ผ่าความจำเป็น คสช.“คุมเข้ม”สถานการณ์ประชามติ : รัฐธรรมนูญคว่ำ หมดความชอบธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/620209

 

ผลการเสี่ยงทายในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปีนี้ พระโคเลือกกินข้าวโพด งา น้ำ หญ้า เหล้า พยากรณ์ว่า ผลาหาญ ภักษาหารจะบริบูรณ์ น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร การคมนาคมค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้นทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

ตามคำทำนายแนวโน้มน่าจะมีแต่เรื่องดีๆ

อย่างน้อยก็เป็นอะไรที่ช่วยทำให้ประชาชนคนไทยใจชื้นขึ้น ในยามบ้านเมืองอยู่ในภาวะร้อนแล้งจัด ท่ามกลางความอึดอัดของสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ

ส่อเค้าวิกฤติไปหมดแทบจะทุกด้าน

แต่เรื่องของเรื่องเลย โดยพิธีพืชมงคลตามปฏิทินฤดูกาลมาถึงเดือนพฤษภาคมแล้ว นั่นหมายถึงเงื่อนเวลาที่กระชั้นเข้ามา เหลืออีกแค่ 2 เดือนกว่าจะถึงกำหนดการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม

ใกล้วันเดิมพันลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงาย

ในห้วง “ดีเดย์” บรรยากาศเข้าสู่โหมดเดินหน้าประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ

ตามสถานการณ์ฝ่ายที่รับผิดชอบโดยตรงทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กระทรวงมหาดไทย ไปยันกองทัพ ได้ทำการวางรูปแบบ คิดวิธีการสื่อถึงชาวบ้าน

เพื่อให้เกิดการรับรู้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุดเท่าที่ จะทำได้

ตามความคืบหน้าล่าสุดที่นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) แถลงโปรแกรม ที่ประชุมได้รับทราบแผนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มีปฏิทินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์สาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ

เริ่มจากวันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 5 สิงหาคม

โดยเริ่มต้นวันที่ 2 มิถุนายน คณะกรรมการร่างฯจะจัดประชุมชี้แจงแก่ผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร ณ ศาลาว่าการกรุงเทพฯ จากนั้นวันที่ 7 ถึง 29 มิถุนายน เป็นการจัดอบรมผู้แทนชุมชนของ กทม. จำนวน 4,200 คน โดยแยกจัดครั้งละ 700 คน จำนวน 6 ครั้ง ที่ห้องประชุมรัฐสภา

ส่วนการลงพื้นที่ชี้แจงคำถามพ่วงร่วมกับ สนช.จะมีอาสาสมัครจาก สปท.เข้าร่วม 48 คน ใน 9 กลุ่มจังหวัด ทั้งนี้ได้มีการสัมมนาร่วมของ สนช. และ สปท.เพื่อเตรียมความพร้อมครั้งสุดท้ายในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ประเด็นคำถามเพิ่มเติมของ สนช.เพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน

ซึ่งทุกขั้นตอน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะบรรยายด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกัน ในส่วนความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทย นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ

โดยกำหนดวันที่ 18-19 พฤษภาคมนี้ จะมีการอบรมวิทยากรอาสาสมัครจากจังหวัด (ครู ก.) 5 คน ประกอบด้วย 1.รองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือปลัดจังหวัด 2.ตัวแทนกองกำลังรักษาความสงบ 3.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 4.สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และ 5.หัวหน้าส่วนอื่นๆที่
ผู้ว่าฯ เห็นสมควร

เพื่อทำการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญต่อวิทยากรอาสาสมัครระดับอำเภอ (ครู ข.) ต่อไป

สุดท้ายเลยก็จะเป็นทีมอาสาสมัครที่เดินเคาะถึงประตูบ้าน

ยังไม่รวมถึงการแจกคลิปให้ผู้ใหญ่บ้านเปิดเสียงตามสายจากวิทยุชุมชน รวมทั้งการเปิดเพลงเกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่ประพันธ์และขับร้องโดยศิลปิน ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน

ปฏิบัติการ “ขายตรง” ถึงกลุ่มเป้าหมาย

กกต. สนช. สปท. คณะกรรมการร่างฯ มหาดไทย ระดมความร่วมมือกันเต็มที่

ยังไม่นับในส่วนของกองทัพ ที่ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ออกตัวนำไปก่อนหน้า ด้วยการส่งทีม “รด.จิตอาสา” รวมถึงสมาชิกครอบครัวของกำลังพลออกช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน

เชียร์สุดตัว “รัฐธรรมนูญปราบคอร์รัปชัน”

ทหาร พลเรือน ออกแรงเข็นกันเต็มกำลังทั้งกองทัพ กกต. เครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย

ตามรูปการณ์มาถึงตรงนี้ก็ตัดไปได้กับเครื่องหมายคำถามคสช.จะลุยเต็มตัวหรือไม่

ไม่มีเหตุให้สงสัยในเรื่องของเกมแกล้งให้คว่ำประชามติเพื่อลากยาวอำนาจ

ลุยกันขนาดนี้ไม่มี “สับขาหลอก” แน่

และนั่นก็แปรผันตามสถานการณ์ “กดแรงกระเพื่อม” ท่าทีของรัฐบาลทหาร คสช.ที่เน้นยุทธศาสตร์การควบคุมความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้าน

ยกระดับความเข้มข้นของอำนาจตามมาตรา 44

แบบที่มีการจับตัวแม่ของ “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำกลุ่มนักศึกษา ในข้อหาเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ต่อเนื่องมาจากการล็อก 8 ผู้ต้องหาในฐานคดีเดียวกัน จากการทำเพจล้อเลียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ก่อนจะขยายผลความผิดตามมาตรา 112 ในเวลาต่อมา

