น้ำหนักประชามติ ตัดสินทหาร-การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 31 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677031

 

จับกระแส “จุดยืน” รอประชาชนกาบัตร 7 สิงหา

นับถอยหลังอีกแค่ 7 วัน ก็จะถึงดีเดย์วันประชามติ 7 สิงหาคม

ภายใต้บรรยากาศที่เร้าสถานการณ์ กระตุ้นอารมณ์ตื่นเต้นไปกับคิวเดิมพันสำคัญ

ตามฉากดุดันแบบที่นายทหารพระธรรมนูญได้เข้าควบคุมตัว น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่

พรรคเพื่อไทย คาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในจังหวะที่เจ้าตัวเดินทางไปรอเข้าพบ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

เพื่อขอเคลียร์ความบริสุทธิ์ใจกรณีถูกโยงกับการแจกเอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ

โดยล็อกตัวไปสอบปากคำที่ค่ายทหาร มทบ.11 เป็นเวลา 7 วัน ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ก่อนส่งให้พนักงาน สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ไล่เลี่ยๆกันกับสถานการณ์อีกด้านที่จังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.โกศล ประทุมชาติ ผบ.มทบ.33 ได้เชิญตัวเครือญาติในตระกูล “บูรณุปกรณ์” และบุคคลในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับกรณีจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญนับสิบคน เข้ารายงานตัวในค่ายทหาร

ไล่เบี้ยตามล็อกกันทั้งเครือข่าย

ในจังหวะต่อเนื่องกันเลยกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 44/2559 ลงดาบให้นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ชั่วคราว ข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งจดหมายเผยแพร่บิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายความมั่นคงของ คสช.ไม่ยอมลดละ ภายหลังจากรายการโอละพ่อเด็ก 8 ขวบฉีกบัญชีรายชื่อที่จังหวัดกำแพงเพชร และคิวฮากลิ้งลิงแสมฉีกทำลายบัญชีรายชื่อที่จังหวัดพิจิตร

จัดคิวทุบโชว์ ปฏิบัติการเชือดไก่เซ่นเกมป่วนประชามติ

แน่นอน ตามปรากฏการณ์เหตุเกิดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ฐานใหญ่ภาคเหนือของพรรค เพื่อไทย ประกอบกับตระกูล “บูรณุปกรณ์” ก็ใกล้ชิดกับคนตระกูลชินวัตร

มันจึงเชื่อมโยงไปถึง “นายใหญ่” อย่างมีนัยสำคัญ

แต่นั่นก็ยังได้แค่มโนสงสัย ไม่มีหลักฐานเอาผิดแบบคาหนังคาเขา

ต่างกันกับการเปิดหน้าเปิดตัวแถลงออกอากาศกันชัดๆ กับคิวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โชว์จุดยืน แสดงความชัดเจนในนามส่วนตัว

ประกาศ “โหวตโน” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ให้เหตุผล เพราะไม่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศและมีจุดอ่อนหลายเรื่อง พร้อมแนะนำข้ามช็อตให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นแบบ ในการยกร่างรัฐ-ธรรมนูญขึ้นมาเองหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ไม่ผ่านประชามติ

ยี่ห้อ “อภิสิทธิ์” ชูธงโหวตคว่ำ

โดยรูปการณ์ก้ำกึ่ง ไม่ชัวร์ว่าเข้าข่ายการชี้นำหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ โดยสถานภาพของนักการเมืองขวัญใจคนรุ่นใหม่ ที่มีแฟนคลับ กองเชียร์จำนวนมาก

เป็นไอดอลของผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่

มันย่อมส่งผลสะเทือนต่อการเข็นร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านประชามติอย่างปฏิเสธไม่ได้

เรื่องของเรื่อง ทั้งคิวแสดงจุดยืน “โหวตโน” ของนายอภิสิทธิ์ ที่มาในจังหวะไล่เลี่ยกับปฏิบัติการไล่ล็อกตระกูลนักการเมืองดังเชียงใหม่เบื้องหลังขบวนการเผยแพร่จดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ

