ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/589701
โดย ทีมข่าวการเมือง 13 มี.ค. 2559 05:01

พม่ากำลังจะได้ประธานาธิบดีใหม่ป้ายแดง
ตามโพยที่นางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดี ในฐานะผู้ครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภาของประเทศเมียนมา ได้ประกาศเสนอชื่อ นายถิ่น จอ วัย 69 ปี คนใกล้ชิด และสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีอาวุโส เข้าชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของรัฐบาล
เบื้องหลังอย่างที่เป็นข่าวฮือฮา เป็นที่ปรึกษาและคนขับรถคนสนิทของนางซูจี
รู้กันทั้งโลกว่าเป็นแค่ประธานาธิบดี “นอมินี”
อย่างที่นางซูจีก็ได้ให้คำมั่นกับผู้สนับสนุนว่าจะปกครองอยู่เหนือผู้นำที่เป็นตัวแทนของเธอ
เรื่องของเรื่องต้นเหตุก็มาจากรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเผด็จการทหารของพม่าร่างขึ้น ทำให้หญิงเหล็กของพม่าถูกห้ามการทำหน้าที่ในตำแหน่งสูงสุดของประเทศด้วยเงื่อนไขมีสามีและทายาทเป็นชาวต่างชาติ
มันก็เลยนำมาซึ่งเหตุการณ์ประหลาดเยี่ยงนี้
ถือเป็นสีสันประชาธิปไตยในแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และโดยสถานการณ์เพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างพม่าที่ล้อไปกับบรรยากาศประชาธิปไตยแบบไทยๆที่อยู่ในห้วงเดินหน้าตามโรดแม็ปปฏิรูปประเทศ
โค้งสุดท้ายก่อน “ปิดกล่อง” ร่างรัฐธรรมนูญใหม่
กำหนดเดดไลน์ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และทีมงาน “21 อรหันต์ทองคำ” ต้องดำเนินการสรุปรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายในวันที่ 29 มีนาคมปลายเดือนนี้
ตามจังหวะที่สะท้อนให้เห็นถึงเหลี่ยมการช่วงชิงความเป็นผู้ถือดุลอำนาจ
โดยเฉพาะจุดโฟกัสก็คือสัญญาณชัดๆจากฝ่ายทหาร ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จุดพลุด้วยตัวเอง
ชงสูตรให้สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาทั้งหมดในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี
โดยให้กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญใหม่
ก่อนที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. จะออกมาขานรับ แสดงท่าทีเห็นดีเห็นชอบกับแนวคิดของพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์
“ส.ว.ลากตั้ง” คุมเกมการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน
นี่คือโจทย์ของฝ่ายทหารที่ยื่นออกอากาศ ในจังหวะที่นายมีชัยกั๊กเหลี่ยมไม่ยอมเข้าร่วมประชุมแม่น้ำ 5 สายนัดล่าสุด อ้างเพราะไม่อยากถูกผูกมัด
แค่ยักท่าเป็นเชิงดักคอไว้ ถ้าหาก คสช.จะสั่งอะไรก็สั่งมา แต่ก็ต้องพิจารณาเหตุผลด้วย
ออกลีลาเป็นเชิง ไม่ใช่จะกดปุ่มกันได้ง่ายๆ
โดยที่นายมีชัยยังยืนยันในหลักการ ส.ว.มาจากการเลือกกันเองของบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพลักษณะประโยชน์ร่วมกัน หรือเคยทำงานด้านต่างๆที่หลากหลายของสังคมโดยการเลือกกันเองจาก 20 กลุ่มอาชีพ
เน้นไปที่กลไกบังคับใช้เป็นการถาวร ไม่ใช่การวางไว้ในบทเฉพาะกาล
ตามรูปการณ์เหมือนกับว่า นายมีชัยที่มีสถานะอิงอยู่กับฝ่าย “อำมาตย์” จูนคลื่นไม่ตรงกับทหาร
