จับตา “ประยุทธ์” ฮึดป้องศรัทธาโชว์ภาวะผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576884

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2559 05:01

 

กระชับอำนาจ ลบภาพ“ขาลอย”

หลังสัมผัสความหนาวเย็นกันหลายวัน ตอนนี้อากาศเมืองไทยค่อยๆอุ่นขึ้น

สอดรับกับอุณหภูมิการบ้านการเมืองที่กำลังไต่ระดับความร้อนแรง ตามเงื่อนสถานการณ์มะรุมมะตุ้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

จุดชนวนปะทะทางความคิดกันอย่างรุนแรง

แบ่งภาคให้เห็นกันชัดๆ ฝ่ายเข็น รัฐบาลทหาร คสช.พยายามระดมเครื่องมือเครื่องไม้ แม้แต่การส่งนักศึกษาวิชาทหารหรือ รด.ลงพื้นที่ในการรณรงค์ทำความเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญใหม่กับกลุ่มวัยรุ่นและประชาชนทั่วไป

ทหารออกแรงลุ้นให้ผ่านประชามติเต็มที่

ขณะที่ฝ่ายต้าน นักการเมือง นักวิชาการ ไปยันเครือข่ายนักศึกษา ก็ตั้งแง่ไม่เอาด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งวิธีการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. รวมไปถึงการให้อำนาจองค์กรอิสระมากจนอันตราย

แนวร่วมพวกไม่รับขึ้นป้ายโหวตโนกันพรึบพรับ

ตามกระแสกระตุกจังหวะขยับของตัวละครสำคัญอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โผล่ออกจากที่ซุ่ม โฟนอินเข้างานเลี้ยงตรุษจีนที่บ้านของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ถือโอกาสวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” อย่างร้อนแรง

“ห่วยแตก” ทำประเทศถอยหลังลงคลองไปอีก 20 ปี

ส่งสัญญาณตีธงพรรคเพื่อไทยและแนวร่วมเสื้อแดง นปช. โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่หัววัน

โยนแรงกดดันใส่รัฐบาลทหาร คสช.ให้ต้องออกแรงเหนื่อยหนักเข้าไปใหญ่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่นายมีชัยและทีมงานเปิดรับฟังข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆเพื่อนำไปปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ

ก่อนจะถึงกำหนดส่งร่างสุดท้ายในวันที่ 29 มี.ค.นี้

ขณะที่อีกด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกฤษฎีกา และตัวแทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

โดยกำหนดวันลงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 31 ก.ค.2559 บวกลบไม่เกิน 7 วัน

พร้อมกับต้องมีการปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวในประเด็นเรื่องการนับคะแนนเสียงประชามติ เนื่องจากในมาตรา 37 และ 37/1 มีความขัดแย้งกันว่า จะนับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือนับจากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง คาดว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน

ไม่ว่าจะยังไง รัฐบาล คสช.ก็มุ่งเดินหน้าตามโปรแกรม

อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ประกาศย้ำสัญญาประชาคม ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ก็ต้องจัดเลือกตั้งตามโรดแม็ปในเดือนกรกฎาคม 2560

นั่นก็ถือเป็นการเจาะช่องระบายแรงเสียดทานร่างรัฐธรรมนูญกันในที

ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย สถาน-การณ์ที่เสี่ยงเกิดโรคแทรกได้ทุกขณะ

มุมหนึ่งก็กระแสข่าวอาการทางใจในหมู่พี่ๆน้องๆฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.ที่ต่อเนื่องมาจากคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดฉากแฉขบวนการระดับด็อกเตอร์แอบอ้างชื่อตัวเองและ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ไปหาผลประโยชน์จากโครงการรัฐบาล

ทำให้ พล.อ.ประวิตร ต้องเคลียร์เลยว่า อยู่ในตำแหน่งมา 2 รัฐบาล ไม่เคยแตะต้องเงินสักบาท

