ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/245330
การเมือง : 7 ต.ค. 2559
ยืน ยกฎีกา “ยิ่งลักษณ์” สู้คดีกปปส.ฟ้องระงับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ศาลฎีกา ยืน ยกฎีกา “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” สู้คดี กปปส.ฟ้องระงับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
7 ต.ค.59 — นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของแกนนำ กปปส. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลแพ่ง ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่นายถาวร เสนเนียมเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.กลาโหม , ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส. และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. ในฐานะรองผอ.ศรส. เป็นจำเลยที่1-3เรื่องละเมิดเมื่อปี พ.ศ.2557 จากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ กทม. , บางอำเภอใน จ.นนทบุรี , ปทุมธานี และสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 21 ม.ค.57
นายสวัสดิ์ ทนายความ กล่าวอีกว่า เดิมคดีนี้ศาลชั้นต้น มีพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามซึ่งดำรงตำแหน่งตามฟ้องขณะนั้น ระงับการใช้ประกาศและข้อกำหนดที่ออกตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ รวม 9 ข้อ ซึ่งต่อมาฝ่ายจำเลยทั้งสามก็ได้อุทธรณ์และฎีกา โดยล่าสุดวันที่ 20 ก.ย.ได้มีการอ่านคำตัดสินของศาลฎีกา ที่มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพราะไม่มีเหตุที่จะต้องบังคับการคำพิพากษา กรณีจึงไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาอีก ดังนั้นคดีจึงถือว่าสิ้นสุดตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้นายถาวร แกนนำ กปปส. ได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ , ร.ต.อ.เฉลิม อดีต ผอ.ศรส. และ พล.ต.อ.อดุลย์ อดีต รอง ผอ.ศรส.เป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง เมื่อปี พ.ศ.2557 เป็นคดีหมายเลขดำ275/2557 เพื่อขอให้ศาลพิพากษา เพิกถอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ และห้ามใช้กำลังสลายการชุมนุม เนื่องจากออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯนั้นไม่ชอบ เพราะเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ หลังจากมีการประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.56
ต่อมาฝ่ายจำเลยทั้งสามได้ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยจำเลยได้ยื่นฎีกาอีก ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขณะที่ศาลฎีกา พิจารณาแล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ที่ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยไม่ได้วินิจฉัยขอเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่จำเลยทั้งสามได้ อุทธรณ์นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ศาลฎีกา เห็นว่า แกนนำ กปปส.โจทก์ ยื่นฟ้อง ขอให้ศาลเพิกถอนประกาศสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงฯ ลงวันที่ 21 ม.ค. 57 และ ข้อให้เพิกถอนประกาศข้อกำหนดทุกฉบับที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ รวมทั้งห้ามจำเลยทั้งสามกระทำการ ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามนำประกาศสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงฯ มาใช้บังคับที่จะออกประกาศและข้อกำหนดอื่น รวมทั้งไม่ให้นำประกาศและข้อกำหนดนั้นมาใช้กับโจทก์และประชาชน โดยห้ามจำเลยทั้งสามกระทำการบางประการด้วย
ซึ่งระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 20 พ.ค.57 มีการประกาศบังคับใช้กฎอัยการศึกทุกท้องที่ของประเทศ และวันที่ 22 พ.ค. 57 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศเข้าควบคุมอำนาจปกครองประเทศ พร้อมกับออกประกาศให้รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2550 สิ้นสุดลง และยังได้ออกประกาศฉบับที่ 7 /2557 ห้ามไม่ให้มีการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยให้ผู้ชุมนุมทางการเมืองเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งผู้ชุมนุมทางการเมืองทุกกลุ่มขณะนั้นได้ยุติ และสลายการชุมนุมหมดแล้ว
ดังนั้น ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฯ ดังกล่าวตามฟ้อง รวมทั้งบรรดาประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดอื่นที่ออกตามประกาศดังกล่าว ซึ่งมีข้อความขัดกับกฎอัยการศึกนั้นย่อมต้องระงับไป โดยใช้บทบัญญัติของกฎอัยการศึกแทน และเมื่อ คสช. เข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศโดยประกาศให้ผู้ชุมนุมทางการเมือง เดินทางกลับภูมิลำเนาซึ่งได้มีการยุติและสลายการชุมนุมหมดสิ้น จึงไม่มีเหตุที่จะต้องบังคับการคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอีก ดังนั้นศาลอุทธรณ์เห็นว่ากรณีจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามอีกต่อไป
ซึ่งศาลฎีกา เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้ง สามฟังไม่ขึ้น จึงให้พิพากษายืนตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งดังกล่าว
