ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/580415
โดย ทีมข่าวการเมือง 22 ก.พ. 2559 05:01

“แม่น้ำ 5 สายต้องผลักดันวาระของชาติเรื่องรู้รักสามัคคี”
“แยกระดับรากหญ้าเป็นชนชั้นกลาง”
“ออกแบบรัฐธรรมนูญไม่ให้การเมืองกลับไปสู่วงจรแบบเดิมและไม่ให้ทหารปฏิวัติอีก”
ข้อเสนอแนะต่อ คสช.ของ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) ชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สายการเมือง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบว่าด้วยเรื่องปรองดอง
แต่ข้อเสนอแนะเหล่านั้นที่เคยเสนอในช่วงรอบปี 58 ก็ค่อยๆจางหายไปตามกาลเวลา รวมถึงผลสรุปการสร้างความปรองดอง ที่สังคมพูดถึงกันมากก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก
มาถึงวันนี้ นายเอนก บอกล่วงหน้าเอาไว้ ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ถึงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เพราะเป็นอดีต กมธ.
แต่จะขอเติมเต็มเฉพาะประเด็นที่สังคมเกาะติด ในปรากฏการณ์ที่ คสช.อยู่นานจากที่เคยวางตัวเป็นกรรมการเข้ามาห้ามศึก 2 ขั้วการเมืองทะเลาะเบาะแว้งกัน ก็กลายเป็นคู่ขัดแย้งไปเสียแล้ว
และปัญหาใหม่ๆก็แทรกเข้ามา ทั้งความอ่อนไหวของเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะถูกคว่ำในชั้นการทำประชามติหรือไม่
ความมั่นคงใน คสช.ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ถือธงคุมอำนาจมีรอยปริร้าวให้เห็น จะถึงขั้นกระชับอำนาจกันใหม่อีกรอบก็ได้
จะเดินไปถึงขั้นนั้นได้อย่างไร ลองไปติดตามผลการศึกษาเรื่องนี้ของ นายเอนก โดยฉายภาพให้เห็นประเทศไทยใน “ยุคบูรพาภิวัตน์ โลกที่เปลี่ยนไปจาก 14 ตุลาคม 16 ถึง 14 ตุลาคม 58” ซึ่งโลกใบนี้เต็มไปด้วยความพิศวง
แต่ชาว 14 ตุลา 16 มักเป็นคนที่เห็นโลกอย่างมั่นใจ อย่างแน่วแน่ที่สุด รู้ล่วงหน้าว่าโลกจะไปทางไหน ประเทศจะไปทางไหนอะไรคือเรื่องที่ก้าวหน้า อะไรคือเรื่องที่ล้าหลังชาว 14 ตุลา 16 มั่นใจไปหมดแทบทุกเรื่อง
เอาเข้าจริงแล้วโลกใบนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิด โลกนั้นเต็มไปด้วยความน่าพิศวง มีการเปลี่ยนแปลงมากมายที่ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดคิด ไม่ได้เป็นไปตามที่เราตั้งใจจะให้เป็น
ฉะนั้นเมื่อ 14 ตุลา 16 คือการระเบิดตูมใหญ่ เป็น “บิ๊กแบง” ของการมองโลขณะที่ 14 ตุลา 58 น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะใช้ความคิด ใช้ปัญญาที่สุกงอม นำเอาประเทศที่ 14 ตุลา 16 ปลดปล่อยออกมาจากคอกความคิดเดิม ให้ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ อย่างมีโอกาส อย่างมีทางเลือกใหม่ๆ
ประเทศไทยต้องหยุดการเป็นประเทศลูกไล่ ต้องทำตนเองให้เป็นชาติมหาอำนาจระดับกลาง ไม่ใช่คิดแต่จะเป็นพันธมิตรของมหาอำนาจเท่านั้น