กระนั้นก็ยังไม่วายโดนพาดพิงไปถึงโครงการขุดลอกแหล่งน้ำขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ที่มีปมเรียกค่าหัวคิวถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ “บิ๊กป้อม” ต้องออกแรงเคลียร์เหนื่อยอีกรอบ ยืนยันเป็นการแอบอ้างทำให้ตัวเองเสียหาย ทั้งๆที่เป็นเพียงนายกสภา อผศ. เข้ามาทำงาน ไม่มีผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น

“พี่ใหญ่” ชักเหนื่อยกับปมฉาวที่พุ่งเข้าใส่ตัวเองตลอด

ตามสภาพของ “หนังหน้าไฟ” ที่ถูกมอบหมายจากน้องให้คุมงานสำคัญๆ แทนแทบทุกหมวด

และโดยรูปการณ์ “หัวไม่ส่าย” ทำท่าจะเอาไม่อยู่ กระแสออกมาในโทนที่ “บิ๊กตู่” โปร่งใสอยู่คนเดียว แต่รอบข้างยังเป็นเครื่องหมายคำถาม

มันก็ยิ่งเหมือนกดดันพี่ น้อง เพื่อน ในทีมงานอำนาจ

ซึ่งนั่นก็โยงมาถึงอาการ “ต่อมฉุนอักเสบ” พล.อ.ประยุทธ์ ระเบิดอารมณ์ใส่นักข่าว เจืออาการน้อยใจสื่อมวลชน ก่อนที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯจะออกมาขอโทษแทน พร้อมยอมรับอาการทางใจที่นายกรัฐมนตรีอาจรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง

เหมือนถูกปล่อยให้เดินหน้าลุยโดยลำพัง

โดยจังหวะ “กระแทกชิ่ง” ให้จับอารมณ์แปร่งๆระหว่างพี่กับน้องในทีมบูรพาพยัคฆ์ สะท้อนภาวะ “สนิมเนื้อใน” ห้องเครื่องอำนาจ คสช.ไม่แน่นเหมือนเดิม

หางเสือเรือแป๊ะเริ่มแกว่ง

ตามสถานการณ์ที่แรงกระเพื่อมทางการเมืองก็สวนทางขึ้นมา จากปฏิกิริยาขยับของอดีตนายกฯทักษิณโผล่ออกจากมุมมาเขย่าเกมต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

และนั่นก็กระตุกให้คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวเดินหน้าโดยอัตโนมัติ ตามที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดตามคำสั่งของกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์จ่อสรุปตัวเลขที่จะเรียกค่าเสียหายจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทีมงานอดีตรัฐมนตรี และบริษัทเอกชน

ชงลูกให้อัยการสูงสุดฟ้องแพ่งและอาญา

แต่เรื่องของเรื่อง จุดที่ฮือฮาอยู่ตรงที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดชอบทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว แบไต๋เป็นนัย ตัวโครงการจำนำข้าวไม่ก่อความเสียหาย แต่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์มีความผิดในเชิงพฤติการณ์

กลายเป็นปมที่เครือข่าย “ทักษิณ” ได้โอกาสย้อนเปรียบเทียบกับคดีซื้อที่ดินรัชดา ที่คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ คนซื้อไม่มีความผิด แต่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คนเซ็นค้ำประกันให้ภรรยา มีความผิด

นัยว่า พี่กับน้องซ้ำรอย เป็นเหยื่อความอยุติธรรม

ตามเงื่อนสถานการณ์ที่หลายฝ่ายประเมินได้ล่วงหน้า โอกาสที่ “ยิ่งลักษณ์” จะรอดจากเหตุทุจริตโครงการรับจำนำข้าวเป็นไปได้ยากมาก นั่นก็เพราะมันคือปมเหตุที่รัฐบาลทหาร คสช.ชูเป็นเงื่อนไขในการยึดอำนาจการบริหารจากอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

นั่นก็หมายถึงเกมสู้แบบคนรู้ชะตา จะละสายตาไม่ได้

หันไปอีกมุมหนึ่ง โจทย์ยากๆที่แปรผันตรงกับแรงเสียดทานรัฐบาลทหาร นั่นก็คือสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในภาวะทรงกับทรุด

