ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/579992
โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ก.พ. 2559 05:01

ถึงเวลาคนไทยต้องหลอมรวมพลังส่งกำลังใจให้พ่ออีกครั้ง
ภายหลังแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 20 ต่อเนื่องฉบับที่ 21
ขณะที่สำนักพระราชวัง ได้จัดตั้งโต๊ะให้คณะบุคคลทั่วไปเดินทางมาลงนามถวายพระพร ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. คณะรัฐมนตรี ผู้นำเหล่าทัพ ตลอดจนประชาชนทั่วไปเดินทางร่วมลงนามถวายพระพร
เพื่อให้ทรงหายจากอาการประชวรโดยเร็ววัน
ท่ามกลางบรรยากาศวุ่นๆสารพัดเรื่องร้อนๆที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาลทหาร คสช.ไหนจะแรงป่วนทางการเมือง ไหนจะปัญหาเศรษฐกิจ ไหนจะภารกิจตามโรดแม็ปที่กระชั้นเข้ามาทุกที
งานเข้าแบบที่ไม่ได้พักหายใจหายคอ
และก็เป็นอะไรที่ยิ่งพยายามแก้ปัญหาก็เหมือนยิ่งเพิ่มปมความขัดแย้งมากขึ้น
ผ่านมาปีครึ่ง นับตั้งแต่การยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ถึงตรงนี้คำว่า “ปรองดอง” อันเป็นเงื่อนไขหลักยังไม่มีวี่แวว แต่แนวโน้มหัวเชื้อความแตกแยกที่ถูกกดไว้ด้วยอำนาจพิเศษกำลังเริ่มผุดกลับมา
สวนทางกับภาวะอำนาจพิเศษที่เริ่มอ่อนกำลัง
ตามสถานการณ์ความปั่นป่วนวุ่นวายที่ไหลมาถึงจุดที่เกิดภาพสะท้อนใจคนไทยเมืองพุทธ กับฉาก “ม็อบพระ” เผชิญหน้ากับทหาร
ที่มีการสกัด ขัดขวางไม่ยอมให้เข้าไปชุมนุมที่พุทธมณฑล
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ ได้จัดประชุมสกัดแผนล้มล้างการปกครองคณะสงฆ์ไทย
อ้างเหตุเนื่องจากรัฐบาล คสช.ปล่อยให้กลุ่มคนบางกลุ่มออกมาย่ำยีคณะสงฆ์
โดยธงที่มีการโยงไปที่ปมความขัดแย้งในการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ที่ 20 ของประเทศไทย ที่เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันกับศึก “ธรรมกาย” พาดเกี่ยวไปถึงการเมืองเรื่องของ “ระบอบทักษิณ” กับฝ่ายต้าน
สถานการณ์ขมวดปมมาเป็นเรื่องเดียวกัน การแบ่งขั้วแตกแยกในหมู่คนไทย
และก็เป็นอะไรที่ “อุ่นเตา” ติดแล้ว
แกะรอยจากข้อร้องเรียนของคณะสงฆ์ที่ยื่นถึงรัฐบาล คสช.ประกอบด้วย ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการปกครองของคณะสงฆ์
ขอให้นายกรัฐมนตรียึดถือการดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) ในการเสนอสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เป็นสมเด็จพระสังฆราช
รวมถึงขอให้ทางรัฐบาลสั่งให้หน่วยราชการไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ด้วยการใช้กฎหมาย
และขอให้บรรจุพระพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน
ยื่นโจทย์ยากกดดันวัดใจรัฐบาลทหาร
ที่แน่ๆงานนี้จะประมาทพระไม่ได้ ในเมื่อเครือข่ายพระสงฆ์ได้เคลื่อนไหวแสดงพลัง “สังฆามติ” อย่างที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้า
ฝ่ายหนุน “สมเด็จช่วง” เครือข่ายธรรมกายไม่ธรรมดาแน่
ในขณะที่อีกด้าน ตามสัญญาณการเคลื่อนไหวของ “พุทธะอิสระ” อดีตแกนนำม็อบ กปปส.ที่แสดงตัวแสดงตนเป็นหัวหอกในการต่อต้านการตั้งสมเด็จวัดปากน้ำเป็นสังฆราชองค์ที่ 20 ต่อเนื่องกับการเดินหน้าจัดการกับ “ธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย
ประกาศยอมถูกตัดหัวหากสามารถกำจัด “อลัชชี” พ้นธรรมวินัยได้