และการคิดเรื่องประชาธิปไตยก็ไม่ควรคิดแบบในยุคสงครามเย็นอีกต่อไป มันอาจจะไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบนี้ แต่มันก็อาจจะไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบนั้น
แต่มันอาจจะเป็นประชาธิปไตยแบบของมันเอง ที่เกิดจากภูมิปัญหาของไทย เพื่อทำให้ประเทศไทยขยับไปข้างหน้าอย่างสมดุล
เป็นอีกข้อเสนอที่ นายเอนก ต้องการให้ผู้มีอำนาจรัฐ นำไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ยกระดับประเทศไทย ให้ยืนตระหง่านอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างสมดุล
แต่จะเดินหน้าไปถึงขั้นนั้นได้ ต้องทำให้การเมืองของทหารนิ่งเสียก่อน แต่จากการศึกษามาตั้งแต่ยุคจอมพล ป.พิบูลสงครามพบว่า ความท้าทายเกิดจากความขัดแย้งภายในกองทัพเกือบทุกยุคสมัย
เช่น ยุคจอมพล ป.ล้มจบเห่ เพราะเจอความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่ม พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งมีจอมพล ป.เป็นตัวบาลานซ์เตอร์ ในที่สุดก็เสียสมดุลไป เมื่อ พล.ต.อ.เผ่าขยับ แต่กลุ่มนายทหารนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ขยับเร็วกว่า ระบบจอมพล ป.ก็ล้มพับ
ฉะนั้นรัฐบาลทหารจะอยู่ในอำนาจบริหารประเทศได้นานหรือไม่ ความท้าทายล้วนมาจากปัจจัยภายใน
เพราะเมื่อยึดอำนาจได้ใหม่ๆ การแบ่งอำนาจการแบ่งหน้าที่และผลประโยชน์จะไม่เป็นปัญหา ยังมุ่งหน้าจัดการเปลี่ยนผ่านอำนาจและจัดการฝ่ายตรงข้ามที่ตัวเองเข้ามาแทนที่
พออยู่นานเข้าก็จะเป็นธรรมชาติของอำนาจ น้ำหนักจะเหวี่ยงมาที่การจัดการภายใน
ถ้าภายในไม่มีปัญหาก็จะอยู่ในอำนาจได้นาน เพราะแรงท้าทายจากภายนอกมันน้อยกว่าเยอะ เมื่อเทียบกับความขัดแย้งภายใน
อย่าลืมว่าความขัดแย้งจากภายนอก ไม่ว่าเป็นวิกฤติร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติหรือไม่ วิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาการชุมนุมของมวลชน ไม่น่าจะเป็นห่วง ยังพอมีวิธีแก้ไขให้ผ่านไปได้ด้วยดี
ที่น่าเป็นห่วงจริงๆขอย้ำว่าเป็นปัจจัยแตกแยกจากภายใน
ในฐานะนักวิชาการที่ได้ศึกษาและเห็นอะไรมาตั้งแต่ยุคจอมพลป. คิดว่าขณะนี้รัฐบาลในแง่ความมั่นคงก็รักษาไว้ด้วยความสามัคคีภายใน ขึ้นอยู่กับกี่ค่ายกี่กลุ่มในนั้น ต้องจัดการตัวเองให้ดี ถือว่าได้เอาความรู้ที่เห็นในช่วงอื่นๆมาให้ดูแล้ว
ยกเว้นช่วงพฤษภาทมิฬ สมัยนั้นพลังมวลชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านทหารเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ตอนนี้พลังที่จะเป็นลบกับทหารและจากปัจจัยภายนอกยังไม่เป็นน้ำหนึ่งอันหนึ่งอันเดียวกัน
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า คสช.จะอยู่ยาวไปทำไมในเมื่อการสร้างความปรองดองไม่คืบหน้า ยิ่งอยู่นานยิ่งมีปัญหาต่างๆถาโถมเข้าหา และยิ่งสร้างปัญหาความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา นายเอนก บอกว่า ขณะนี้เกมปรองดองมันเปลี่ยน กระบวนการปรองดองจะต้องรอจังหวะเวลา
