สนช.ตั้งอนุกรรมการ10คณะลงพื้นที่กลุ่ม10จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160526/228383.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2559
สนช.ตั้งอนุกรรมการ10คณะลงพื้นที่กลุ่ม10จว.

‘สุรชัย’ เผย สนช.ตั้งอนุกรรมการ 10 คณะ ลงพื้นที่กลุ่ม 10 จังหวัด แจงคำถามพ่วง กำชับห้ามรณรงค์ชี้นำโหวตรับ

      26 พ.ค.59 ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) คนที่หนึ่ง กล่าวถึงการพิจารณาพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ 2559 ว่า งบประมาณจำนวน 20 ล้านบาท จะถูกจัดสรรให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสนช. ที่ก่อนหน้านี้ได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอ นำไปใช้ในภารกิจต่างๆ ไม่เกี่ยวกับงบประมาณที่สนช.จะนำไปใช้ลงพื้นที่ชี้แจงคำถามพ่วงประชามติ ที่มาจากการเกลี่ยในส่วนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) โดยรูปแบบการชี้แจง สนช.ได้ตั้งคณะกรรมดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ประเด็นคำถามเพิ่มเติม และอนุกรรมการจำนวน 10 คณะ เพื่อลงพื้นที่ 10 กลุ่มจังหวัด ยืนยันว่า การลงพื้นที่ของสนช.ไม่มีความหนักใจ เพราะเราทำหน้าที่ไปตามที่กฎหมายกำหนด และได้กำชับสมาชิกสนช.ทุกคนที่ลงพื้นที่ว่า ห้ามมีการรณรงชี้นำว่า ต้องโหวตรับหรือไม่รับคำถามพ่วง เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายประชามติ
      “มั่นใจว่า คงไม่มีความพยายามวิจารณ์คำถามพ่วงเพื่อเชื่อมโยงนำไปสู่การคว่ำร่างรัฐ ธรรมนูญ ที่ผ่านมา สนช. ได้ชี้แจงไปแล้ว 3 เวที ก็ยังไม่เกิดเหตุลักษณะดังกล่าว แต่หากเกิดขึ้นก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่จะต้องดูแลตามกฎหมายประชามติ“ นายสุรชัย กล่าว
สนช.พิจารณา 3 วาระรวด ผ่านงบค้างท่อ 2 หมื่นกว่าล้านบาท
      เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 26 พ.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็น ผู้เสนอ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณในแต่ละปี จะกำหนดไว้ว่า ให้หน่วยราชการใด กระทรวงใดได้งบประมาณเท่าไหร่ แต่เมื่อพบว่า หน่วยงานเจ้าของงบประมาณนั้น ไม่สามารถปฏิบัติได้ หรือปฏิบัติภารกิจนั้นทำแล้วเสร็จ หรือมีเหตุจำเป็นต้องโอนงบประมาณจากหน่วยหนึ่งไปยังหน่วยงานหนึ่ง แต่การโอนงบข้ามหน่วยงาน ไม่สามารถกระทำด้วยคำสั่งของใครก็ได้ เพราะมีการระบุว่า การโอนงบข้ามหน่วยงานจะต้องออกเป็นพ.ร.บ.เท่านั้น
      นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องโอนงบประมาณข้ามกระทรวงและกรม เพราะส่วนราชการที่เป็นเจ้าของเดิมไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ หรือปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว หรือมีเหตุจำเป็นต้องปฏิรูปในเรื่องระบบของงบประมาณใหม่ เพื่อให้งานบางอย่างเดินหน้าเรียบร้อย รัฐบาลได้ขอให้หน่วยงานต่างๆ ได้จัดการกับงบประมาณของหน่วยงานตนเอง โดยดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างภายในวันที่ 31 มี.ค. 59 และหากมีการลงนาม ต้องกระทำให้เสร็จภายใน 31 พ.ค. 59 หากไม่สามารถทำได้ก็ต้องโอนงบประมาณ โดยโอนงบในส่วนนี้มาเป็นงบกลางเพื่อสำรองจ่ายที่จำเป็นอีกหลายหลายรายการ เพราะเหลือเวลา 4 เดือนก็จะสิ้นปีงบประมาณแล้วก็ให้โอนมาจัดการตั้งเป็นงบประมาณใหม่ของหน่วยงานอื่นที่เขาเดือดร้อนจำเป็น ที่ต้องขับเคลื่อนงานบางอย่าง โดยงบประมาณจะโอนมาจาก 25 หน่วยงาน จำนวน 22,106,555,000 บาท จัดเป็นงบกลางจำนวน 21,885,555,000 บาท และสำนักเลขาธิการวุฒิสภา แผนงานสนับสนุนการจัดการของรัฐสภา ศาล และหน่วยงานรัฐจำนวน 21,000,000 บาท
