คสช.เพิ่มอำนาจทหาร แผนอุ้ม‘ประชามติ-เลือกตั้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/424400

คสช.เพิ่มอำนาจทหาร แผนอุ้ม‘ประชามติ-เลือกตั้ง’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยุทธการปราบมาเฟียของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกประกาศหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

​เรียกได้ว่าเป็นการกระชับอำนาจครั้งสำคัญด้วยการให้อำนาจ “ทหาร” เป็นเจ้าพนักงานปราบผู้มีอิทธิพล

ต้องยอมรับว่าการปราบผู้มีอิทธิพลเป็นมาตรการต่อเนื่องของ คสช. ซึ่งประกาศเดินหน้ามาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2558 ต่อมา​มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานคณะกรรมการบูรณาการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น

ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้ปฏิบัติงานร่วมกันในการรวบรวมข้อมูล พฤติกรรมของผู้ที่เข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ก่อนลงมือจับกุมกวาดล้างผู้มีอิทธิพลเดือน มี.ค.–เม.ย.นี้ โดยเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในแต่ละจังหวัดร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมให้เบาะแส จะทำงานร่วมกันในการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายผู้มีอิทธิพลอย่างเข้มข้นโดยพร้อมเพรียงกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน

ถึงขั้นขีดเส้น 2 เดือน สำหรับปราบผู้มีอิทธิพลให้หมด ​ 6,000 คน ตามลิสต์ที่มีอยู่เวลานี้

ทว่าเกิดความกังขาว่า​การกวาดล้างมาเฟียรอบนี้ มีเบื้องหลังเกี่ยวพันกับการสกัดแกนนำขั้วอำนาจเก่า เชื่อมโยงถึงการเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนหรือรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

ยิ่ง​ปรากฏ 4 รายชื่อ ที่ คสช.​ขึ้นลิสต์​จับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ 1.เก่ง-​การุณ โหสกุล ​อดีต สส.​ดอนเมือง เพื่อไทย  2.เสธ.ไอซ์-พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก ที่ใกล้ชิดกับ ​ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  3.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คนสนิทของ เสธ.ไอซ์ และ  4.​ชัยสิทธิ์ งามทรัพย์ ผู้กว้างขวางย่านหมอชิต

​แม้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เจาะจงกลุ่มหัวคะแนนฝั่งไหนเป็นพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามข้อมูลที่ได้มาจากในพื้นที่ แต่ไม่อาจช่วยคลายความกังขาลงไปได้

แถมล่าสุด คำสั่ง คสช.ยังออกมาในจังหวะที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกส่งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ​และกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้

โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ​​ กำหนดให้ คสช.สามารถแต่งตั้งนายทหารยศร้อยตรีขึ้นไป เป็น “เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม” และแต่งตั้งนายทหารยศร้อยตรีลงมาเป็น “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม”

เจ้าพนักงานสามารถป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นความผิดตามที่กำหนด ​ไม่ว่าจะเป็นการกระทำความผิดโดยการข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่นและอื่นๆ ตามที่กำหนด ​

ที่สำคัญ​เจ้าพนักงานฯ ยังสามารถออกคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว ให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด​ ไปจนถึงอำนาจจับกุมตัวบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้า และควบคุมตัวผู้ถูกจับนำส่งพนักงานสอบสวน เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้น รวมตลอดทั้งค้นบุคคลหรือยานพาหนะใดๆ

แถมยังสามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบ หรือกระทำการอื่นใดตามที่ คสช.มอบหมาย

​แน่นอนว่าอำนาจตรงนี้เป็นการให้อำนาจกับทางกองทัพแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของอำนาจเดิม เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ในการเข้าไปกวาดล้างผู้มีอิทธิพล เนื่องจากมองว่าที่ผ่านมาผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มีการเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่

แต่อีกด้านหนึ่งการให้อำนาจทหารเข้ามาเป็นเจ้าพนักงาน ยิ่งเพิ่มความน่ากลัวให้การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่มีอยู่ในมือ แบบขาดการตรวจสอบถ่วงดุล

แม้การกวาดล้างผู้มีอิทธิพลเป็นเรื่องที่ได้รับการตอบรับ แต่หากการคัดครองผู้มีอิทธิพลยังถูกกังขาว่าเกี่ยวข้องกับการสกัดหรือเล่นงานเฉพาะฝักฝ่ายตรงข้ามย่อมไม่เป็นผลดี ยิ่งหากมองว่าเป็นการกรุยทางประชามติหรือปูทางเลือกตั้งในอนาคต

รวมทั้งหากพิจารณา “บัญชีความผิดท้ายคำสั่ง” ที่กำหนดความผิดไว้อย่างครอบคลุม รวม 27 ข้อ ซึ่งรวมทั้ง​ความผิดตามประกาศ คสช.ด้วยแล้ว ยิ่งทำอำนาจเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามมีสูงมาก

กลุ่มป่วนที่คิดจะออกมาเคลื่อนไหวหลังจากนี้คงต้องคิดหนัก

 

Leave a comment