และที่ คสช.อยู่ยาวเพื่อต้องการให้ประเทศขยับไปข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการขยับที่ถูกหรือผิดก็ว่ากันไป แต่ตอนนี้กองทัพไม่อนุญาตให้การเมืองเหมือนเดิม
นับจากนี้ไปการเมืองไทยจะไม่หวนกลับมาสู่รูปแบบเก่าๆ หากกลับไปเหมือนเดิมอีกขั้วการเมืองหนึ่งได้เป็นรัฐบาล อีกขั้วการเมืองตรงข้ามก็ปลุกมวลชนขับไล่อีก
ฉะนั้นเป็นเหตุและผลที่ฝ่ายความมั่นคงจะปล่อยให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไป
หลายฝ่ายมองไกลถึงขั้นการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลปรองดอง เพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติติดหล่มขัดแย้ง นายเอนก บอกว่า พรรคใหญ่อีกขั้วจะไม่ชนะเลือกตั้ง ขณะที่พรรคใหญ่อีกขั้วชนะเลือกตั้ง
ทหารจะใช้วิธีทำลายพรรคที่ชนะเลือกตั้งให้สิ้นซาก ก็ไม่มีทางทำได้ และจะป้องกันไม่ให้
พรรคใหญ่ที่แพ้ขึ้นมาสร้างความขัดแย้งอีกก็เป็นไปไม่ได้ทางออกของกองทัพจะต้องทำให้เกิดรัฐบาลผสมขนาดใหญ่ สูตรนี้ทหารต้องเข้ามาคุมทิศทาง ไม่เช่นนั้นพรรคใหญ่อีกพรรคได้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคใหญ่อีกพรรคจะยอมหรือไม่
หรือพรรคใหญ่พรรคนี้เป็นรัฐบาล ทหารจะไว้ใจได้หรือไม่ ถ้าพรรคใหญ่ที่ได้เป็นนายกฯแล้ว ทหารจะไว้ใจได้หรือไม่ว่าจะไม่หักทหาร ทั้งล้างแค้น คิดบัญชี เข้าไปเปลี่ยนแปลงในกองทัพ
เมื่อทหารไม่กล้าให้ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องหาคนที่ไว้ใจได้เข้ามาเป็นนายกฯ จะเป็นนายทหารคนเดิมในตำแหน่งหรือเอาคนในพรรคการเมืองอื่นๆที่ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน แต่มีแนวโน้มจะเข้าใจทหารเข้ามาร่วมด้วย
และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้นทหารจะโน้มน้าวจูงใจให้เห็นว่า ถ้าต้องการปรองดอง มีการอภัยโทษ การนิรโทษกรรมต้องเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อช่วยประคับประคองรัฐบาล
ในที่สุดจะมีโอกาสเกิดรัฐบาลปรองดอง เพื่อให้บ้านเมืองต้องมีทางเดิน แต่พวกเราไปมองอีกมุมว่าสูตรนี้จะเดินไปได้หรือ
ต่างกับทหารที่ยืนอยู่ตรงนั้น และไม่มีทางไป แต่ต้องเดินไป ข้างหน้า ถ้าไม่ทำอะไรก็กลับไปสู่การเมืองรูปแบบเดิมๆ จะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้
หรือจะยืนหยัดเป็นรัฐบาลทหารแบบพม่าต่อไปก็ไม่ได้อีก เพราะคนไทยอย่าไปวางใจว่าเขาจะยอมตลอดไป คนไทยเป็นคนที่ไม่เคยรักใครจริงจัง เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนได้
ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาทเหลือช่องไปทางเดียว คือ เป็นไปตามสูตรที่เสนอ
คสช.จะลงจากอำนาจอย่างปลอดภัย.
ทีมการเมือง