ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/583164
โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ก.พ. 2559 05:01

มวลอากาศเย็นกลับมาปกคลุมประเทศไทยอีกเป็นรอบที่ 3 รอบที่ 4 ทำให้พื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน รวมถึงภาคกลางอุณหภูมิลดต่ำลง 4–5 องศา
อากาศเปลี่ยนแบบวูบวาบเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวส่งผลต่อสุขภาพชาวบ้านพานจับไข้ไปตามๆกัน
ซึ่งนั่นก็แปรผันตามบรรยากาศทางการเมืองที่เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อน สะท้อนจากปรากฏการณ์ล่าสุดที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้ส่งสัญญาณโดยการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศ
แสดงท่าทีพร้อมเจรจากับฝ่ายคุมเกมอำนาจ เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า
แต่นั่นก็ไม่ได้รับการสนองตอบจากอีกฝ่ายแต่อย่างใด
ไล่กันตามลำดับชั้น ตั้งแต่ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นด่านแรกที่ออกมาแถลงบอกปัดแทนรัฐบาล คสช.ไม่รับ “เทียบเจรจา” จากอดีตนายกฯทักษิณ
เพราะ คสช.ไปคุยกับคนทำผิดไม่ได้
ขณะที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช.พูดนิ่มๆแค่ว่า อดีตนายกฯทักษิณจะพูดอะไรก็ให้เขาพูดไป อย่าไปให้ความสนใจมาก
ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อน ไปช่วยกันดูเรื่องภัยแล้งก่อนดีกว่า
ส่วนหัวขบวนอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ก็ตัดบทห้วนๆ ไม่ได้มองอดีตนายกฯทักษิณแสดงท่าทีพร้อมเจรจา มองทำไม
หากต้องการคุยกัน ก็ขอให้คุยด้วยกฎหมายเท่านั้น
คสช.ปิดประตูล็อกกลอน
และแน่นอนเมื่อไม่มีสัญญาณตอบรับเชิงบวกจากทีมรัฐบาลทหาร “ทักษิณ” ตบมือข้างเดียวไม่ดัง
จาก “เทียบเจรจา” ก็แปรสภาพเป็น “เทียบท้ารบ” ทันที
ตามจังหวะอดีตนายกฯทักษิณที่มาปักหลักอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวต่างประเทศ เปิดปฏิบัติการ “ปล่อยของ” ระลอกที่สอง
ตีกราดดะเครือข่ายอำนาจ คสช.
ถล่มยับร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นรัฐธรรมนูญบ้าคลั่ง ล้าหลังเหมือนประเทศเกาหลีเหนือ
เย้ยแกมบลัฟรัฐบาลทหาร คสช.อยู่ในอำนาจต่อไปจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจเลวร้ายลงไปอีก เพราะทหารขาดวิสัยทัศน์และความฉลาดที่จะแก้ปัญหา
ฟันธงสถานการณ์เยี่ยงนี้ รัฐบาล คสช.จะเพลิดเพลินอยู่ในอำนาจอีกไม่ได้ เพราะไม่มีเผด็จการที่ไหนที่ไม่ใส่ใจประชาชนจะอยู่ได้นาน
ย้ำด้วยความมั่นใจจะกลับประเทศไทยได้โดยไม่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย
“ทักษิณ” ท้าทาย เมื่อไม่คุยก็พร้อมรบกัน
และในจังหวะต่อเนื่องกันเลย กับการขยับของตัวละครสำคัญอีกคน “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เปิดบ้านปิ่นประภาคม
แถลงข่าวใหญ่ เปิดเกมไล่ คสช.รีบสละอำนาจ
แสดงตนในฐานะนายทหารรุ่นพี่ สอนมวยเชิงขู่ท็อปบูตรุ่นน้อง ถ้าไม่รีบเสียสละคืนอำนาจให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในปี 2559 ลากยาวอำนาจออกไป อย่าว่าแต่ 5 ปี แค่ 5 เดือนยังไม่ไหว
อาจซ้ำรอยอดีตรัฐบาลที่ตอนเข้ามาได้รับดอกไม้ตอนออกไปได้รับก้อนอิฐ
ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นความบังเอิญ ที่ “บิ๊กจิ๋ว” ออกมากระตุกขา คสช. ในจังหวะไล่เลี่ยๆกับ “ทักษิณ” ขยับตัวแรง ตามรูปการณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญทางการเมือง
ตามโทนเรื่องเดียวกันพอดิบพอดี
เบื้องต้นเลย ก็อย่างที่ฝ่ายต่อต้านอ่านไต๋ วิเคราะห์ปัจจัยเหตุที่อดีตนายกฯทักษิณโผล่กลับมาเคลื่อนไหว ในจังหวะที่คดีความสำคัญของคนในตระกูล “ชินวัตร” กำลังคืบเข้าจุดได้เสีย
โฟกัสไปที่คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของน้องสาว ล่าสุดอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางมาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟังการสืบพยานโจทก์นัดที่ 3 แล้ว
แต่ที่ส่อแววระทึกกว่าก็คือ คดีฟอกเงิน อันสืบเนื่องจากการทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กลุ่มกฤษดามหานคร ที่ล่าสุดมารดาและสามีของนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ได้เข้าให้ปากคำกับสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกี่ยวกับปมเงินจากผู้บริหารกฤษดานครโอนเข้าบัญชี
ขณะที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของอดีตนายกฯทักษิณ ได้นัดหมายจะเดินทางเข้าให้ปากคำกับดีเอสไอในฐานะพยานวันที่ 4 มีนาคม เพื่อชี้แจงปมรับเงิน 10 ล้านบาท
โดยทางอัยการเจ้าของคดีระบุว่า ได้สอบปากคำพยานในคดีทุจริตเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ไปกว่า 200 ปากแล้ว มั่นใจจะสามารถสรุปสำนวนได้ภายในเดือนเมษายนนี้
ชะตากรรมของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน นี่แหละที่ “นายใหญ่” นิ่งอยู่ไม่ได้
อย่างไรก็ตาม โดยปัจจัยคดีของคนในครอบครัวจ่อคอหอยนั่นก็มีน้ำหนักส่วนหนึ่ง แต่มันยังมีองค์ประกอบนอกเหนือจากนั้น ประเมินตามเงื่อนไขในการขยับของ “ทักษิณ” เชื่อมโยงต่อเนื่องกับการออกมาเคลื่อนไหวของ “บิ๊กจิ๋ว” ที่ถือสคริปต์เดียวกัน
มุ่งไปที่การเขย่าร่างรัฐธรรมนูญ “มีชัย” ไล่รัฐบาลทหาร คสช. เร่งคิวเลือกตั้ง
อันเป็นความหวังสูงสุดของยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่จะได้พลิกกลับมาเป็นฝ่ายกุมอำนาจบริหารประเทศไทย ภายใต้ความมั่นใจที่กุมความได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง
ทิ้งไพ่ทีเดียวหวังคั่วได้หลายหน้า
เหนืออื่นใด โดยจังหวะการเดินแต้มของโคตรเซียนการตลาดอย่าง “ทักษิณ” ก็เลือกมาในสถานการณ์ที่รัฐบาล คสช.กำลังเผชิญแรงเสียดทานหนักขึ้นตามลำดับ
ส่อเค้าจะลากเรือแป๊ะต่อไปลำบาก
ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับภาวะความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่มีแต่ข่าวลบรายวัน กดดันทั้งปัจจัยภายในภายนอกประเทศ หนีไม่พ้นสถานการณ์ความเดือดร้อนลามถึงปัญหาปากท้องชาวบ้าน
กระตุกอาการหงุดหงิด เร้าหัวเชื้อชนวนป่วนการเมือง
ไหนจะแรงกดดันจากนานาชาติ อย่างที่ พล.อ.ชวลิตปูดข่าวทางลึก ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ ฝ่ายการเมืองและคณะ เดินทางมาประเทศไทยเพื่อติดตามสถานการณ์ทางการเมือง โดยหวังให้ประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย
สถานการณ์คืบเข้าใกล้ “จุดตาย” ตามฟอร์มการบริหารของรัฐบาลท็อปบูต
นั่นไม่เท่ากับว่า โดยกระแสการปฏิรูปตามธงเป้าหมายของ คสช.ก็ไม่คืบหน้าไปไหน วนไปวนมาก็หนีไม่พ้นวังวนวิกฤติความขัดแย้งตั้งแต่ก่อนการยึด
อำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 “อำนาจพิเศษ” ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” อย่างที่คนคาดหวังกันไว้