ในสถานการณ์ท้าทายต่อแรงกดดันจากนานา ชาติในปมว่าด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ภายใต้บรรยากาศซีเรียสถึงขั้นที่สื่อต่างประเทศอย่างเอเอฟพีได้ใช้คำว่า “อดีตพันธมิตร” ที่ใกล้ชิดของไทยอย่างสหรัฐอเมริกาได้ประณามรัฐบาลทหารไทยต่อการจับกุมมารดาของ “จ่านิว”

ชี้ชัดเลยว่า จะก่อให้เกิดความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆเกี่ยวกับคำมั่นของไทยในพันธสัญญาระหว่างประเทศต่อการปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

ประกอบกับสถานการณ์พอดีที่รัฐบาล คสช.ต้องส่งตัวแทนเข้ารายงานและชี้แจงในการประชุมทบทวนสิทธิมนุษยชน ในการประชุมคณะทำงาน Universal Periodic Review (ยูพีอาร์) แห่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติสมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

รัฐบาลทหาร คสช.โดนชาติตะวันตกรุมกินโต๊ะอย่างหนัก

เพิ่มโจทย์ยากๆในการพยายามปลดล็อก “ธงแดง” การกู้สถานการณ์ด้านมาตรฐานการบินพลเรือนที่โดนพี่เบิ้มสหรัฐฯสั่งแบนสายการบินตรงจากประเทศไทย และการเคลียร์สถานการณ์ส่อ “ใบแดง” ของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ที่จ้องยกระดับการสั่งแบนสินค้าประมงจากไทย

โดยเงื่อนไขจะไหลลามไปกดดันภาวะเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้ระดับความเข้มข้นในการบังคับใช้อำนาจพิเศษ คสช.ลดลงแต่อย่างใด

ประเมินจากท่าทีของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์กรณีที่นักวิชาการยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญขัดต่อสิทธิเสรีภาพ แต่ คสช.ยังเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น

ยืนยันว่า ใช้กฎหมายปกติไม่ได้เข้มข้นแต่อย่างใด

ในขณะที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ได้เชิญนายกลิน ทาวน์เซนด์ เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยเข้าพบ

เพื่อแสดงจุดยืนของประเทศไทยในการเคารพหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

อย่างไรก็ดี ต้องคำนึงถึงการรักษาความสงบเรียบร้อย การป้องกันความแตกแยกในสังคม เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงของการปฏิรูปประเทศเพื่อนำสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคงและความสามัคคีภายในชาติ

สะท้อน คสช.เน้นเงื่อนไขความมั่นคงเป็นหลัก

ซึ่งก็สอดรับกับปรากฏการณ์ที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.นำตำรวจสนธิกำลังกับทหารเข้าทำการตรวจค้นรังของผู้มีอิทธิพล นักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติในพื้นที่จังหวัดนครปฐม นครสวรรค์ สมุทรปราการ ฯลฯ

เป้าหมายส่วนใหญ่เป็นคนในเครือข่ายของอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

นั่นก็หนีไม่พ้นถูกโยงเข้ากับการ “กดแรงกระเพื่อม” ประชามติ แบบคนละเรื่องเดียวกัน

มันยังมีเรื่องของการชงกฎหมายปรองดองเวอร์ชั่นใหม่โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท.ที่เสนอให้พักโทษพวกปิดสนามบิน ปิดถนน ซึ่งก็โดนต่อต้านตามฟอร์ม แล้วก็เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะเบอร์หนึ่งในการคุมความมั่นคง ที่รีบปิดเกม พูดชัดไม่เอาด้วยกับมุกปรองดองที่แทรกคิวมา

สถานการณ์นิ่งอยู่แล้ว จะเพิ่มแรงกระเพื่อมไปทำไม

ประเมินตามรูปการณ์ มันก็เป็นอะไรที่เห็นกันเลยว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯหัวหน้าคสช. กับ พล.อ.ประวิตร เน้นยุทธศาสตร์ไปที่การคุมเข้มสถานการณ์ประชามติ

ล็อกการเคลื่อนไหวของฝ่ายต้านไม่ให้จุดชนวนป่วน

ยอมเสี่ยงกับแรงเสียดทานนานาชาติว่าด้วยปมการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่สนชาติตะวันตกจะเพิ่มแรงกดดันมาตรการแซงก์ชั่นทางด้านเศรษฐกิจ

เพื่อกด “แรงกระเพื่อม” ให้นิ่งที่สุด

จุดสุดท้ายอยู่ที่ผลการดันร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติให้ได้

นั่นก็เพราะเดิมพันมันสูงมาก

ฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.น่าจะดีดลูกคิดบวกลบคูณหาร ประเมินสถานการณ์แล้ว ถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญโดนโหวตคว่ำ ไม่ผ่านด่านประชามติจะยุ่งยากกว่านี้

เพราะมันจะเป็นจุดที่นำมาซึ่งบทสรุป ประชาชนคนไทยไม่เอาด้วยกับรัฐบาลทหาร คสช.

ต้นทุนหน้าตักของ “บิ๊กตู่” ส่อเครดิตรูด

ง่ายต่อการถูกฝ่ายตรงข้ามแห่กระแส ยกระดับกระตุกภาพของเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ

หมดความชอบธรรมในการใช้อำนาจพิเศษ

จุดชนวนให้ประชาชนคว่ำบาตร.

“ทีมการเมือง”

 

Leave a comment