จับอาการ “ประยุทธ์” สะท้อนห้องเครื่องขบเหลี่ยม อำนาจปีนเกลียว ผู้นำว้าเหว่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573587

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2559 05:01

 

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

จากปีใหม่สากลล่วงเลยมาถึงเทศกาลตรุษจีน วันเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แป๊บเดียวก็เข้าสู่สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์แล้ว

โดยแนวโน้มสถานการณ์ที่กระชั้นเข้าไปทุกขณะ มันก็โยงเป็นเงื่อนไขเร้าความคืบหน้าตามโรดแม็ป คสช.ที่มาถึงขั้นตอนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้เปิดโชว์โฉมร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกอย่างเป็นทางการไปแล้ว

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถึงขั้นมีคนประกาศคว่ำประชามติล่วงหน้า

ไม่ใช่แค่ฝ่ายต่อต้านที่สะท้อนสัญญาณผ่านพรรคเพื่อไทยและแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.เท่านั้น แม้แต่แนวร่วมฝั่งเดียวกันอย่างพรรคประชาธิปัตย์ หรือเครือข่ายฝ่ายที่ร่วมต่อต้านระบอบทักษิณด้วยกันมา ก็ยังออกอาการแทงกั๊กเป็นส่วนใหญ่

ยักท่าใส่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่อ้างกันว่ายังตอบไม่ตรงโจทย์

แต่ประเภทที่เสียผลประโยชน์ ไม่ยอมเสียพื้นที่ยืนในหมากกระดานอำนาจก็เยอะ

ล่าสุดนายมีชัยได้นำทีมเข้าชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นแก่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

เพื่อนำข้อเสนอแนะและข้อท้วงติงไปพิจารณาทบทวน

และนอกจากเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีประเด็นต่อเนื่องว่าด้วยเรื่องของระยะเวลาในการเลือกตั้ง ตามจังหวะที่นายมีชัยได้เปิดสูตรตัวเลขใหม่ 6–4–8–5 โดยขอเพิ่มระยะเวลาในการจัดทำกฎหมายลูกและจัดเตรียมการเลือกตั้ง ทำให้ต้องเลื่อนโปรแกรมการเลือกตั้งออกไปเป็นช่วงปลายปี 2560

ซึ่งนั่นก็ขัดกันกับที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ได้ประกาศย้ำสัญญาประชาคมไว้ก่อนหน้า ยืนยันชัดไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านประชามติหรือไม่

ก็ต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไปให้ได้ตามโรดแม็ปในเดือนกรกฎาคม 2560

“บิ๊กตู่–มีชัย” ไปกันคนละทาง ไม่ได้เตี๊ยมกันไว้

ล่าสุดนายมีชัยต้องยอมปรับขั้นตอนการร่างกฎหมายลูก กลับมาใช้โรดแม็ปเดิมคือ 6–4–6–4 เลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมตามสัญญาประชาคมที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศย้ำหลายรอบ

ตอบคำถามผู้นำนานาชาติแบบนี้มาตลอด

ที่แน่ๆโดยปมวุ่นๆของร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นของการเลือกตั้งนี่แหละ ที่กลายเป็นปัจจัยเหตุทำให้ท่านผู้นำรัฐบาลทหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ เกิดอาการนอตหลุด

“ต่อมฉุนอักเสบ” ฟาดงวงฟาดงาใส่นักข่าวกระเจิงไปตามๆกัน

ถึงขั้นที่ข้าราชการกระทรวงต่างๆ ดารานักร้องดังที่ไปร่วมงานอีเวนต์ในวันประชุม ครม.ที่ทำเนียบรัฐบาลยังสะดุ้งโหยง ตกอกตกใจกับอาการฟิวส์ขาดของนายกรัฐมนตรี

แบบที่หงุดหงิดงุ่นง่านตลอดทั้งวัน ก่อนจะถึงบทดราม่าในช่วงแถลงข่าวหลังประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ตบโพเดียมจนแว่นตากระเด็น กระชากกระดาษสคริปต์พูดทิ้งท้ายเป็นทำนอง ตั้งใจทำงานมาตลอดปีกว่าเกือบ 2 ปีไม่มีความหมาย

“ผมน่ะไร้ค่า”

