ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/586834
โดย ทีมข่าวการเมือง 7 มี.ค. 2559 05:01

ขณะนี้รอวันเข้าคูหาลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
เชื่อว่าไม่มีทางชนะเสียงของประชาชน”
ถ้อยคำจาก นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็น ส.ว.ชุดที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
มีบทบาทสำคัญผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ในประเด็นที่มาของ ส.ว.ทั้งหมดให้มาจากการเลือกตั้ง แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เริ่มต้นให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง
ท่ามกลางกระแสโหมแรงขึ้นเรื่อยๆในประเด็นที่มาของ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด เพื่อคุมเชิงในช่วงเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยเป็นเวลา 5 ปี ให้เกิดความสมดุลและปฏิรูปประเทศ
โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มองไปในทิศทางเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
และ พล.อ.ประวิตรยังแพลมไต๋อีกด้วย หลังจากนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.เข้าพบ ในทำนองจะให้ คสช.เข้าไปเป็น ส.ว.สรรหาด้วย
จนถูกหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการ นักการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์ยกให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะจะมีทั้งกลุ่มข้าราชการเก่า กลุ่มคนที่สนับสนุนการรัฐประหารเข้าไปเป็น ส.ว.
ย่อมทำให้มีบทบาทสำคัญในการค้ำยันรัฐบาล และยังมีการโยนหินถามทางถึงขั้นให้ ส.ว.มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้อีกด้วย
แม้พรรคการเมืองใหญ่ชนะการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถเป็นพรรคแกนนำเข้ามา
เป็นรัฐบาลได้ เพราะผู้มีอำนาจจะใช้ ส.ว.เหล่านี้สร้างฐานการเมืองเพื่อเปิดทางให้ คสช.สืบทอดอำนาจ
ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังขอรอฟังเหตุผลของแต่ละฝ่ายให้รอบด้านก่อนเคาะร่างสุดท้ายในช่วงปลายเดือน มี.ค.59 ซึ่ง กรธ.มีโปรแกรมออกนอกสถานที่ไปประชุมกันที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ในช่วงโค้งสุดท้ายของการร่างรัฐธรรมนูญ นายนิคม ฝากบอกไปถึง คสช. และ กรธ.ขอให้เร่งยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะต้องปรับแก้ไขประเด็นที่ถูกหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์เท่าที่พอจะทำได้ ให้สังคมยอมรับ ไม่ขัดต่อความรู้สึกของประชาชน
ทั้งในประเด็นที่มาของ ส.ว. ขอเสนอให้แก้ไขอย่างน้อยก็เดินสายกลาง ให้มีทั้ง ส.ว.สรรหาทางอ้อม แต่งตั้งและเลือกตั้ง หากออกตามสูตรนี้สังคมคงพอที่จะรับได้
พร้อมกำหนดอำนาจหน้าที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่กลั่นกรอง ให้คำแนะเท่านั้น
ไม่ควรเปิดช่องให้เลือกกรรมการองค์กรอิสระ และมีอำนาจการถอดถอน
หรือรวมกับ ส.ส.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะเมื่อตั้งใจเอาคนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อเปิดทางให้พวกเดียวกันเข้ามา และยังวางกลไกให้ ส.ว.เป็นฐานอีก สะท้อนให้เห็นว่ายังห่างไกลจากฐานประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน
เพราะเจตนารมณ์เดิมเพียงแค่ต้องการให้ ส.ว.เข้ามาเป็นสภาพี่เลี้ยง จึงมีที่มาทั้งจากการเลือกตั้ง แต่งตั้ง ผสมผสานทั้งเลือกตั้งและแต่งตั้ง
จนมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ต่อมาเกิดปัญหาสภาผัว สภาเมีย
พอรัฐธรรมนูญปี 2550 กลับไปเป็น ส.ว.เลือกตั้งและสรรหา เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็เกิดปัญหาใหม่ตามมา มีการแบ่งขั้วชัดเจนระหว่าง ส.ว.เลือกตั้งกับ ส.ว.สรรหา
และยังเกิดปรากฏการณ์ ส.ว.สรรหาบางกลุ่มเคลื่อนไหว จนสามารถเขย่าสั่นคลอนรัฐบาลได้ โดยเฉพาะในบางประเด็นที่ถูกตั้งข้อครหาว่าร่วมมือกับองค์กรอิสระบางองค์กรที่จะล้มรัฐบาลก็ทำได้
จากสภาพี่เลี้ยงหรือสภาที่ปรึกษารัฐบาลก็กลายเป็นสภาควบคุมกำกับรัฐบาล ชี้ให้เห็นว่าจะเป็นกลไกสนับสนุนหรือควบคุมกำกับรัฐบาลอย่างเข้มข้นได้
ขณะนี้จึงเริ่มมีความคิดให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดในช่วงการเปลี่ยนถ่ายประชาธิปไตย และทำหน้าที่อยู่ 5 ปี