คนละเรื่อง คนละสถานการณ์

แต่ที่ตรงกันก็คือเป็นเรื่องฝ่ายต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” นั่นก็เลยทำให้สถานการณ์ประชามติอยู่ในโซนอันตราย

โอกาสพลิกคว่ำมากกว่าพลิกหงาย

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามแบบที่ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ สถานการณ์จะเป็นอย่างไร ถ้าผ่านสถานการณ์จะเดินไปทางไหน หรือในมุมที่ผ่านแค่ร่างรัฐธรรมนูญแต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน ตามรูปการณ์จะเป็นอย่างไร

แน่นอนทุกสถานการณ์ล้วนแต่แฝงไปด้วยเงื่อนไข

ถ้าประชามติผ่าน ประชาชนส่วนใหญ่เทเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ก็เป็นอะไรที่ฉลุย ทุกอย่างเดินหน้าต่อตามโปรแกรมโรดแม็ปไปสู่การเลือกตั้งในปลายปี 2560

ตามดีลที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศพันธสัญญาไว้กับนานาชาติ

แต่ถ้าหากผลออกมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” โดนคว่ำ ไม่ผ่านด่านประชามติ ตามกระบวนการก็เป็นอำนาจของหัวหน้า คสช.จะทำการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เพื่อนำไปใช้ในการเลือกตั้ง

ซึ่งนั่นก็ยังกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนไม่ได้ และทำให้กรอบโรดแม็ปต้องยืดออกไป

เอาเป็นว่า โดยเงื่อนไขทางกฎหมายที่ไม่ได้ผูกมัดไว้ไม่ว่าประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็ไม่มีผลต่อการอยู่หรือไปของรัฐบาล คสช.ในห้วงโปรแกรมตามโรดแม็ปที่วางไว้

เพียงแต่เกมชิงกระแสอาจจะถูกกระแทกเรื่องของระดับความชอบธรรม

โยงไปถึงสถานการณ์การยอมรับจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจะวางเกมข้ามช็อตไปแล้ว ตั้งแต่ยังไม่รู้ผลประชามติ

แบบที่จับทางได้ ในมุมของนักเลือกตั้งอาชีพ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มอบหมายงานการเมืองให้ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำกลุ่ม กทม. คุมจังหวะในการเดินหมากคุมเชิงทีมงาน คสช.

และข่าวเชิงลึกยังว่ากันถึงขั้นส่งซิกให้น้องๆในตระกูลชินหยุดพฤติการณ์ล่อเป้าทหาร

เผื่อสำหรับรองรับดีลอำนาจรอบต่อไป

ขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์ ก็เห็นได้ชัดๆตรงที่นายอภิสิทธิ์ แนะนำข้ามช็อตให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นแบบในการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเองหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ไม่ผ่านประชามติ

ลุ้นให้ คสช.รวบรัดในการออกแบบกติกาใหม่

ทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์และเพื่อไทย นักการเมืองอาชีพมุ่งไปที่สนามเลือกตั้ง

เช่นเดียวกันในมุมของทหาร โดยเงื่อนไขไฟต์บังคับที่ พล.อ.ประยุทธ์ และทีมงาน คสช.ยังถอยไม่ได้ ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ต้องรับผิดชอบกับ “สภาพปัญหาที่แท้จริงของประเทศ”

ปฏิเสธไม่ออก กระโดดลงหลังเสือไม่ได้

ตามสถานการณ์ล้อไปกับกระแสการปรับคณะรัฐมนตรีหลังคิวประชามติ ในสภาพที่รัฐมนตรีท็อปบูตต่างคนต่างเกิดอาการเหนื่อยล้า หลังแบกอำนาจพิเศษหลังแอ่นมา 2 ปีกว่า

ทหารวางแผนล่วงหน้า เผื่อเกมที่ต้องลากยาวต่อไป

ในจังหวะเหมือน “ประชามติคั่นเวลา” ท็อปบูตและนักการเมืองเดินหมากข้ามช็อตไปแล้ว

ซึ่งนั่นก็ว่ากันไปในมุมของเกมอำนาจที่ต้องช่วงชิงกัน

แต่สิ่งสำคัญสุดก็คือประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะให้คำตอบอย่างไรมากกว่า

โดยเฉพาะเมื่อผลของการประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม มันแปลความหมายลึกๆได้ว่า ถ้าโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญก็คือเห็นด้วยกับแนวทางการปฏิรูปของ คสช.

