ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/596479
โดย ทีมข่าวการเมือง 27 มี.ค. 2559 05:01

ผ่านโค้งสุดท้าย เข้าสู่ทางตรงก่อนถึงเส้นชัย
ตามสถานการณ์ร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายที่จะครบกำหนดตามปฏิทินที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุไว้จะเปิดเผยต่อสาธารณะได้ในวันที่ 29 มีนาคมนี้
พร้อมส่งให้รัฐบาลดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ภายใต้ภาวะ “ขบเกลียว” กัน ระหว่างรัฐบาล คสช.ในฐานะผู้ถืออำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศ กับคณะกรรมการร่างฯที่ต้องแบกหลักการ ยึดเอากติกาส่วนรวมของคนทั้งประเทศเป็นที่ตั้ง
ตามปรากฏการณ์สะท้อนจากการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อเสนอแนะจาก คสช.และแม่น้ำ 4 สาย
ออกมาในมุมภาษาข่าวเรียกว่า รื้อ “ใบสั่ง”
นั่นก็เพราะเทียบกันระหว่างข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญจาก คสช.ที่ลงนามโดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.ส่งให้คณะกรรมการยกร่างฯ
อันมีปมสำคัญประกอบด้วย ควรเขียนรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาลให้มี ส.ว.ชุดแรกมาจากการสรรหา ให้มีจำนวน 250 คน มาจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระ และเป็นกลาง 8-10 คน มีวาระ 5 ปี โดยให้ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. เข้ามาเป็น ส.ว. ได้โดยตำแหน่ง
มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูแลขับเคลื่อนการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ
รวมทั้งควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรม
อีกทั้งยังเสนอให้กำหนดวิธีการเลือกตั้ง ส.ส.ควรให้ใช้บัตร 2 ใบ ใบแรกใช้เลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต 350 คน และให้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น มี ส.ส.ไม่เกิน 3 คน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน ให้นับคะแนนเรียงลำดับลดหลั่นจนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ ใบที่สอง สำหรับเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน
และไม่เห็นด้วยที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี 3 ชื่อก่อนการเลือกตั้ง เพราะอาจจะไม่เหมาะสมและอ่อนไหวต่อระยะเปลี่ยนผ่าน
พูดได้ว่า คสช.ขอใช้ “ยาแรง” เพื่อคุมสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน
แต่ในชั้นแรกเลย นายมีชัยและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้จัดให้ตามใบสั่ง
ไล่ตั้งแต่ประเด็นการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ คสช.ต้องการให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เขตเลือกตั้งเขตใหญ่ แต่คณะกรรมการร่างฯ ไม่ได้กำหนดเนื้อหาส่วนนี้ไว้ในบทเฉพาะกาล โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวและรูปแบบวิธีนับคะแนนตามแบบเดิมของคณะกรรมการร่างฯ
ส่วนที่มา ส.ว.จะให้เขียนในบทเฉพาะกาลช่วงเปลี่ยนผ่านระยะแรก 5 ปี ให้ ส.ว.มาจากการสรรหาจำนวน 250 คน โดย 200 คนให้มาจากการคัดเลือกโดยคณะกรรมการสรรหาที่ตั้งโดย คสช. อีก 50 คนให้มาจากการเลือกไขว้จาก 20 กลุ่มอาชีพ ที่สมัครและเลือกไขว้กันมาตั้งแต่ระดับอำเภอถึงจังหวัด
โดยยกเว้นให้ ส.ว. 6 คน สามารถเป็นข้าราชการประจำได้ โดยไม่ได้ระบุว่า ต้องเป็นผู้นำเหล่าทัพ ขึ้นอยู่กับ คสช.จะเลือก
ส่วนหน้าที่ ส.ว.เป็นไปตามปกติ ให้มีอำนาจผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปร่วมกับ ส.ส. สำหรับการพิทักษ์รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในบทการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกทั้ง 2 สภามีส่วนร่วมอยู่แล้ว แต่คำขอให้ ส.ว.กำกับดูแลฝ่ายบริหาร ขอเปิดอภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจ คณะกรรมการร่างฯเห็นว่าหน้าที่ดังกล่าวควรเป็นอำนาจของ ส.ส. จึงไม่กำหนดส่วนนี้ไว้
เช่นเดียวกับคำขอให้งดเว้นการเสนอ 3 รายชื่อนายกฯก่อนการเลือกตั้ง คณะกรรมการร่างฯก็มองว่า การจัดตั้งรัฐบาลต้องเป็นเรื่องของ ส.ส. จึงกำหนดส่วนนี้ให้ต้องทำตามกระบวนการปกติก่อน หากพรรคการเมืองไม่สามารถเลือกนายกฯได้ จึงกำหนดให้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง ยื่นขอเปิดประชุมร่วมกับวุฒิสภา เพื่อขอมติ 2 ใน 3 ของที่ประชุมรัฐสภาให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯนอกบัญชีรายชื่อได้
ประเมินแล้ว คณะกรรมการร่างฯจัดให้แค่ 1 ใน 4 ของพิมพ์เขียว คสช.
อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่นายมีชัยได้นำทีม “21 อรหันต์ทองคำ” คณะกรรมการยกร่างฯ ไปทบทวนเนื้อหาในช่วงสุดท้ายกันที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ในสถานการณ์ที่ยังไม่ได้ “ปิดกล่อง” เสียทีเดียว
มันก็มีจังหวะถอยอีกก้าว เพราะคณะกรรมการร่างฯได้ยอมปรับเพิ่มตามหลักการที่ได้รับข้อเสนอมาจาก คสช. โดยประเด็นที่มา ส.ว.สรรหากำหนดให้มี ส.ว. 250 คน โดย 200 คนแรก มาจากคณะกรรมการสรรหา 9 คนที่ คสช.แต่งตั้ง เพื่อคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมไม่เกิน 400 คน ก่อนเสนอชื่อให้ คสช.คัดเลือกเหลือ 194 คน
โดยให้อีก 6 คนมาจากคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพรวม 6 ตำแหน่ง
ส่วน ส.ว.อีก 50 คน ให้มาจากการเลือกไขว้ตามเดิม โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นคนรับผิดชอบ และให้สรรหามา 200 คน ก่อนให้ คสช.คัดเลือกให้เหลือ 50 คน และสำรองไว้อีก 50 คน โดยหน้าที่ของ ส.ว.คือติดตามการปฏิรูปประเทศ
สรุปเลยว่า กระบวนการคัดเลือก ส.ว.สรรหาอยู่ในมือ คสช.ทั้ง 250 คน
ณ จุดนี้คณะกรรมการร่างฯจัดเพิ่มให้ตามพิมพ์เขียว คสช.ในระดับที่ “พบกันครึ่งทาง”
ในอารมณ์อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์นักข่าวภายหลังเดินทางกลับจากประเทศจีนถึงการปรับแก้บทเฉพาะกาล
ยืนยันว่า เป็นตามนั้น เป็นการหารือร่วมกันทั้งหมด
เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็ระบุ แล้วแต่คณะกรรมการร่างฯ อย่าคิดว่าเป็นการพบกันครึ่งทาง
อะไรรับได้ก็รับ อะไรรับไม่ได้ก็ไม่ต้องรับ
ตามอาการของ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร เหมือนว่า ไม่ติดใจแล้ว
อย่างไรก็ดี หากย้อนไปก่อนหน้านี้ ประเมินจากท่าทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันชัดเจน พูดกันชัดถ้อยชัดคำถึงความจำเป็นต้องใช้ “250 ส.ว.สรรหา” ในการคุมเกมการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน
ประสานเสียงกับ พล.อ.ประวิตรที่ยืนกราน คสช.ต้องการตามข้อเสนอแนะที่ส่งไป ถ้าคณะกรรมการร่างฯพิจารณาให้ไม่ได้ ก็ต้องมีคำอธิบาย
หรือแม้กระทั่งการทิ้งทุ่นไว้ในนาทีก่อนหน้าจะรู้มติของคณะกรรมการร่างฯ พล.อ.ประยุทธ์ก็พูดกันชัดๆแบบที่ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญใหม่ทำออกมาแบบที่ คสช.ส่งข้อเสนอด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองไม่ได้ ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ประชาชนด้วย
ออกแนว “ล็อกคอขู่” กันเป็นนัย
จับอาการของหัวขบวน คสช. นั่นหมายถึงไฟต์บังคับต้องได้แบบที่ขอไป
แต่คณะกรรมการร่างฯตอบโจทย์แบบ “พบกันครึ่งทาง” ก็ถือว่าไม่ได้ดั่งใจ