แปรตามอาการที่สะท้อนออกมา ณ เบื้องหน้า มันเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจสื่อมวลชน พล.อ.ประยุทธ์โดนกดดันเรื่องความคืบหน้าตามโรดแม็ป จี้ถามเรื่องเลือกตั้งรายวัน

โดยไม่มองเนื้องานที่รัฐบาล คสช.ตั้งใจสะสางปัญหาที่หมักหมมมานาน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามอาการต่อมฉุนอักเสบขั้นรุนแรง แอ็กชั่นที่ “บิ๊กตู่” แสดงต่อหน้าสาธารณชน ถึงขั้นที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาแถลงขอโทษประ-ชาชนและสื่อมวลชนแทนนายกรัฐมนตรี

มันมีจุดที่ทำให้สังเกตได้ถึงระดับที่ผิดปกติไปมาก

หากเทียบจากฟอร์มที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็แสดงอาการหงุดหงิดใส่นักข่าวเป็นประจำอยู่แล้ว อีกทั้งปมร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นการเลือกตั้งก็เป็นหัวข้อใหญ่ที่สื่อกระแสหลักเสนอมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องที่เหนือการคาดการณ์แต่อย่างใด

แรงกดดันภายในจิตใจที่สะท้อนออกมา มันมากกว่าการระบายใส่นักข่าวที่เป็นกระโถนท้องพระโรง

เหมือนหงุดหงิดคนวงในกันเอง แต่ทำอะไรมากไม่ได้มากกว่า

แกะรอยจากถ้อยแถลงของ พล.ต.สรรเสริญ ที่บอกว่า นายกฯคงมีแรงกดดันมากพอสมควรกับความคาดหวังของประชาชนว่าจะเป็นหัวหอกนำพาประเทศไปในทิศทางส่วนใหญ่ที่สังคมต้องการ

“ผมคิดเอาเองว่า นายกฯอาจรู้สึกว่าเมื่อท่านเหลียวไปข้างหลัง ท่านเดินอยู่คนเดียวหรือเปล่า เพราะสังคมไทยส่วนใหญ่จะนิ่ง รอรับฟัง ทำให้คนตั้งใจแก้ไขปัญหารู้สึกอ้างว้างและเดียวดาย”

ลูกน้องถ่ายทอดความรู้สึกของ “นาย” ได้ค่อนข้างลึกถึงก้นบึ้งทีเดียว

ซึ่งก็แน่นอน โดยภาพรวมที่สะท้อนผ่าน พล.ต.สรรเสริญ กับความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายของ พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนถูกปล่อยให้เดินคนเดียวในหมู่ของประชาชนไทย

มันก็น่าจะหมายรวมถึงคนวงในทีมอำนาจ คสช.กันเองด้วย

ในเครื่องหมายคำถาม “ห้องเครื่อง” เรือแป๊ะ ยังแน่นอยู่หรือเปล่า

มีรายการขบเหลี่ยม ปีนเกลียวกันหรือไม่

ที่สำคัญ โดยเงื่อนสถานการณ์มันก็ล้อกับปรากฏการณ์แปร่งๆ สัญญาณแปลกๆ อย่างที่จู่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ก็พูดถึงกระแส “ปฏิวัติซ้อน” ขึ้นมาเองดื้อๆ ในท่ามกลางเหล่าขุนทหารน้อยใหญ่ ในงานสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหาร

ถามกันซึ่งๆหน้าเลยว่า ใครจะกล้าปฏิวัติ

หรือล่าสุดที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เกิดอาการต่อมฉุนอักเสบ นอกจากเรื่องรัฐธรรมนูญและเลือกตั้งแล้ว อีกปมหนึ่งก็เพราะไม่พอใจประเด็นวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร

อารมณ์ “เกร็ง” กับภาวะ “โรคแทรก”

จับอาการ “บิ๊กตู่” กำลังอยู่ในจุดอ่อนไหวกับปมปฏิวัติซ้อน

แน่นอน ว่ากันตามสถานะมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ตามสภาพของคน “ขาลอย” จากกองทัพ

โดยวันเวลาผ่านไป นับแต่หลังการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ.ควบเก้าอี้เบอร์หนึ่ง คสช. อำนาจแน่นปึ้ก

ก่อนถึงคิวเกษียณเปลี่ยนให้ “น้องรัก” อย่าง “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร สืบทอดเก้าอี้จ่าฝูงกองทัพบก โดยสายสัมพันธ์พี่ๆน้องๆ รองรับสถานะผู้นำ คสช.ก็ยังควบแน่นอำนาจไว้ได้

แต่มาถึงวันนี้เก้าอี้จ่าฝูงกองทัพบก ตกมาถึง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ที่แม้จะอยู่ในทีมบูรพาพยัคฆ์ ก็ไม่ใช่น้องรักสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตามระดับความสัมพันธ์ก็แปรผันตามระยะห่างระหว่างรอยต่อของกองทัพกับหัวหน้า คสช.

