ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
01 เมษายน 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/424590

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ผลพวงจากการออก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ส่งผลโดยตรงต่อความชอบธรรมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
นั่นเพราะสาระสำคัญของคำสั่งฉบับนี้เป็นการ “เพิ่มอำนาจ” ให้ทหาร โดยไม่สนใจหลักการและบริบทของสังคม
เริ่มตั้งแต่เพิ่มอำนาจให้ทหารสามารถเรียกบุคคลมารายงานตัว จับกุมบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้า รวมทั้งเข้ามาร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนได้
นอกจากนี้ หากมีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคล ซึ่งกระทำความผิดหลบซ่อนอยู่ คำสั่งฉบับนี้ให้อำนาจทหาร เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ รวมถึงยานพาหนะเพื่อตรวจค้นได้ทุกเวลา และสามารถยึดอายัดทรัพย์สินได้ทันที
ที่สำคัญทหารมีอำนาจกักตัวผู้ต้องสงสัยไว้เพื่อสอบสวนได้ถึง 7 วัน และหากปล่อยตัวแล้วพบว่าบุคคลเหล่านั้นผิดเงื่อนไขการปล่อยตัว มีโอกาสจับถูกจับกลับมาจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งหมดนี้ดำเนินการได้โดยอิสระไม่จำเป็นต้องมีหมายศาล
มากไปกว่านั้นก็คือ การกระทำตามคำสั่งนี้ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายคดีปกครอง หรือพูดให้ชัดก็คือ ผู้ถูกกระทำไม่สามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้
แม้ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม จะชี้แจงว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจทหารมากเกินไปและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง พร้อมทั้งยืนยันว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายศาลนั้นใช้เฉพาะกับบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้ใช้จับกุมบุคคลทั่วไป
หากแต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วกลับตรงกันข้าม
อย่างน้อยมีหนึ่งกรณีที่ชาวประมง จ.ระยอง วัย 65 ปี ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวฐานเป็น “ผู้มีอิทธิพล” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์อย่างรุนแรงว่าทหารลุแก่อำนาจโดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้อง
นำมาซึ่งเสียงวิจารณ์ไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายปราบปรามยาเสพติดยุค ทักษิณ ชินวัตร ที่มีการ “ยัดเยียด” ฐานความผิดให้กับเหยื่อ ก่อนจะใช้อำนาจเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ตอนหนึ่งของคำสั่งที่ 13/2559 ระบุไว้ว่า ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นความผิดตามที่กำหนดไว้ใน “บัญชีท้ายคำสั่ง” นี้
สำหรับบัญชีความผิดท้ายคำสั่งเป็นรายชื่อกฎหมายจำนวน 27 ฉบับ ซึ่งมีทั้งประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.ต่างๆ และประกาศคณะปฏิวัติ พ.ศ. 2515
อธิบายโดยง่ายผู้ที่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายในบัญชีแนบท้าย มีโอกาสถูกดำเนินการตามคำสั่ง คสช.ทั้งสิ้น
ว่ากันอย่างลงลึก สิ่งที่น่ากังวลก็คือ “ประมวลกฎหมายอาญา” ซึ่งมีรายละเอียดยิบย่อยมาก เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับและสามารถตีความได้กว้างไกล
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ “ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประเทศ” ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ฐานความผิดที่อยู่ในหมวดประมวลกฎหมายอาญา
หากชาวบ้านรวมตัวกันเพื่อร้องเรียนถึงปัญหาความเดือดร้อน หากประชาชนใช้สิทธิชุมชนเพื่อคัดค้านโครงการพัฒนา เหล่านี้จะถูกตีความว่าเป็นการขัดขวางความสงบสุขของประเทศหรือไม่
“อย่างกรณีชาวประมงระยองซึ่งถูกทหารควบคุมตัวไปฐานเป็นผู้มีอิทธิพล สาเหตุที่ถูกจับเพราะนายอำเภอได้ข่าวมาว่าชาวประมงรายนี้จะนำชาวบ้านไปปิดล้อมและไล่นายอำเภอจึงแจ้งไปยังทหาร…”
“…คำถามคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลของนายอำเภอเป็นความจริง ฉะนั้นหลังจากนี้หากผู้นำท้องถิ่นยืนยันว่าชาวบ้านคนใดเป็นแกนนำชาวบ้านหรือเป็นผู้มีอิทธิพล ก็จะถูกทหารจับกุมตัวได้ทันที” ส.รัตนมณี พลกล้า อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ
สุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) วิพากษ์ว่า ตามหลักการแล้ว การใช้อำนาจพิเศษ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะต้องมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อที่จะประเมินว่าสถานการณ์พิเศษนั้นๆ จบลงแล้วหรือยัง จะกลับมาใช้กลไกกฎหมายปกติได้แล้วหรือไม่
นอกจากนี้ การเขียนต้องมีความรัดกุม ตีความให้แคบที่สุด และจำกัดสิทธิเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ที่สำคัญคืออำนาจพิเศษจะเป็นต้องถูกควบคุมและตรวจได้โดยกระบวนการยุติธรรม
“คำสั่ง คสช. ที่ 13 ไม่มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน นั่นหมายความว่าหากประเทศไทยได้รัฐบาลพลเรือนแล้ว อำนาจนี้ก็ยังจะอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีประกาศยกเลิก” นักกฎหมายรายนี้ ระบุและอธิบายเพิ่มเติมว่า ตามบัญชีท้ายคำสั่งที่ระบุถึงกฎหมาย 27 ฉบับนั้น ครอบคลุมแทบทุกด้าน นั่นย่อมเกิดปัญหาเรื่องการตีความ ที่สำคัญคืออำนาจนี้ไม่สามารถตรวจสอบได้เลย
“เมื่อเอาฐานความผิดในบัญชีท้ายรวมกับคำว่าผู้มีอิทธิพล จะทำให้สามารถตีความเอาผิดใครก็ได้” สุรชัย สรุปประเด็น
สุรชัย บอกอีกว่า คสช.จำเป็นต้องให้ความชัดเจนว่า “การบ่อนทำลายเศรษฐกิจ” หมายถึงอะไร เพราะมันอาจถูกขยายความไปถึงชุมชนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนาต่างๆ รวมถึงผู้ที่ออกมาคัดค้านการดำเนินการของรัฐบาลด้วย
หรืออย่างบัญชีแนบท้ายเรื่องป่าไม้แน่นอนว่าทุกวันนี้เรามีชาวบ้านอยู่ในป่าเป็นล้านๆ คน ซึ่งเท่ากับเข้าฐานความผิดแล้ว หากตีความเพิ่มเติมให้เข้าเงื่อนไขอื่นๆ อีก ถามว่าชาวบ้านจะมีความผิดใช่หรือไม่
“คำสั่งนี้เป็นการขยายอำนาจและเปิดช่องให้ใช้อำนาจที่ไม่สุจริต ซึ่งทำให้ไม่มีหลักประกันความมั่นคงทางนิติฐานะของราษฎรเลย” สุรชัย ระบุ
เขาเสนอว่า จากนี้จำเป็นต้องมีกลไกทบทวนคำสั่ง คสช.ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนด้วย