ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/610239
โดย ทีมข่าวการเมือง 25 เม.ย. 2559 05:01

กสม.จะต้องพิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นว่า สามารถปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศได้
นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เปิดนำร่องให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงบทบาทของคณะกรรมการ กสม.ที่เข้ามาในช่วงสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติ
โดยในฐานะที่ กสม.เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อยู่ภายใต้หลักการปารีส (การจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนของรัฐที่เป็นอิสระของประเทศต่างๆ เกิดจากการประชุมด้านวิชาการที่กรุงปารีส เพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน)
ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระ เป็นกลาง ไม่ลำเอียง มีหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศและในประเทศไทย ตรงนี้ถือเป็นหน้าที่ของ กสม. ซึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายภายในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว
แม้วันนี้เราไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เดิมรัฐธรรมนูญปี 50 ให้อำนาจ กสม. สามารถส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองและศาลอาญาได้
แต่ กสม.ยังทำหน้าที่โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการ กสม. สามารถตรวจสอบข้อร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมทำรายงานข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ที่ผ่านมาตั้งแต่ กสม.ของไทยเป็นสมาชิกของไอซีซี (คณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษชนแห่งชาติ) ได้รับการประเมินสถานะเกรดเอมาโดยตลอด พอถึงปลายปี 58 ถูกลดสถานะเป็นเกรดบี
เพราะไอซีซีมีข้อห่วงใยที่ กสม.ของไทยทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนล่าช้า ไม่ตอบสนองสถานการณ์
เช่น เมื่อทำงานรายงานล่าช้าก็ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความยุติธรรม หรือไม่สามารถมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลได้ทันเวลา รวมถึงกรณีเจ้าหน้าที่ของ กสม.บางคนไม่เป็นกลาง และกรรมการ กสม.ไม่มีองค์ประกอบที่หลากหลายหลังผ่านกระบวนการสรรหาเข้ามา
เมื่อถูกลดสถานะทำให้ไม่สามารถเข้าไปมีถ้อยแถลงด้วยวาจาในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ แต่ กสม.ยังมีบทบาทอยู่คงเดิม
ถือเป็นช่วงที่ท้าทายการทำงานเป็นอย่างมาก ท่ามกลางสถานการณ์ในประเทศไทยค่อนข้างถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ
จะทำอย่างไรให้สังคมโลกได้เห็นว่า กสม.ปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ และให้ กสม.เลื่อนลำดับกลับไปสู่สถานะเกรดเอเหมือนเดิม นางอังคณา บอกว่า กรรมการ กสม.ทุกฝ่ายจะต้องเคารพในความเป็นอิสระ
รัฐบาล-คสช.จะต้องเคารพความเป็นอิสระของ กสม. ให้เกียรติในการทำงานตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน
แม้ กสม.ถูกลดสถานะแต่ยังคงทำรายงาน และส่วนตัวไม่ได้กังวลเรื่องถูกลดสถานะ เพราะสิ่งที่เราจะทำต่อไปนี้มันเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจ มีเจตนาที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างจริงใจ
หวังว่ารัฐบาล-คสช.จะเคารพการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ด้วยความสุจริต ตรงไปตรงมา
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในช่วงนี้มีประชาชนร้องเรียนเข้ามาอย่างไรบ้าง นางอังคณา บอกว่า ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง ได้รับเรื่องร้องเรียนเยอะมาก
เช่น ทนายความร้องเรียนหลังเข้าไปเยี่ยมลูกความที่สถานที่ควบคุมตัว มทบ.11 (มณฑลทหารบกที่ 11 ถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม.) ว่าลูกความถูกหน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือละเมิดสิทธิในการแสดงออกเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
และตั้งแต่มีการใช้มาตรา 44 พบว่า มีผลกระทบมากต่อเรื่องสิทธิชุมชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้อยู่ในชุมชนกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานความมั่นคงที่เข้าไปแก้ไขปัญหา ซึ่งอาจจะเข้าใจไม่ตรงกัน ผู้ที่อยู่ในชุมนุมก็ร้องเรียนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ
แต่จะทำหน้าที่อย่างไร เพื่อให้สังคมเห็นว่า กสม. ไม่ได้เป็นแค่เสือกระดาษ แต่สามารถปกป้องประชาชนไม่ให้ถูกละเมิดได้ นางอังคณา บอกว่า กสม. ทุกคนจะต้องมีความกล้าหาญในการปฏิบัติ หน้าที่