แต่แน่นอน โดยสถานะของ คสช.ที่เป็นจุดกำเนิดต้นแม่น้ำทั้ง 5 สาย ที่สำคัญหัวขั้วอำนาจท็อปบูตทั้ง พล.อ.ประวิตรกับ พล.อ.ประยุทธ์ ประสานเสียงเป็นโทนเดียวกันมาขนาดนี้
คงเป็นอะไรที่ยากจะทัดทานได้
และนั่นก็ล้อตามเสียงวิจารณ์ กระแสต่อต้านทหารลากยาวอำนาจที่ดังอื้ออึงขึ้นตามลำดับ
เพราะมันถึงจุดที่ “จับไต๋” กันได้ชัดเจนแล้ว
แนวโน้มเข้าเค้าแบบที่มีการวิเคราะห์แผนการทหารจะใช้อำนาจผ่าน “ส.ว.ลากตั้ง” ในการคุมเกมรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง
ประคองเกมบนหลังเสือต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 5 ปี
ตามเงื่อนไขที่อ่านกันได้ง่ายๆ คนที่กุมอำนาจพิเศษในการแต่งตั้ง ส.ว.สรรหาตามบทเฉพาะกาล ย่อมถือความได้เปรียบในการล็อกเครือข่าย ส่งคนของฝ่ายตัวเองเข้าไปคุมเกมในวุฒิสภา
แบบที่ พล.อ.ประวิตร ก็แบะท่า ไม่ปฏิเสธคำถามดักคอประเด็นส่งทีมงาน คสช.เข้าไปเป็น ส.ว.สรรหา
“ก็ไม่แน่ แล้วผิดตรงไหน”
ตอกย้ำความตั้งใจในยุทธศาสตร์ ไม่กั๊กกันแล้ว
โดยสถานการณ์ห้วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดกล่องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เห็นได้เลยว่า ทหารออกตัวแรงในจังหวะชิงบทเฉพาะกาล
เพื่อเป็นฝ่ายถือดุลอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน
ประกอบกับท่าทีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลทหาร คสช.ในการเข็นร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านด่านประชามติให้ได้ ไล่กันตั้งแต่การมอบหมายให้กองทัพเป็นหน่วยหลัก ใช้นักศึกษาวิชาทหารหรือ ร.ด.ในการออกรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่
การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2557 เพื่อเปิดช่องทำประชามติ โดยกำหนดเงื่อนไขให้ยึดเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ จากเดิมที่ให้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ ทำให้โอกาสผ่านประชามติง่ายกว่าเดิม
หรือกับปฏิบัติการล่าสุดในการเดินหน้าลุยกวาดล้างผู้มีอิทธิพลตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร ก็มีการมองไปถึงผลพลอยได้ในการบล็อกนักการเมือง ที่มีอิทธิพลเหนือฐานเสียงและมวลชนในพื้นที่ทั่วประเทศ
ไม่ให้ก่อแรงกระเพื่อม เพิ่มแรงต้านประชามติ
ในมุมทหารออกแรงดันเต็มที่ นั่นแสดงว่ามั่นใจสถานการณ์หลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติยังคงคุมสภาพการณ์ทางการเมืองที่เดินหน้าไปตามโรดแม็ปได้
ตามสถานะของผู้ถือดุลอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ใช่ว่าสถานการณ์จะราบเรียบเสียทีเดียว
โดยเฉพาะถ้าแกะรอยตามปรากฏการณ์ขบเหลี่ยมในหมู่ฝ่ายถืออำนาจพิเศษ จากเหตุการณ์ล่าสุดที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะนายทหารคนสนิทของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
ยกทัพใหญ่เข้าพบตำรวจตามนัด
เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากกรณีตำรวจมีหลักฐานว่า พล.ร.อ.พะจุณณ์ แชตข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ กล่าวหาว่า มีนายทหารยศพลเอกเข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โฟกัสจากคณะติดตามทั้งนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความและอดีตแกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) แนวร่วมม็อบ กปปส. และนายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตรองประธานศาลฎีกา ตามประกบในฐานะทีมกฎหมาย