ตามปรากฏการณ์ที่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่โดนต่อต้านหนัก ทั้งจากฝ่าย “ทักษิณ” และเครือข่ายฝ่ายต้านระบอบ “ทักษิณ” ด้วยกันเอง
รับไม่ได้กับแนวคิดการเปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก วิธีการได้มาซึ่ง ส.ส.และ ส.ว.ด้วยระบบการเลือกตั้งที่ลักลั่น หรือการให้อำนาจองค์กรอิสระโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญจนล้นฟ้า
ชั่งน้ำหนักแล้ว ประชาธิปไตยไม่ถึงครึ่งใบด้วยซ้ำ
และยังมาตอกย้ำด้วยข้อเสนอแหลมๆคมๆจากคณะรัฐมนตรี ยื่นโจทย์ให้ทีมงานร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัย ออกแบบการบังคับใช้รัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ขยัก คือช่วงคุมสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน และช่วงการใช้รัฐธรรมนูญในระยะปกติต่อไปตามระบอบประชาธิปไตย
อันเป็นที่มาของตัวเลข 5 ปี และ 20 ปีตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศ
กระตุกกระแสต่อต้าน คสช.ลากยาวอำนาจ ถึงขั้นที่มีการย้อนไปเทียบกับปรากฏการณ์ในอดีตยุคเดือนตุลาฯ 2519 ที่ทหารยึดอำนาจการปกครอง วางแผนปฏิรูปเป็นขั้นบันได
แต่สุดท้ายไปไม่รอด โดนประชาชนต่อต้านจนเกิดเหตุนองเลือด
แน่นอน ฝ่าย “ทักษิณ” ก็คงมโนภาพตามนี้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนที่สถานการณ์จะไหลไปถึงจุดอันตรายอย่างที่ลุ้นกัน มันก็ยังมีช่วงขั้นจังหวะ
ตามรูปการณ์อย่างที่ประเมินยุทธศาสตร์ได้ รัฐบาลทหาร คสช.พยายามทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ขุมข่ายของกองทัพ นักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ในการรณรงค์ให้ประชาชนและกลุ่มวัยรุ่นเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ อีกด้านกระทรวงมหาดไทยเดินหน้ารณรงค์ผ่านเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน ให้เข้าใจ
หรือแม้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ผู้ใช้สิทธิลงประชามติมีอายุ 18 ปีนับถึงวันที่ทำประชามติคือเดือนกรกฎาคม 2559 จากเดิมกำหนดแค่วันที่ 1 มกราคม หวังเพิ่มฐานเสียงวัยรุ่นเข้ามาช่วยลุ้นคะแนนสนับสนุน
ชัดเจน คสช.ทำทุกวิถีทางที่จะผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยให้ผ่านประชามติให้ได้
และก็ชัวร์ว่า อีกฟากหนึ่งเครือข่าย “ทักษิณ” ก็ต้องออกแรงคว่ำประชามติให้ได้ แบบที่ทั้ง “ทักษิณ” และ “บิ๊กจิ๋ว” ส่งซิกสัญญาณถล่มแหลกร่างรัฐธรรมนูญ “มีชัย”
ต่างฝ่ายต่างวิ่งสู้ฟัดเต็มที่
สรุปว่าปัญหาเดิมๆ มหากาพย์ความขัดแย้งในเมืองไทยตั้งแต่ก่อนปฏิวัติเดือนกันยายน 2549 ผ่านมาเกือบ 10 ปี ก็ยังวนอยู่ที่เดิม คู่ต่อสู้ก็ยังหน้าเก่า
“ทักษิณ” ต้องการกลับบ้านอย่างเท่ๆเพราะตัวเองไม่มีความผิด ตรงกันข้ามเครือข่ายฝ่ายต้านอำนาจก็ไม่ยอมให้คนโกงลอยนวล ล็อกเกมเลือกตั้งที่ “นายใหญ่” กุมความได้เปรียบไว้
ประเทศไทยเลยติดหล่มประชาธิปไตย
แต่มันก็เป็นอะไรที่จะได้วัดกัน ณ “ด่านแรก” ถ้าไม่มีอะไรพลิกผันตัดหน้า ผลของการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ในเดือนกรกฎาคม 2559
จะสะท้อนว่า “ทักษิณ” หรือทีมงาน คสช. ใครที่ทำโจทย์การบ้านถูกมากกว่า
ที่สำคัญมันจะเป็นตัวบ่งชี้สถานการณ์ “เปลี่ยนผ่าน” ประเทศไทย เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางบวกหรือลบ พอเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มากน้อยแค่ไหน
หรือจะยิ่งมืดมนไปกันใหญ่.
ทีมการเมือง