เทียบ-“ ยิ่งลักษณ์” จำนำข้าว-“ เริงชัย” ปกป้องค่าเงินบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/245326

เริงชัย, เทียบ ยิ่งลักษณ์, คมชัดลึก, เทียบ, ยิ่งลักษณ์, จำนำ, ข้าว, เริงชัย , ปกป้อง, ค่าเงินบาท, เทียบ-, จำนำข้าว-, ยิ่งลักษณ์, ยิ่งลักษณ์

การเมือง  : 7 ต.ค. 2559

เทียบ-“ ยิ่งลักษณ์” จำนำข้าว-“ เริงชัย” ปกป้องค่าเงินบาท

แม้ว่ามีความพยายามหยิบยกว่า ที่ศาลฎีกายกฟ้องอดีตผู้ว่าฯแบ็งค์ชาติปกป้องค่าเงินบาท มีความเหมือนกับคดี” ยิ่งลักษณ์ ” จำนำข้าว แต่ในความจริงก็มีความต่าง

             เป็นเรื่องที่น่าสนใจกับกรณีที่ นายนพดล หลาวทอง ทนายความของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว  และเป็นทนายของนายเริงชัย มะระกานนท์  อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ ที่ถูกธนาคารแห่งประเทศไทยและกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ฟ้องเป็นคดีแพ่ง เมื่อปี 2544 เรียกให้ต้องรับผิดเป็นจำนวนเงินสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท จากการนำเงินจากกองทุนสำรองระหว่างประเทศ ไปดำเนินการปกป้องค่าเงินบาทแต่ศาลฎีกายกฟ้อง และได้มีการนำเรื่องจำนำข้าว กับกรณีของนายเริงชัยมาเปรียบเทียบกันว่ามีคล้ายคลึงกัน และเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกฯและหัวหน้า คสช. ทบทวน การที่จะนำวิธีการบังคับทางปกครอง โดยให้กระทรวงการคลัง ออกคำสั่งให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชดใช้เงินค่าเสียหายจากโครงการจำนำข้าว จำนวน  35,717 ล้านบาท เปลี่ยนเป็นการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเหมือนกับกรณีนายเริงชัย

สำหรับ “ความเหมือน”  ที่ทนายความ พยายามยกขึ้นมา มีด้วยกัน 2 ข้อ คือ

1. น.ส.ยิ่งลักษณ์และนายเริงชัย ถูกตรวจสอบและเรียกร้องเป็นค่าเสียหายจากการคิดกำไรขาดทุนเหมือนกันและเกิดจากการดำเนินนโยบายของประเทศเหมือนกัน คือ นโยบายใช้เงินช่วยเหลือเกษตรกรจากการรับจำนำข้าวเปลือกของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนโยบายใช้เงินปกป้องค่าเงินบาทจากการถูกโจมตีของต่างชาติของนายเริงชัย

2.การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะผู้ว่าการแบงค์ชาติของบุคคลทั้งสองเหมือนกัน คือ หน้าที่และความรับผิดชอบต่อการปฏิบัตินโยบาย  และอ้างว่าศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานว่า การต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อการตัดสินใจด้านนโยบายนั้น แม้จะต้องสูญเสียเงินไปก็จะถือเป็นความเสียหาย คือ  คิดเป็นกำไรขาดทุนไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากเรามองไปในรายละเอียดของ 2 ข้อนี้ ในความเหมือนก็ยังมีความต่างอยู่   ความเหมือน คือ ในประเด็นที่ว่า เป็นการเรียกร้องค่าเสียหายจากการคิดกำไรขาดทุนเหมือนกัน คือ กรณีของนายเริงชัย  ก็คือ การนำเอากองทุนสำรองระหว่างประเทศ ไปปกป้องค่าเงินบาท แล้วถูกฟ้องว่า ทำให้เงินกองทุนฯร่อยหรอ ขาดทุน เกิดความเสียหาย เช่นเดียวกับ กรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ที่ถูกฟ้องว่า เอาเงินงบประมาณไปใช้ในโครงการจำนำข้าว  แล้วขาดทุน เกิดความเสียหาย

แต่ก็ยังมีความต่างระหว่างกรณีนายเริงชัย กับ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ดังนี้