แต่ที่ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เพราะโดยการเคลื่อนไหวของ “พุทธะอิสระ” ก็บังเอิญสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับกระบวนการทางกฎหมายในคดีที่เกี่ยวพันกับ “สมเด็จช่วง” และธรรมกาย
อย่างที่เห็นในจังหวะไล่เลี่ยกับเครือข่ายสงฆ์แสดงพลัง “สังฆามติ” กดดันการแต่งตั้งสังฆราช ก็เป็น พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ออกมาเปิดเผยผลการตรวจสอบรถเบนซ์โบราณ หมายเลขทะเบียน ขม 99 ที่ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
เป็นรถยนต์ผิดกฎหมายทุกขั้นตอนการจดทะเบียน
ตอกย้ำ “ตำหนิ” ของ “สมเด็จช่วง” ให้ฝ่ายต่อต้านได้หยิบเอามาขยายปมความชอบธรรม
และนั่นก็เข้าเงื่อนไข อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานรัฐบาล คสช.ยืนยันจะไม่เดินหน้ากระบวนการแต่งตั้งสังฆราชองค์ใหม่ ตราบใดที่ยังขัดแย้งและยังไม่เคลียร์
ปมสังฆราชองค์ที่ 20 กลายเป็นหัวเชื้อระเบิดเวลา
อย่างที่รู้กันปมศาสนาเป็นเรื่องอ่อนไหว ความเชื่อของคนเป็นอันตราย
ที่แน่ๆเมื่อ “พระ” ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนคนไทยพุทธ ภาพของ “ผู้บริสุทธิ์” จากกิเลสยังไม่เว้นถูกลากมาในวังวนความขัดแย้ง แก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์
เมืองไทยแทบไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวแล้ว
และก็ครบทุกภาคส่วนแล้วเหมือนกัน ไล่เรียงกันตามปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวภายใต้ฉากร้อนๆบรรยากาศการเมืองที่เต็มไปด้วยการแสดงพลัง
ส่งสัญญาณถึงฝ่ายคุมเกมอำนาจให้ต้องฟังเสียงนกเสียงกา
ก่อนหน้าคิวของ “ม็อบพระ” เครือข่ายสงฆ์ ก็เป็นในส่วนของนักศึกษาที่มีการยื้อยุดฉุดกระชากเอาล่อเอาเถิดกับทหารในการล้อการเมืองในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เครือข่ายนักวิชาการที่จัดเสวนาวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไล่เลี่ยกันก็เป็นคิวที่กำนันผู้ใหญ่บ้านนัดรวมตัวคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”
ไม่ต้องพูดถึงนักเลือกตั้งที่ส่งเสียงเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อก เปิดไฟเขียวพรรคการเมืองจัดกิจกรรม กลับมาดำเนินงานทางการเมืองได้
พระ นักศึกษา กำนันผู้ใหญ่บ้าน นักการเมือง กระตุกแรงกระเพื่อมไปทุกจุด
และอีกมุมหนึ่งที่จับจุดกันได้ โดยความเคลื่อนไหวก็เกิดในห้วงจังหวะที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เปิดรับฟังความคิดเห็นในการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญก่อนจะสรุปร่างสุดท้ายในวันที่ 29 มีนาคม
ถือเป็นช่วงนาทีทองของการ “ยื่นโพย”
โดยเงื่อนไขสถานการณ์มันก็มองได้ ในเหลี่ยมที่ฝ่ายต่างๆเดินหมากในเชิงสำแดงพลัง ภายใต้มุมความเคลื่อนไหวที่มีวาระหลักและวาระรอง
แฝงธงของแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายที่ต้องการล็อกผลประโยชน์ในกติกาใหม่
แบบที่เห็นๆกัน ข้อเรียกร้องของคณะสงฆ์นอกเหนือจากการกดดันให้รัฐบาลตั้งสังฆราช ในข้อ 4 ที่ขอให้บรรจุพระพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติในร่างรัฐธรรมนูญ
หรือในขบวนล้อการเมืองงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ก็มีหุ่นล้อเลียนนายมีชัย ฤชุพันธุ์ พร้อมข้อความแสบๆคันๆ “ฟรีซแลนด์ ห้ามคว่ำ ห้ามเผลอ เดี๋ยวเจอกัน”
