ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/593141
โดย ทีมข่าวการเมือง 20 มี.ค. 2559 05:01

อากาศร้อนระอุกลางเดือนมีนาคม
นั่นก็น่าจะเป็นอย่างที่นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ระบุ ปีนี้อากาศในประเทศไทยจะร้อนกว่าปีก่อน เพราะมีมวลอากาศร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิก อุณหภูมิสูงขึ้นจากปกติในรอบ 50 ปี พัดเข้ามาปกคลุม
มวลอากาศอาจจะเปลี่ยนเป็นคลื่นความร้อน หรือฮีตเวฟ
จะทำให้อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้นเกิน 42 องศาเซลเซียส ร้อนในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จนทำให้ประเทศไทยร้อนที่สุดในกลุ่มอาเซียน
แล้วก็บังเอิญที่อุณหภูมิการบ้านการเมืองในห้วงนี้ เริ่มไต่ดีกรีความร้อนขึ้นไปอีก จากปมข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ จาก คสช.หลังการประชุมแม่น้ำ 4 สาย เป็นเอกสาร 6 หน้า ที่ส่งถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน
คลื่นความร้อนพัดปกคลุม กรธ. เพิ่มดีกรีระอุในบ้านเมือง
ตั้งแต่เนื้อหาตามเอกสารข้อเสนอ คสช.ที่เห็นว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศ ควรเขียนรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล ให้มี ส.ว.ชุดแรก มาจากการสรรหา 250 คน มาจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง 8-10 คน มีวาระ 5 ปี
และเพื่อดูแลพิทักษ์รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย จึงเสนอให้ปลัดกระทรวงกลาโหม-ผบ.ทหารสูงสุด-ผบ.ทบ.-ผบ.ทร.-ผบ.ทอ.-ผบ.ตร. เข้ามาเป็น ส.ว.ได้โดยตำแหน่ง
ทั้งนี้วุฒิสภาในวาระแรกไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ แต่มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูแลขับเคลื่อนการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ
ขณะที่ข้อเสนอข้อที่ 2 ระบุ ให้กำหนดวิธีการเลือกตั้ง ส.ส.ให้ใช้บัตร 2 ใบ ใบแรกใช้เลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต 350 คน และให้ใช้เขตเลือกตั้งใหญ่ มี ส.ส.ไม่เกิน 3 คน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน แล้วนับคะแนนเรียงลำดับจนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ ส่วนใบที่สอง สำหรับเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน
ขณะที่ข้อเสนอข้อที่ 3 ระบุ ไม่เห็นด้วยที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี 3 ชื่อ ก่อนการเลือกตั้ง เพราะอาจจะไม่เหมาะสมและอ่อนไหวต่อระยะเปลี่ยนผ่าน
3 ข้อเสนอ “ใบสั่ง คสช.” ส่งถึง 21 อรหันต์ กรธ.เป็นทางการ
แล้วก็เป็นไปตามคาด หลังเปิดเอกสาร 3 ข้อเสนอ คสช. ข้อสังเกตของฝ่ายต่างๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็หลั่งไหลมา ไล่ตั้งแต่การโฟกัสที่วงใน “อำนาจพิเศษ” กับกระแสข่าว “รอยร้าว” ในเครือข่าย
จับจ้องไปที่การลงนามในเอกสารข้อเสนอ โดย “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ก็ไม่วายถูกตั้งข้อสงสัย เหตุใด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ไม่ลงนามเอง
