บทสรุปที่สมุทรสาคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/605731

โดย ซี.12 15 เม.ย. 2559 05:01

 

เขียนถึงมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันจันทร์เกี่ยวกับกรณีที่มีเรื่องมีราวกันระหว่างข้าราชการในตำแหน่งป้องกันจังหวัดกับ อส.ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา

เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ ขอนำเสนอบันทึกเหตุการณ์ที่ทางจังหวัดสมุทรสาครรวบรวมไว้ดังนี้

ลำดับเหตุการณ์ สมาชิก อส.จังหวัดสมุทรสาคร แจ้งความว่าถูก ป้องกันจังหวัดสมุทรสาคร ทำร้ายร่างกาย

1.วันจันทร์ที่ 4 เมษายน 2559 เวลาประมาณ 08.00 น. อส.อ.ศิริวัฒน์ ร้อยอำแพง แจ้งว่าถูก นายกองตรีสมศักดิ์ แย้มพันธุ์นุ้ย ป้องกันจังหวัดสมุทรสาครใช้กรวยยางฟาด และใช้ฝ่ามือตบที่กกหูมีอาการเจ็บช้ำ แพทย์วินิจฉัยว่า เยื่อแก้วหูซ้ายฉีกขาด ให้พักรักษาตัว 3 วัน จึงได้ไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.อ.สมุทรสาคร ต่อมา ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร ได้เรียก ป้องกันจังหวัด มาสอบถามข้อเท็จจริง และแจ้งกับ อส.อ.ศิริวัฒน์ ว่า จะดำเนินการตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมต่อไป

2.วันอังคารที่ 5 เมษายน 2559 เวลาประมาณ 09.00 น. อส.หญิง สายชล งามเนตร ได้ไปขอสำเนาภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากกล้องวงจร ปิดของห้องควบคุม สำนักงานจังหวัดสมุทรสาคร โดยอ้างว่าจะนำไปให้ผู้บังคับบัญชา แต่ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการนำภาพดังกล่าวเผยแพร่ไปในสื่อทางโทรศัพท์ และโทรทัศน์ทั่วไป

3.วันพุธที่ 6 เมษายน 2559 นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครได้มีคำสั่งย้ายบุคคลดังกล่าวทั้งสามคนดังนี้ ป้องกันจังหวัดไปช่วยราชการ อ.เมือง ย้าย อส.อ.ศิริวัฒน์ ไปประจำ อ.บ้านแพ้ว ย้าย อส.สายชลฯ ไปประจำ อ.กระทุ่มแบน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ และตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน

4.วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน 2559 ญาติของ อส.ทั้งสองรายมาสอบถามข้อเท็จจริงที่ศูนย์ดำรงธรรมฯ โดย ผวจ.ได้เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยตนเอง และยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

5.วันศุกร์ที่ 8 เมษายน 2559 อส.อ.ศิริวัฒน์ พร้อมบิดา ได้เดินทางไปร้องขอความเป็นธรรมที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรีฯ และปรากฏเป็นข่าวในสื่อโทรทัศน์

มีเป็นเหตุการณ์ที่สรุป ณ วันศุกร์ที่ 8 เมษายน 2559 เวลา 21.30 น. ต่อจากนั้นก็เป็นกระบวนการสอบสวนทวนความเพื่อให้ความจริงกระจ่างชัด

มองด้วยสายตาของบุคคลภายนอกถึงการดำเนินการในกรณีนี้โดยเฉพาะในข้อ 3 นั้นเป็นเจตนาที่ดีของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต้องการจะแยกไม่ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องเผชิญหน้ากันอีก เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุบานปลายขึ้นมาซ้ำซ้อนอีกหรือไม่

แต่ผลที่ออกมานั้นคนที่ได้รับความเดือดร้อนมากกว่าคือ ฝ่ายที่ถูกกระทำ ซึ่งต้องเดินทางไปไกลจากที่ตั้งดั้งเดิม ไปประจำ ที่อำเภอแห่งใหม่ ในขณะที่ ฝ่ายผู้กระทำ คือคนลงไม้ลงมือนั้นมีผลกระทบเพียงย้ายที่ทำงานจากศาลากลางจังหวัด ไปช่วยราชการ ที่อำเภอเมือง ซึ่งก็ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับที่ทำงานเดิม เป็นใครก็อดคิดไม่ได้ว่าไม่ค่อยจะเป็นธรรมสักเท่าไหร่และเมื่อมีข้อกังขาเช่นนี้แล้วเรื่องราวเลยบานปลายไปถึงส่วนกลางคือสำนักนายกรัฐมนตรีโดยใช่เหตุ

การใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่นนั้นย่อมมีความผิดอยู่แล้ว และยิ่งเป็นเจ้านายทำกับลูกน้องแล้วสังคมยิ่งรับไม่ได้ แม้แต่ทางทหารเขายังไม่ให้แตะเนื้อต้องตัวกันด้วยซ้ำไปในการลงทัณฑ์

ขอเตือนด้วยความปรารถนาดีว่าผลการสอบสวนที่กำลังจะออกมาภายใน 15 วันนั้น ถ้าไม่ระมัดระวังให้ดีมันจะไม่ส่งผลกระทบแค่คนสองคนในเหตุการณ์นี้เท่านั้นหรอกนะ.

ซี.12

Leave a comment