สะท้อนถึงการต่อต้านรัฐธรรมนูญ ฉบับ “มีชัย” ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการสืบทอดอำนาจ ให้องค์กรอิสระและวุฒิสภา ควบคุมฝ่ายการเมืองจากการเลือกตั้ง
ขณะที่การเสวนาอภิปรายหัวข้อ “อวสานโลกสวย : วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559” ที่จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ บรรดานักวิชาการชื่อดังก็วิพากษ์กันแบบตรงๆแรงๆ
ทั้งการครอบงำรัฐบาลใหม่ให้อยู่ใต้อำนาจ คสช. ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญอยู่เหนือทุกอำนาจ ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอย้อนยุคถอยหลังลงคลอง
สรุปคือไม่สามารถแก้วิกฤติประเทศได้ แค่ร่างไปตามจินตนาการ
ส่วนการนัดชุมนุมของสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านก็คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยที่บัญญัติไว้เฉพาะการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ได้บัญญัติการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค เหมือนในรัฐธรรมนูญ 2550
ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงในจุดนี้ก็เสี่ยงมีผลเสียดทานในการประชามติ
หันไปที่โพยจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สนช.) ก็แบไต๋ชัดเจนมาเลยกับข้อเสนอให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหาทั้งหมด
พวกถนัดเกม “ลากตั้ง” ก็จ้องลุ้นโบนัสเป็น ส.ว.ต่อเลย
และก็แน่นอนพรรคการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพ ก็ไม่เอาด้วยกับระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนตามความนิยม สูตรคำนวณพิสดารเพื่อให้ได้จำนวน ส.ส.ของแต่ละ พรรคที่สะท้อนความนิยมที่แท้จริงของประชาชน จากการลงคะแนนเลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียว
พรรคการเมืองใหญ่เสียเปรียบ มีแค่พรรคการเมืองขนาดกลางที่ได้ประโยชน์เต็มๆ
จึงเห็นได้ว่า ต่างกลุ่ม ต่างฝ่าย ต่างได้จังหวะเคลื่อนไหวสำแดงพลังกดดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ซึ่งก็ยากจะหาจุดลงตัวเจอ เพราะอีกฝ่ายได้ อีกฝ่ายเสีย
และก็แน่นอน โดยบรรยากาศของการสำแดงพลังกดดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่น่าจะเร้าไปถึงการทำประชามติ จุดเดิมพันสุดท้าย ฝ่ายเสียผลประโยชน์ก็ต้องออกแรงคว่ำประชามติเต็มที่
แม้จะมีเสียงขู่จากรัฐบาล คสช.ให้ระวังหมิ่นเหม่ผิดกฎหมายก็ตาม
ตามรูปการณ์ ที่กลุ่มต่างๆเริ่มกล้าขยับเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลทหาร คสช. ใช้ “กฎหมู่” ลองเชิงกดดัน “กฎหมาย”
“ประกาศห้ามชุมนุม” ของ คสช.ชักจะไม่อยู่ในสายตา
ล้อตามระดับความขลังของอำนาจพิเศษที่เริ่มล้า ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ไม่ศักดิ์สิทธิ์
โดยสถานการณ์แปรผันตามอาการขุมอำนาจ คสช.กำลังแกว่ง จากกระแสความหวาดระแวงกันเองในหมู่พี่ๆน้องๆฝ่ายคุมเกม
รัฐบาลพิเศษ อำนาจผสม เริ่มภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ถดถอยตามเงื่อนเวลาของอำนาจพิเศษที่จะสั้นกว่ารัฐบาลปกติทั่วไป
นี่จึงเป็นที่มาของปรากฏการณ์ “ดื้ออำนาจ” แรงกระเพื่อมจากทุกจุดรุมเขย่า คสช.
ในเครื่องหมายคำถาม ถึงตอนประชามติจะเอาอยู่หรือไม่.
ทีมการเมือง