หรือจะเข้าข่าย “ขาลอย” อย่างแรง
แต่อีกมุมก็มองเป็นเรื่องของขั้นตอนเสนอเอกสารปกติธรรมดา อีกทั้ง “บิ๊กตู่” ก็ออกมาแสดงท่าทีสอดคล้องกับข้อเสนอ คสช. ความเห็นในหมู่ห้องเครื่องอำนาจพิเศษออกมาทิศทางเดียวกัน
ท็อปบูตยังเป็นเอกภาพ อำนาจพิเศษแน่นปึ้ก
โดยเฉพาะถ้าพิจารณาจาก 3 ข้อเสนอของ คสช. แม้ผ่านการประชุมร่วมกับ คสช.-ครม.-สนช. และ สปท. แต่คิวก็เป็นเพียงการรายงาน “แจ้งเพื่อทราบ”
จะมองมุมไหนก็ตาม ในภาพรวมแล้ว “อำนาจพิเศษ” ส่งสัญญาณชัดว่ามีเจตนารมณ์และความต้องการเช่นใดกับบท เฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่จะใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ตีธงให้เห็นกันแล้ว ต้องคุมเกมยาวต่ำๆ 5 ปี
การให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากยกเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องผลักดันข้อเสนอให้ กรธ.นำไปบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ถึงออกตัว ไม่ใช่การกดดัน กรธ.ที่มี “ซือแป๋มีชัย” เป็นประธาน แต่อีกทางก็ยกสถานการณ์วันนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์
เชื่อว่า กรธ.คงทำตาม ไม่รับก็เขียนเสนอใหม่ เพราะมีอำนาจอยู่ในมือ
กระตุกความจำ สถานการณ์ไม่ปกติ และความเป็นผู้นำช่วงเปลี่ยนผ่าน
แสดงตัวแสดงตน ในฐานะผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์
แก่นแกนขั้วอำนาจพิเศษประสานเสียง “ต้องเอาให้ได้” ช่วยกันชี้แจง โดยเฉพาะปม ส.ว.สรรหา ก็เป็น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกมาอธิบาย
ไม่ใช่เรื่องต่อท่อสืบทอดอำนาจ
และที่ให้โควตา ผบ.เหล่าทัพและ ผบ.ตร.ก็ถือว่าเข้าไปมีส่วนร่วมการเมืองในระบบ และการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ รวมทั้งกรณีหากเกิดวิกฤติ
จะช่วยป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารได้
เช่นเดียวกับ ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ที่ถูกมองเป็นการบอนไซการเมือง เปิดช่องให้มีพรรคเล็กพรรคน้อย การยกเว้นบัญชี 3 รายชื่อว่าที่นายกฯ ทั้ง “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” ประสานเสียง
ไม่ได้มีแผนเข้าไปเป็น “นายกฯคนนอก”
อำนาจพิเศษเสียงแข็ง ทำให้ต้องไปโฟกัสทีม กรธ.โดยเฉพาะนายมีชัย ถึงแม้ก่อนหน้าจะตั้งเงื่อนไขรอข้อเสนอ แต่เมื่อใบสั่งถึงมือพร้อมเสียงเข้มๆ ก็แสดงความเข้าใจเหตุผลฝ่ายดูแลบ้านเมือง
ซือแป๋อ่อนยวบลงทันที
ถึงจะไว้เชิง จะพิจารณาเหตุผลแต่ละข้อเสนอ ก่อนที่จะเคาะครั้งสุดท้าย จะเอา-ไม่เอา “ใบสั่ง คสช.” ในการประชุม กรธ.โค้งสุดท้ายวันที่ 21 มี.ค.นี้ อย่างมากก็แค่ปรับข้อเสนอเล็กน้อย
สุดท้ายคงต้องเออออ ปฏิบัติตาม “ใบสั่ง”
แต่ที่ส่งเสียงเอะอะมะเทิ่ง ตบเท้าออกมาต้านก็คือฟากฝั่งการเมือง ผู้ใช้กติกา โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านเต็มแรง พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นำทีมแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอใดๆที่ขัดกับกลไกและหลักการประชาธิปไตย