เท่ากับย้อนยุคไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องที่อาจจะเหมาะสมในยุคใดยุคหนึ่ง แต่มาในยุคนี้มันล้าหลัง
เพราะสังคมโลกเปลี่ยน แปลงทั้งในด้านประชาธิปไตยและเทคโนโลยี ทำให้ประชาชนมีโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนกันเกือบทุกคน รับรู้ข่าวสารผ่านช่องทางนี้กันเกือบหมด อย่าไปดูถูกประชาชน
ระบอบประชาธิปไตยเดินไปไกลมาก ความรู้พื้นฐานเรื่องสิทธิ การมีส่วนร่วมทางการเมือง ประชาชนรับรู้และมีส่วนร่วมหมด
ฉะนั้นควรปล่อยให้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตย อาจจะเกิดความขัดแย้งทางความคิดในสังคมบ้าง ขอให้สังคมไทยอดทนรอ ต่อไปโดยธรรมชาติของสังคมจะหาจุดร่วมได้
แต่ถ้า กรธ. และ คสช.ยังปล่อยให้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฝืนต่อหลักความเป็นจริง ฝืนต่อสภาวะโลกที่เปลี่ยนไป สุดท้ายจะใช้ประโยชน์ไม่ได้และจะเกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคมอีก
วันนี้อย่าไปคิดถึงขั้นจะให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง เพื่อควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือสนับสนุนรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ
เพราะโครงสร้างการเลือกตั้ง ส.ส.ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัย ถูกออกแบบให้พรรคการเมืองใหญ่ไม่มีอำนาจเด็ดขาด ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ และยังมีองค์กรอิสระมีอำนาจคอยชี้เป็นชี้ตายได้อีก
สะท้อนให้เห็นว่ากลัวมากจนเกินไปว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะใช้อำนาจมากเกินไป หรือรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจะไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศ ถึงจะต้องมีกลไกคอยสนับสนุนอีก
ยิ่งมีสมาชิกบางคนในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โยนหินถามทางจะให้ ส.ว.มีส่วนร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ นายนิคม บอกว่า มาถึงขั้นนี้เชื่อว่ามีความเป็นไปได้แน่นอน
เพราะบทเรียนรัฐธรรมนูญปี 2550 มี ส.ว.สรรหาร่วมกับ ส.ว.เลือกตั้งบางกลุ่ม ร่วมมือกับองค์กรอิสระก็สามารถสร้างความเชื่อมั่นหรือทำลายล้างรัฐบาลผ่านเวทีรัฐสภา โดยเฉพาะมาตรา 7 ถ้าเปิดให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ในช่วงนั้นก็เรียบร้อยไปแล้ว
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า การวางกลไกให้ ส.ว.มาจากการสรรหา พร้อมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ จะมีผลเสียต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง นายนิคม บอกว่า ถึงเวลานั้นหากมีทั้ง ส.ว.สรรหา องค์กรอิสระ พรรคการเมืองที่ไม่มีอำนาจเด็ดขาด
สมมติกลุ่มคนที่เข้ามาเป็นรัฐบาลตรงความต้องการและตามเป้าหมายที่วางกันเอาไว้ มีการสืบทอดอำนาจ การบริหารภายในประเทศคงจะราบรื่น แต่ถ้าเปลี่ยนขั้วเมื่อไหร่จะเกิดปัญหาทันที
มาถึงวันนี้หาก กรธ.ยังเดินตามเรือแป๊ะ ทำตามข้อเสนอของ คสช.และรัฐบาล เครือข่ายอดีต ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง จะปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยผ่านประชามติหรือไม่ อย่างไร นายนิคม บอกว่า ถึงวันนั้นเครือข่ายอดีต ส.ว.ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหว
เพราะประชาชนเคยลิ้มรสชาติการเลือกตั้ง ส.ว.มาแล้ว ทำให้รู้ถึงกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมือง ยิ่งในช่วงนี้รู้ดีว่าประชาชนคิดอย่างไร เพราะได้เดินสายไปทำบุญตามวัดในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานเป็นประจำ
ฉะนั้นในวันเข้าคูหาทำประชามติ เขารู้ดีว่าจะลงคะแนนช่องไหน เชื่อว่าประชาชนจะไม่ยอมปล่อยให้ผ่านประชามติ
แต่กระแสการวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญยังนิ่งเงียบ ทั้งที่เนื้อหาถอยหลังลงคลองเกือบหมด เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย นายนิคม บอกว่า เงียบตอนนี้เพื่อรอไปชี้ขาดตอนทำประชามติ
อย่าลืมว่าวันใดท้องฟ้าอึมครึม บรรยากาศเงียบๆมันน่ากลัว เพราะกำลังบอกว่าจะมีเหตุ
สุดท้ายขอบอกว่าทั้งหมดพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ เอาใจช่วยรัฐบาล
ขออย่ามีเจตนาแอบแฝง หรือว่าต้องการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็ดี
อย่ากดดันประชาชน.
ทีมการเมือง