1. ที่อ้างว่าการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีและในฐานะผู้ว่าการแบ็งค์ชาติ เหมือนกัน ทำให้มีความรับผิดต่อการปฏิบัตินโยบายเหมือนกัน และอ้างว่าศาลฎีกา ได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า การตัดสินใจในด้านนโยบายนั้น แม้จะต้องสูญเสียเงินไป ก็จะถือเป็นความเสียหาย คิดเป็นกำไรขาดทุนไม่ได้นั้น

แต่คำถามคือว่า นายกรัฐมนตรี กับผู้ว่าการแบ็งค์ชาติ  สถานะของบุคคลทั้งสองเหมือนกันจริงหรือ เพราะว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำประเทศ เป็นผู้บริหารสูงสุด เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายของประเทศ เป็นผู้กำกับนโยบายโดยแท้  แต่ผู้ว่าแบ็งค์ชาติ เป็นเพียงเจ้าหน้าที่รัฐ แม้จะเป็นระดับผู้ว่าแบ็งค์ชาติ  แต่ก็ต้องฟังการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีและ รมว. คลัง ว่าจะเอาอย่างไรในสถานการณ์วิกฤติการเงินในขณะนั้น ดังนั้น หากเกิดความเสียหายในด้านนโยบายขึ้น คนระดับนายกรัฐมนตรีน่าจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าคนระดับผู้ว่าแบ็งค์ชาติ หรือไม่

2. สถานการณ์กรณีนายเริงชัย นั้น บ้านเมืองอยู่ในสภาวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในประเทศ อสังหาริมทรัพย์เจ๊ง เกิดหนี้เอ็นพีแอล  มีการโจมตีค่าเงินบาท  นายเริงชัย จึงมีเวลาไม่มาก และต้องรีบตัดสินใจในสภาวการณ์อันสั้น โดยเอาเงินกองทุนสำรองระหว่างประเทศ ไปปกป้องค่าเงินบาท จากการถูกโจมตีจากต่างชาติ ซึ่งก่อนที่จะตัดสินใจ นายเริงชัย ได้มีการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญก่อนแล้ว  ไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว และทำตามขั้นตอน อีกทั้งในขณะนั้นไม่มีใครรู้ได้ล่วงหน้าว่าการเอาเงินกองทุนสำรองระหว่างประเทศไปปกป้องค่าเงินบาท ผลจะออกมาอย่างไร  ซึ่งต่างกับกรณีของ น.ส. ยิ่งลักษณ์  ในกรณีโครงการรับจำนำข้าว ที่นำเอางบประมาณของรัฐมารับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาท ในขณะที่ราคาข้าวในตลาดไม่ถึงจำนวนดังกล่าว และไม่มีสถานการณ์ที่จะต้องรีบทำโดยเร่งด่วน

3. ในเรื่อง“การเตือน” กรณีโครงการรับจำนำข้าว มีการเตือน จากทั้ง สตง, ป.ป.ช.,สภา รวมถึงจากเวทีสาธารณะของนักวิชาการ  ถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากโครงการฯ อย่างชัดเจน แต่กรณีของนาย เริงชัย มีการพูดถึงความเสี่ยงจากการเอาเงินกองทุนสำรองระหว่างประเทศไปปกป้องค่าเงินบาทบ้าง แต่ก็เป็นการพูดกันวงในจากการปรึกษาหารือกันของนายเริงชัย กับทีมงาน ซึ่งเป็นในลักษณะตั้ง“ข้อสังเกต” และมีการพูดของนักวิชาการผ่านสื่อ ในเชิงไม่เห็นด้วยกับการเอาเงินกองทุนสำรองระหว่างประเทศไปปกป้องค่าเงินบาทบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาด“เตือน” อย่างชัดเจน และอย่างเป็นทางการเหมือนกรณีโครงการรับจำนำข้าว

4.เรื่องทุจริต  กรณีของนายเริงชัย ไม่มีในเรื่องทุจริตเกิดขึ้น มีเรื่องผู้ได้ประโยชน์จากการโจมตีค่าเงินบาทบ้าง  แต่ในโครงการรับจำนำข้าว มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นจำนวนมาก และยังมีการกล่าวหาว่า พรรคพวกหรือคนใกล้ชิดนักการเมืองได้ประโยชน์ด้วย

 

Leave a comment