แสดงตัวแสดงตนกันชัดๆเลย เครือข่ายใครเป็นใคร
และไฮไลต์จริงๆก็อยู่ตรงช็อตที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ยอมรับว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.เปรม กับเรื่องที่เกิดขึ้น คราวนี้มีข่าวออกมามากมาย ดูเหมือนว่า พล.อ.เปรมไม่ได้ใส่ใจลูกน้องเก่า
จึงขอเรียนว่า พล.อ.เปรมพูดกับตนและนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน มีทั้งผู้ใหญ่ที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของตนด้วย ส่วนที่ พล.อ.เปรมพูดกับตนโดยตรงเมื่อวันศุกร์ที่ 4 มีนาคม ท่านถามว่าเรื่องของตนจะเอายังไงต่อไป จึงเรียนไปและบอกเลขาฯท่านว่าไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องทุจริตคอร์รัปชันที่ท่านต้องทำงานหนักมาก่อนหน้านี้ คนรุ่นตนจะจัดการเอง
โดยที่ “ป๋าเปรม” ตอบกลับมาว่า “ขอบใจมากลูก ขอให้พะจุณณ์โชคดี”
ชัดเจน นี่คือการตอกย้ำสถานะ “ลูกป๋า”
และตามท้องเรื่องที่ต่อเนื่องกัน จากก่อนหน้านั้นที่ พล.อ.ประวิตรออกมาเคลียร์กระแสข่าวการขัดแย้งกับ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ไม่มีอะไรต่อกัน เพราะรู้จักกันดี และเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับ พล.อ.เปรม เพราะตนเองเด็กกว่า และเคารพ พล.อ.เปรมมาโดยตลอด
ออกตัวเป็นนัย ไม่คิด “วัดรอย เท้าป๋า”
“พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ยืนยัน ไม่อยากใหญ่ พร้อมออกทุกวัน
แต่แน่นอน แม้ทุกฝ่ายจะออกมาบอกปัดสถานการณ์งัดข้อของผู้มากบารมี “2 ป” เป็นแค่เรื่องที่สื่อมโนกันไป ทว่าโดยเงื่อนไขเกมอำนาจที่เดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายในการล็อกอำนาจและผลประโยชน์ผ่านร่างกติกาใหม่ประเทศไทย
ตามจังหวะชิงเป็นผู้ถือดุลอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน
เพื่อคุมเกมอำนาจประเทศไทย
โดยสถานการณ์ย่อมหนีไม่พ้น กับสภาพการแตกตัวของกลุ่มขั้วอำนาจฝ่ายต้าน “ทักษิณ” ที่เกาะกันอยู่หลวมๆด้วยผลประโยชน์ร่วมกัน
ทหาร อำมาตย์ กปปส. ไม่มีวันพอใจในจุดเดียวกันแน่
และโดยหัวเชื้อไฟความขัดแย้งไม่ได้สูญสลายไป กับความเคลื่อนไหวของอีกขั้วอันตราย อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็เดินสายในเวทีระดับโลก
โจมตีฝ่ายถืออำนาจในเมืองไทย ประจานร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทำชาติถอยหลัง
ต่างฝ่ายต่างยื้อธงของตัวเอง ยึดเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้งด้วยกันทั้งนั้น
ฟัดกันจนล่อนจ้อนหมดแล้ว วิกฤติประเทศไทยก็ยังไม่ไปไหน
สถานการณ์ประเทศไทยยังว้าเหว่
แต่แน่นอน ในฐานะผู้ขันอาสา ทหารกระโดดเข้ามายึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ความรับผิดชอบจึงตกอยู่กับขุมอำนาจ คสช.เต็มๆ
จะแตกขั้วหันมาล่อกันเองยังไง ก็อย่ามัวเพลินกับการช่วงชิงเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน
จนลืมภารกิจหลัก นำประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย “ปฏิรูป”.
ทีมการเมือง