “เหว่ยกวน จิงหลง” หรือ “มังกรทอง” สูง 17 ชั้น มีห้องพัก 96 ยูนิต มีผู้อยู่อาศัยกว่า 256 คน ที่พังถล่มราบคาบเกือบ 100% แถมยังมีภาพถังหรือปี๊บบรรจุสีหรืออาหาร (Tin cans) ถูกใช้ก่อสร้างกำแพงตึกบางส่วน ซึ่งสื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก ยิ่งทำให้คำถามเรื่องนี้ดังกระหึ่ม
เมื่อใดที่อาคารสูงพังถล่มจากแผ่นดินไหว มักมีการเปรียบเทียบ กับ “ญี่ปุ่น” ซึ่งเทคโนโลยีการก่อสร้างอาคารต้านทานแผ่นดินไหวก้าวไกลมาก ยุคหลังๆ แม้เจอธรณีพิโรธรุนแรง แต่ความเสียหายน้อย จนน่าทึ่ง
ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในแนวเหลื่อมซ้อนของเปลือกโลกเช่นเดียวกับไต้หวัน ทำให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โดยแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในโลกประมาณ 1 ใน 5 หรือ 20% เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นต้องรับมือและพัฒนาวิธีการสู้แผ่นดินไหวเป็นศาสตร์เฉพาะถ่ายทอดกันมาหลายศตวรรษแล้ว
ยิ่งหลังจากเกิด “แผ่นดินไหวใหญ่ฮัน-ชิน” 6.8 แมกนิจูดที่เมืองโกเบ จ.เฮียวโงะ เมื่อ 17 ม.ค. 2538 มีผู้เสียชีวิตถึง 6,434 คน ญี่ปุ่นยิ่งเรียนรู้ พัฒนา และยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างอาคารจนก้าวไปไกลมาก
จะเห็นได้ว่า เมื่อเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 9.0 แมกนิจูด และสึนามิที่ชายฝั่งตะวันออกญี่ปุ่น เมื่อ 11 มี.ค. 2554 มีผู้เสียชีวิตและสูญหายกว่า 20,000 คน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จ.ฟูกูชิมะ เสียหายหนัก ส่วนกรุงโตเกียวก็ถูกเขย่าอย่างรุนแรง แต่อาคารบ้านเรือน รวมทั้งตึกระฟ้า เช่น ตึก “โตเกียว สกายทรี” แทบไม่เป็นอะไรเลย!
นั่นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพเทคโนโลยีในการต่อสู้แผ่นดินไหวของญี่ปุ่น ซึ่งมีตั้งแต่วิธีการขั้นพื้นฐานที่ใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณ เช่น การเสริมความแข็งแรงให้ผนังและเสารับน้ำหนักของอาคาร วิธีหนึ่งที่ใช้กันมากก็คือการเพิ่มความแข็งแรงให้ตัวเชื่อมในอาคารด้วยการหุ้ม “เสารับน้ำหนัก” ด้วยโครงเหล็ก
หลังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อ 11 มี.ค.2554 หลายโรงเรียนในญี่ปุ่นยังเพิ่มความแข็งแรงให้ อาคารด้วยการเพิ่ม “คานรับน้ำหนัก” เข้าไปที่โครงหน้าต่างด้วย ทำให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ดียิ่งขึ้น

สถาปนิกญี่ปุ่นยังพัฒนา “กลไกพิเศษ” ต่างๆ เพื่อปกป้องตึกระฟ้า โดยตึกสูงๆจะถูกสร้างให้ดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ในระดับสูง โดยใช้หลักการให้อาคารควบคุมแรง สั่นสะเทือนได้ เทคโนโลยีหลักคือการติดตั้ง “โช้กน้ำมัน” หรือกระบอกบรรจุน้ำมันขนาดใหญ่ ให้ทำ หน้าที่เป็นเครื่องดูดซับแรงสั่นสะเทือนขนาดยักษ์
ตึกสูงๆเหล่านี้ยังถูกออกแบบให้แกว่งไปมาได้คล้ายลูกตุ้ม เมื่อเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ทำให้ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ตึกระฟ้า “โมริ ทาวเวอร์” ในย่านรปปงหงิ ฮิลส์ ในกรุงโตเกียว ก็ใช้เทคโนโลยีนี้ ทำให้เมื่อเกิดแผ่นดินไหว 11 มี.ค. 2554 ไม่มีกระจกในภัตตาคารบนชั้นที่ 50 แตกเลยแม้แต่บานเดียว
ชาวญี่ปุ่นยังคิดค้นวิธีการใหม่ๆสู้แผ่นดินไหว ไม่หยุดยั้ง ไอเดียล่าสุดคือการ “แยก” (Isolate) แรงสั่นสะเทือนจากตัวอาคาร หรือแยกอาคาร ออกจากพื้นดินด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งฝังแผ่น ยางดูดซับแรงสั่นสะเทือนที่ฐานตึก เทคโนโลยีนี้มักใช้กับตึกขนาดสูงปานกลางและต่ำซึ่งโครงสร้างไม่ยืดหยุ่น เช่น คอนโดมิเนียม ช่วยให้ลดแรงสั่นสะเทือนที่โครงสร้างส่วนบนของตึกได้อย่างมาก
นายเคนจิ ซาวาดะ กรรมการบริหารของสมาคมแยกแผ่นดินไหวแห่งญี่ปุ่น (Japan Society of Seismic Isolation) กล่าวว่า แม้จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าวิธีการเก่าๆ เช่น การเพิ่มความแข็งแรงให้โครงสร้างอาคารด้วยขื่อคานรับน้ำหนักและโครงเหล็ก จะล้าสมัย ยังใช้ได้ดีอยู่ โดยควรจะตรวจสอบ ลักษณะโครงสร้างเฉพาะของอาคารแต่ละหลัง และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทั้ง 3 แบบนี้ตามความเหมาะสม
อีกตัวอย่างหนึ่งของ “ภูมิปัญญาดั้งเดิม” ของคนญี่ปุ่นในการสู้กับแผ่นดินไหวก็คือ “วัดโฮริวจิ” วัดพุทธโบราณในเมืองนารา เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น ซึ่งสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 และ ยังอยู่ยั้งยืนยง บางส่วนของวัด รวมทั้งเจดีย์สูง 5 ชั้น ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วยไม้ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ก็ใช้เทคโนโลยีโบราณที่ว่านี้
เสากลางหรือเสาหลัก (Central Pillar) ของเจดีย์วัดโฮริวจิ ถูกออกแบบให้ยึดติดกับชั้นบนสุดเท่านั้น แยกจาก 4 ชั้นล่าง ทำให้โครงสร้างมีความยืดหยุ่นยามเผชิญแรงสั่นสะเทือน เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เสากลางยังกระจายแรงสั่นสะเทือนไปยังชั้นอื่นๆเท่าๆกัน ไม่ให้ไปรวมศูนย์ที่จุดหนึ่งจุดใด ซึ่งจะทำให้เจดีย์พังถล่มได้
นี่เป็นแค่ตัวอย่างของเทคโนโลยีต่อสู้แผ่นดินไหวของแดนอาทิตย์อุทัยที่เรียนรู้พัฒนาสั่งสมกันมายาวนาน เทคโนโลยียุคนี้หลากหลายสลับซับซ้อนกว่านี้มาก และคงพัฒนาต่อไปไม่หยุดยั้งเพื่อความอยู่รอด
ตราบใดที่มนุษย์ยังเอาชนะ “ธรรมชาติ” ไม่ได้!
บวร โทศรีแก้ว