ย่อมไม่ปึ้กเหมือนยุคของ “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กโด่ง” เป็นธรรมดา

ประเมินได้จากปรากฏการณ์ร้อนๆแรงๆในห้วงที่มีการเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ.จาก พล.อ.อุดมเดชมาเป็น พล.อ. ธีรชัย ที่มีการสั่งโละของคนเก่าหมด ไม่เว้นแม้แต่ฉากฮวงจุ้ยในกองบัญชาการกองทัพบก

แสดงความเป็นตัวตนของ พล.อ.ธีรชัยได้เป็นอย่างดี

และนั่นก็โยงเป็นเงื่อนไขเดียวกันกับความสัมพันธ์ในหมู่พี่น้องบูรพาพยัคฆ์ สถานภาพของเพื่อนพ้องในทีมงานอำนาจ คสช.ที่จับมือยึดอำนาจการปกครองประเทศร่วมกันมา

ย่อมต้องแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

ยิ่งเป็นอะไรที่มีเรื่องของผลประโยชน์จากเกมอำนาจเข้ามาโยงใยอีกต่าง หาก

ตามจังหวะเดียวกันกับการพูดเรื่องการปฏิวัติซ้อนที่โรงเรียนเตรียมทหาร พล.อ.ประยุทธ์ได้เปิดปมแฉขบวนการคนระดับด็อกเตอร์ที่อ้างชื่อตัวเองและ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในการแอบอ้างหาผลประโยชน์ในโครงการของกระทรวงต่างๆ

กลายเป็นข่าวใหญ่ ไฟร้อนๆที่ พล.อ.ประวิตร ต้องรีบบอกปัด ซัดคนพยายามเตะตัดขาตัวเอง โยงกับเรื่องไม่โปร่งใส ยืนยันตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีใน 2 รัฐบาล ไม่เคยแตะต้องเงินสักบาท

อีกคนก็คือ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ก็ต้องเคลียร์ข้อมูลที่ขบวนการแอบอ้างดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงกับทีมงานที่ปรึกษาของตัวเอง โดยปฏิเสธไม่ได้ร่วมรับรู้ด้วยแต่อย่างใด

พี่ น้อง เพื่อน ต้องเคลียร์ตัวเองเป็นพัลวัน

ภาพออกมาในมุมที่ พล.อ.ประยุทธ์ “หัวไม่ส่าย” แต่ต้องเสี่ยงกับลำตัวและส่วนหางที่โดนขบวนการทุจริตคอร์รัปชันแฝงตัวหาผลประโยชน์กับทีมงานอำนาจพิเศษ

และนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกับสถานะของ “บิ๊กตู่” ที่ถูกปล่อยให้ลอยเดี่ยว

ตามภาพในมโนแบบที่ พล.ต.สรรเสริญคิดแทนนายว่า เหมือนถูกปล่อยให้เดินอยู่คนเดียว จนเริ่มรู้สึกถึงความอ้างว้างเดียวดาย ชักจะไม่มั่นใจกับการที่ต้องแบกภาระของคนทั้งชาติไว้บนบ่าโดยลำพัง

แน่นอน ด้วยภาวะเยี่ยงนี้ เป็นใครก็ต้องหวั่นไหว

เพราะการตัดสินใจของผู้นำที่ไร้ปัจจัยรองรับอำนาจ โดยเฉพาะระยะห่างจากกองทัพที่ไกลออกไป

มันเป็นอะไรที่ขาดความเชื่อมั่น

นั่นก็เพราะความหมายมันต่างกันเยอะระหว่างคำ 2 คำ

“ผู้นำอำนาจ” กับ “ผู้คุมอำนาจ”.

“ทีมการเมือง”

Leave a comment