2 พรรคร่วมต้าน ทั้งปม ส.ว.สรรหา เท่ากับส่งนอมินีคุมเกม ชี้นำฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ ชี้เป็นชี้ตายรัฐบาล ขณะที่ระบบเลือกตั้ง ส.ส. “ตอน” พรรคใหญ่ ปมเว้นบัญชีนายกฯเปิดช่อง “ผู้นำคนนอก”
ประชดซุ่มเสียงเดียวกัน เป็นข้อเสนอถอยหลังเข้าคลอง ไม่เคารพเสียงประชาชน เป็น “ประชาธิปไตยกลายพันธุ์” ถ้าเสนอแบบนี้ “ให้ คสช.อยู่ยาวไปเลย”
2 ขั้วขัดแย้ง ชู “หลักการ” ปรองดองโดยมิได้นัดหมาย
ทั้งนี้ทั้งนั้น เสียงจากฝ่ายการเมืองก็เป็นอะไรที่รับฟังได้ในมุมของหลักการ และบรรดาแกนนำ อำนาจพิเศษเองก็เข้าใจจุดนี้ พยายามที่จะลดแรงกดดันเบื้องต้น เห็นได้จากการเร่งร่างกฎกติกา เพื่อเดินไปสู่การทำประชามติให้ประชาชนตัดสิน และมุ่งไปสู่โรดแม็ปเลือกตั้ง
ถึงจะมีเงื่อนไขกติกา “ปล่อยอำนาจครึ่งเดียว” คืนอำนาจในลักษณะ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” แต่เท่านี้ก็ต้องถือว่าได้เปิดฝากาน้ำเดือด
ระบายแรงกดดันการเมือง ลดแรงกดดันจากโลกประชาธิปไตย
แต่ที่ยังยืนยันต้องเดินหน้า ข้อเสนอช่วงเปลี่ยนผ่าน วางกลไกเพื่อ “คุมเกมยาว” ก็น่าจะเป็นเพราะในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลบ้านเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีเงื่อนไขปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณา
โดยเฉพาะมุมมอง “สถานการณ์” ความมั่นคงประเทศ
เมื่อประเมินความจริงหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ที่ คสช.เข้ามา และตั้งโจทย์จะแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า วันนี้ผ่านมา 1 ปี 9 เดือน ประเมินแล้ววิกฤติคลายตัวเพราะแรงกดทับ แต่ยังมี “อัตราเสี่ยง”
เห็นร่องรอยกลับมาวุ่นวาย ต่างสุมหัวเชื้อขัดแย้ง รอจุดชนวน
หากปล่อยให้การเมืองเข้าสู่ระบบปกติเช่นเดิม แค่ช่วงการเลือกตั้งและหลังจากนั้น หากพรรคใดได้เสียงข้างมาก ถึงแม้จำนวนเสียงจะไม่ถล่มทลายจากกติกาเลือกตั้งใหม่ แน่นอน อีกพรรคก็ต้องตั้งป้อมค้าน และมีโอกาสบานปลายเกิดการเมืองบนท้องถนน ฉากม็อบมีโอกาสกลับมาฉายซ้ำ
วนกลับไปสู่จุดเดิม วัฏจักรขัดแย้งซ้ำซากมา 10 กว่าปีแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา ในเงื่อนไขเกี่ยวกับ “โครงสร้างประเทศ” อยู่ในภาวะ “เปราะบาง” เป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้น จากข้อเสนอ คสช.จึงแล้วแต่มุมมอง
“สืบทอดอำนาจ” หรือ “ดูแลความสงบเรียบร้อย”
ตามรูปการณ์ก็ถึงจุดที่ฝ่ายคุมอำนาจคงชั่งน้ำหนักแล้วจะเลือกทางใด
“สถานการณ์” หรือ “หลักการ” ประชาธิปไตย
“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอชี้ว่า ในบ้านเมืองที่มีหลากความคิด หลายมุมมอง และหลายชุดความคิด โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง นักวิชาการ นักประชาธิปไตย กับสังคมไทยที่เสพประชาธิปไตยเต็มใบมาแล้ว ก็ย่อมจะมีมุมมองไปที่ “หลักการ” เป็นสำคัญ
ชุดความคิดของ คสช. กับชุดความคิดฝ่ายประชาธิปไตย สังคมจะให้น้ำหนัก ความสำคัญ และเหตุผลฝ่ายใด
ไปวัดกันที่ด่านประชามติ 7 ส.ค.นี้.
ทีมการเมือง