แต่ตรงกันข้าม ถ้าโหวตคว่ำก็หมายถึงรับไม่ได้กับกติกาประเทศที่ออกแบบโดยฝ่ายถืออำนาจพิเศษ

หรือแม้จำนวนคนไปใช้สิทธิก็มีความหมาย ถ้าจำนวนมากก็แปลความได้ว่า ประชาชนตื่นตัวกับการกำหนดทิศทางในอนาคตของประเทศ แต่ถ้าคนออกไปใช้สิทธิน้อยก็สะท้อนอาการเซ็ง

ไม่มีอารมณ์ร่วมกับบรรยากาศการเปลี่ยนผ่าน ไม่เอาทั้งนักการเมืองและทหาร

เป็นสัญญาณที่ส่งถึงนักอำนาจนิยมทุกฝ่าย

เหนืออื่นใด จากสถานการณ์ที่แฝงในคิวประชามติร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ มันได้เห็นกันชัดๆแล้ว

กับยุทธศาสตร์ที่ซ่อนไว้ของแต่ละกลุ่ม

ในส่วนของทหารนั้น แกะรอยตามพิมพ์เขียวอำนาจที่ซ่อนอยู่ในคำถามพ่วงประชามติ เบื้องต้นเลยในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี คสช.ต้องการคุมเกมอำนาจเหนือนักเลือกตั้ง โดยนายกรัฐมนตรีอยู่ในกำมือสมาชิกวุฒิสภาสรรหาหรือ “ส.ว.ลากตั้ง” ที่มาจาก คสช.

ผนวกกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เข็นไปรอไว้

ทหารวางหมากคุมเกมอำนาจประเทศไทยอีกยาว 5 ปีถึง 20 ปี

และแน่นอน นักการเมืองไม่มีทางยอมอยู่ใต้อุ้งบาทาท็อปบูต

จากปรากฏการณ์ “ปรองดองอัตโนมัติ” พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ที่เป็นคู่กัดฟัดกันมา ถึงขั้นเปิดเกมหักดิบ ระดมม็อบมาโค่นล้ม แย่งชิงอำนาจกันจนบ้านเมืองเกิดวิกฤติติดล็อก

แทบไม่มีวันเผาผีกันได้

แต่ถึงวันนี้ อย่างที่เห็นคนของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์สะท้อนเสียงตรงกัน แสดงท่าทีไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่มัดแขนมัดขานักการเมือง

เวนคืนอำนาจ “นักเลือกตั้ง” ไปใส่พานให้ “นักลากตั้ง”

ตามรูปการณ์เดินมาถึง “ทางแยก” นักการเมืองกับทหารไปกันคนละเส้นทาง

ไม่มีการสลับฉาก ลับ ลวง พราง แอบถือหางเลือกข้างกันอย่างที่ผ่านๆมา

มันจึงถึงเวลาที่ประชาชนจะเทน้ำหนักไปฝั่งไหน เลือกให้ใครเป็นผู้นำพาประเทศไปสู่ปลายทาง

นักการเมือง หรือทหาร

การประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมมีความหมายกับคนไทยในระดับที่พูดได้ว่า เป็นปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 84 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยใน พ.ศ.2475

คำตอบจากการออกเสียงประชามติจึงมีน้ำหนักมากที่จะสื่อให้รู้ว่า คนไทยฟันธงเลือกแล้ว

“เลือกตั้ง” หรือ “รัฐประหาร”

หมดยุค “สลับฉาก” ทหารกับการเมือง.

“ทีมการเมือง”

 

Leave a comment