เจอทั้งปัจจัยเศรษฐกิจโลกและภัยแล้งภายในประเทศ

สถานการณ์แบบที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ยอมรับผลกระทบจากความไม่แน่นอนนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ส่งผลการเงินรวนไปทั่วโลก ทำให้ไทยต้องลดการพึ่งพาส่งออกหันมากระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นหลักแทน

ปัญหาอยู่ที่ทีมงานรัฐมนตรีจะมีศักยภาพตามแผนแค่ไหน

มันจึงมีกระแสข่าวการปรับ ครม.ในกระทรวงที่มีปัญหาการบริหารไม่ทันกับปัญหา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม ฯลฯ

ตามสูตรอุดจุดโหว่ด้านบริหาร ปั่นเนื้องานกู้สถานการณ์

โดยสภาพเศรษฐกิจก็หนัก การเมืองก็ส่อป่วน อาการสนิมเนื้อในฝ่ายคุมเกมก็กัดเซาะอำนาจพิเศษ

บรรยากาศไม่เอื้อต่อการลุ้นฝ่าแนวต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

แต่จุดที่สังเกตได้ชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลง กับการปรับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่หยุดการให้สัมภาษณ์รายวัน เลิกพูดแบบปล่อยเบรกยาว นับตั้งแต่วันที่เสียอาการไปเยอะจากภาพต่อมฉุนอักเสบ โยนของใส่นักข่าว กระชากอารมณ์ใส่สื่อมวลชน

สะท้อนแรงกดดันที่อยู่เบื้องลึกในจิตใจให้คนนอกจับอาการแกว่งๆได้

โดยนายกรัฐมนตรีได้จัดเวรใหม่ในการแถลงข่าวหลังการประชุม ครม. มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแถลงชี้แจงหรือให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวแทน

แต่จุดโฟกัสจริงๆมันอยู่ที่คิว พล.อ.ประยุทธ์ได้เรียก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

พร้อมทั้งได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอ.รมน.ชี้แจงแทน เกี่ยวกับเป้าหมายของ กอ.รมน.ที่ต้องให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด โดยเฉพาะนโยบายการส่งนักศึกษาวิชาทหารหรือ รด.ลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนทั่วไปและกลุ่มวัยรุ่น

ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.อ.ธีรชัยยังกล่าวติดตลกด้วยว่า จริงๆแล้วไม่อยากพูดหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ แต่ที่ต้องพูดเพราะถูกนายกรัฐมนตรีบังคับให้พูด

เรื่องของเรื่อง มุมนี้ พล.อ.ประยุทธ์คงไม่นึกตลกด้วยแน่

เพราะตามจังหวะมันล้อกระแสกันพอดีกับภาพของผู้นำที่ “ขาลอย” จากอำนาจกองทัพ

“ผู้นำอำนาจ” กับ “ผู้คุมอำนาจ” เป็นคนละคนกัน

เป็นการชิงเล่นแต้ม ในสถานการณ์ต้นทุนหน้าตักส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ในระดับสูง คะแนนนิยมจากประชาชนยังติดลมบน เมื่อเทียบกับทีมงานอำนาจพิเศษด้วยกัน

แต่ลำพังกระแส ถ้าไม่มีฐานอำนาจกองทัพรองรับมันก็ไร้ความหมาย

ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ก็ไม่ต่างอะไรกับดาบไม้ธรรมดา

ฉะนั้นการเรียกผู้บัญชาการทหารบกมาเสริมภาวะการนำ ตามอาการของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คือการปรับท่าที ฮึดสู้กระแส “ขาลอย”

ควบแน่นอำนาจของ “รัฏฐาธิปัตย์” ยึดกองทัพเป็นฐานทรงตัว

ไม่ให้การยึดอำนาจรอบนี้ฟาวล์ซ้ำซาก

ประเทศเสียของ ตัวเองก็เสี่ยง “เสียคน”.

“ทีมการเมือง”

Leave a comment