ขอให้รัฐเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของเราด้วย แม้รัฐจะไม่เข้าใจ แต่ กสม. จะต้องมีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อปกป้องประชาชนไม่ให้ถูกละเมิด
อย่าลืมว่าชาวบ้านเป็นฝ่ายถูกรัฐหรือผู้มีอิทธิพลละเมิดมากที่สุด เมื่อชาวบ้านถูกละเมิดใครจะ ปกป้อง
อย่างน้อยที่สุด กสม.แม้ไม่มีอำนาจฟ้องร้องแทนประชาชน แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบตามที่ได้รับร้องเรียน ก็สามารถทำรายงานเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สมมติคดีขึ้นศาล ผู้เสียหายหรือผู้ถูกละเมิดสามารถขอให้ศาลเรียกเอกสารการตรวจสอบของ กสม. หรือขอให้ศาลเชิญเข้าไปให้ปากคำในฐานะพยานได้
ขณะนี้ กสม.ยังพยายามทำงานในเชิงรุก แต่ติดปัญหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มาให้ข้อมูลหลังเราเชิญไป หากเชิญครั้งที่สองยังไม่มาภายในเวลาที่กำหนด ก็อาจจะตัดความเห็นของหน่วยงานนั้นออกไปและทำรายงานเฉพาะในส่วนที่เราได้รับข้อมูลมา
ถึงเวลาหรือยังที่จะเสนอแก้ไขกฎหมาย กสม.ให้มีบทลงโทษผู้ที่ถูกเชิญแล้วไม่มาให้ข้อมูล นางอังคณา บอกว่า เราอยากให้เป็นแบบนั้น
อย่างน้อยที่สุด กสม.อยากได้คำอนุญาตให้เข้าไปตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัวโดยที่ไม่ต้องแจ้งหน่วยงานนั้นล่วงหน้า ไม่ว่าจะ นำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำ หรือสถานที่ควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก หรือกฎหมายพิเศษ
วิธีการจะช่วยรัฐได้อีกทางหนึ่ง เช่น มีการร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน กสม.เข้าไปตรวจสอบได้ทันท่วงที แบบนี้สามารถทำรายงาน ที่จะเป็นพยานได้ว่า กรณีนี้ละเมิดจริงหรือไม่ ถ้าละเมิด ละเมิดแค่ไหน
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ท่ามกลางความขัดแย้งสองขั้วและ คสช.มีอำนาจพิเศษอยู่ในมือ กสม.จะทำงานเชิงรุกอย่างไร เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชน นางอังคณา บอกว่า ส่วนตัวทำงานโดยไม่รู้สึกว่าถูกกดดัน
โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นความท้าทายของ กสม.ที่จะต้องใช้ความกล้าหาญในการทำหน้าที่
แต่ประกาศหรือคำสั่ง คสช.ก็หนักอยู่แล้วที่สุ่มเสี่ยงละเมิดสิทธิประชาชน และยังมี พ.ร.บ.การทำประชามติ ซึ่งมีโทษหนักและกรอบกว้างมากจนไม่รู้ว่าประชาชน
ทำอะไรผิดหรือไม่ผิด กสม.จะรับมืออย่างไร เพราะเชื่อว่าจะมีประชาชนที่ถูกรัฐละเมิดสิทธิร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก นางอังคณา บอกว่า การเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจ เป็นสิ่งที่น่ากลัวและน่ากังวลเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะคำสั่งต่างๆของ คสช.ที่ออกมา เช่น คำสั่งห้ามมั่วสุม หรือชุมนุม ปรากฏว่ามีการจัดเสวนาเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน แต่เจ้าหน้าที่ขอให้ยุติการจัดงาน เพราะมองว่าเป็นการมั่วสุม ปลุกปั่น หรือการชุมนุมต่อต้านรัฐ
ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ก็ไปบอกว่าต่างชาติล้อมประเทศไทย เราต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยต้องการความสง่างามบนเวทีโลก
และประเทศไทยหวังที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกแบบไม่ถาวรของสภาความมั่นคงของสหประชาชาติ ที่จะคัดเลือกภายในปี 59 ฉะนั้นประเทศไทยต้องแสดงเจตจำนงชัดเจนในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
พอมาถึงตอนนี้เข้าสู่สถานการณ์การทำประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอีก วันนี้ประชาชนยังสงสัยว่า ถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและประชามติไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร และยังมีอีกหลายมาตราที่ประชาชนเป็นกังวล
ฉะนั้นโดยส่วนตัวอยากให้รัฐใจกว้าง อดทน อดกลั้น รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้สังคมได้ถกแถลง เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน นำไปสู่การปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาต่างๆได้
ไม่ใช่พอประชาชนไปพูดแล้ว ถูกระแวง ถูกตีความว่าเป็นพวกไหน อย่างไร สิ่งเหล่านี้อาจนำไปสู่การแบ่งแยกประชาชนเป็นก๊ก เป็นเหล่า จะนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น
เพราะเจ้าหน้าที่รัฐบางคนใช้กฎหมายที่คิดไปในทางปราบปราม มากกว่าที่จะปกป้องและคุ้มครองประชาชน เสมือนเป็นดาบสองคม
ในที่สุดจะทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจรัฐ.
ทีมการเมือง