เรื่องของเรื่อง ปมมันไม่ได้อยู่แค่การที่ คสช.มีอำนาจจิ้ม ส.ว.สรรหาแค่นั้น แต่เหลี่ยมสำคัญมันอยู่ที่การใช้ 250 ส.ว.สรรหา เป็นเครื่องมือหลักในการคุมเกมการเมือง
โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่รู้กันอยู่ว่ามันเป็นเหลี่ยมของ คสช.ในการกำกับรัฐบาลหลังการเลือกตั้งให้อยู่ในเส้นทาง
ถ้าออกนอกลู่ก็ “เจาะยาง” ได้
แต่จากผลของการรื้อใบสั่ง ทีม “21 อรหันต์ทองคำ” ของ “ซือแป๋มีชัย” แก้โจทย์ตามสูตรพบกันครึ่งทาง มันทำให้สถานการณ์พลิก คสช.ไม่สามารถคุมเกมการเมืองในสภาหลังการเลือกตั้งได้เต็มมือ
การประคองอำนาจบนหลังเสือไม่มีหลักประกันความชัวร์
ตรงกันข้าม อำนาจก็จะตกไปอยู่กับองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
สูตรเดิมที่นายมีชัยวางเหลี่ยมไว้ตามแนวของฝ่ายอำนาจเก่าแก่
ตามรูปเกมเมื่อชิงบทเฉพาะกาลคุมอำนาจเปลี่ยนผ่านไม่ได้ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ สุดท้ายทหารก็เป็นเพียงแค่ “ม้าใช้” อีกตามเคย
งานนี้ยังไงท็อปบูตก็ไม่แฮปปี้
แม้ พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.ประวิตรจะแสดงท่าทีไม่ติดใจ หลีกเลี่ยงอาการระแวงทหารยื้ออำนาจ
แต่จุดที่ต้องจับตาก็คืออาการที่สะท้อนผ่านทางนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มือกฎหมายผู้ใกล้ชิดกับฝ่ายทหาร ที่พูดชัดเลยว่า คณะกรรมการร่างฯไม่ได้ตอบโจทย์ตามข้อเสนอของ คสช. ดังนั้น คณะกรรมการร่างฯต้องทบทวน และอาจต้องหารือกันในแม่น้ำ 4 สายอีกรอบ
นี่น่าจะเป็นคำตอบที่สะท้อนเบื้องลึกของ คสช.ได้เป็นอย่างดี
และนั่นก็เป็นอะไรที่ต้องวิเคราะห์กันให้ดี ถ้าสุดท้ายแล้วบทเฉพาะกาลออกมาในฟอร์มที่ไม่ตอบโจทย์ตามใบสั่ง คสช.ในลักษณะนี้
จะมีผลต่อการประชามติหรือไม่อย่างไร
ตามรูปการณ์ก่อนหน้าที่ทหารออกแรงเข็นร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้นักศึกษาวิชาทหาร (ร.ด.) ออกรณรงค์ หรือการเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพล บล็อกหัวคะแนนนักการเมืองในพื้นที่ต่างๆเพื่อเคลียร์เกมป่วนของฝ่ายต้านประชามติ
เมื่อสถานการณ์พลิก คสช.ไม่ได้ “ยาแรง” อย่างที่ตั้งใจ
ท็อปบูตจะยังเต็มที่อยู่หรือเปล่า
เอาเป็นว่า ตามกติกา ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่านประชามติ อำนาจก็จะกลับมาอยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์จะจัดการออกแบบกติกาอย่างไรก็ได้ เพื่อประกาศใช้ก่อนเลือกตั้ง
เข้าทางทหารเต็มๆ ไม่ต้องไปพึ่งจมูกใครหายใจ
และทั้งนี้ทั้งนั้น ตรงจุดนี้ก็จะกระตุกนักเลือกตั้งอาชีพเองต้องชั่งน้ำหนักกันใหม่ กับการตั้งธงจะคว่ำประชามติ ไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”
เมื่อสถานการณ์พลิกออกมารูปนี้ จะยังเดินแต้มให้เข้าเหลี่ยมทหารหรือไม่
เพราะไม่มีหลักประกันว่า จะไม่เจอบทโหดกว่า
ไปๆมาๆสถานการณ์รัฐธรรมนูญ ได้ “วัดใจ” กันทุกฝ่ายเลย.
ทีมการเมือง