      “ ยืนยันว่าการโอนงบครั้งนี้ไม่กระทบกับโครงการที่ดีและแผนงานที่ดำเนินการเป็นปกติ เพราะหากโครงการใดที่ทำไปแล้ว ก็สามารถทำต่อได้ ดังนั้นจึงขอความกรุณาจาก สนช.ให้พิจารณาด้วย อย่างไรก็ตามในตัวร่างพ.ร.บ.ทางครม.ขอแก้ไขเพิ่มเติมตัวร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เป็น ร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายพ.ศ.2559 “ นายวิษณุ กล่าว
      จากนั้นเปิดให้สมาชิกอภิปรายในขั้นรับหลักการ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วยและสนับสนุนในการโอนงบประมาณ แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการผันงบประมาณเช่นนี้ มีความเป็นห่วงว่า หน่วยงานต่างๆ จะเร่งใช้จ่ายงบอย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ พร้อมมีข้อเสนอว่า สำนักงบประมาณควรจะนำงบประมาณปกติตั้งแต่ปี 2557-2559 มาประกอบการพิจารณาจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 หากพบว่าหน่วยงานใดใช้จ่ายเงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพเป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปี เพราะเชื่อว่าในปีต่อไป ก็จะมีการโอนงบในลักษณะนี้อีก ดังนั้นควรจัดสรรงบให้เหมาะสมกับหน่วยงานนั้นๆ ตั้งแต่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี
      นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องมีการปรับโอนงบประมาณในครั้งนี้ เพราะมีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแล้วปรากฏว่ามีเงินเหลือจ่าย 7,416 ล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำที่ดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์แล้วเป็นจำนวนเงิน 2,431 ล้านบาท และเป็นรายการที่ไม่สามารถลงนามตามสัญญาได้ภายในกำหนดวันที่ 31 พ.ค.2559 จำนวน 12,273 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่เมื่อประกาศจัดซื้อจัดจ้างไปแล้วแต่ไม่มีผู้เข้ามา เสนอราคาและไม่มีผู้มีคุณสมบัติพอจะเข้ามาเสนอราคา จึงจำเป็นต้องปรับรายการงบประมาณ
      “คณะรัฐมนตรีได้มีมติตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2558 และ 29 ธ.ค.2558 เพื่อกำหนดเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณของส่วนราชการประจำปี 2559 ต้องมีการกำหนดเป้าหมายในการเบิกจ่ายของทุกหน่วยงานว่าต้องเบิกจ่ายให้ได้ ไม่น้อยกว่า 96% เมื่อได้ดำเนินการตามแผนผลปรากฏว่าสามารถบรรลุเป้าหมายได้พอสมควรเมื่อเทียบ กับปีที่ผ่านมา” นายสมศักดิ์ กล่าว
      ต่อมาที่ประชุมได้มีมติรับหลักการวาระแรกด้วยคะแนนเสียง 158 ต่อ 0 งดออกเสียง 2 โดยนายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิปสนช.ได้เสนอให้มีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อพิจารณา 3 วาระ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ จากนั้นได้พิจารณาวาระ 2 และลงมติให้ความเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 155 ต่อ 0 เสียง ได้ประกาศใช้พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นกฎหมายต่อไป
      ทั้งนี้ นายวิษณุ ได้กล่าวขอบคุณว่า การขอโอนงบประมาณครั้งนี้ จะนำสิ่งที่สนช.ได้ให้ความเห็น พิจารณาไป เสนอต่อรัฐบาล เพราะถือว่าเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงาน พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะนำงบประมาณเหล่านี้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ตามความมุ่งหมายทุกประการ

Leave a comment