ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ก.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670506

โค้งสุดท้ายเข้าสู่ทางตรง
เหลือแค่อีก 2 สัปดาห์ก็จะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 7 สิงหาคม
ในอารมณ์ที่ใกล้วันดีเดย์เข้าคูหากาบัตร แต่ดูเหมือนบรรยากาศจะไม่เร้าความสนใจสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไป
ซึ่งก็เป็นอะไรที่ต้องยอมรับว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้มีแรงจูงใจเหมือนกับการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ที่เป็นการแข่งขันเพื่อเป้าหมายผลประโยชน์ปลายทาง
สถานการณ์ทำให้ต้องลุ้นทั้งผู้แข่งขันและประชาชนผู้กาบัตร
มีบรรยากาศตื่นเต้นไปกับคืนวันหมาหอน การเร่งเครื่องเข้าโค้งสุดท้าย
นักเลือกตั้งอาชีพ “ปล่อยของ” ใส่กันทุกรูปแบบ
แต่อย่างที่เห็นการประชามติร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ ก็มีแค่คำโฆษณาประชาสัมพันธ์ บ่งบอกความสำคัญในการลงประชามติที่มีผลต่อการปฏิรูป ตัดสินอนาคตของประเทศ
ที่ยังดูเป็นนามธรรมเกินไป
ประชาชนยังไม่รู้สึกสัมผัสได้กับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองโดยตรง
ตรงนี้ทำให้น่าหนักใจแทนไม่น้อย กับการที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศ ตั้งเป้าประชาชนมาใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติไว้ที่ร้อยละ 80
โดยหวังจะเหมือนกับการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศพม่าที่คนออกมาใช้สิทธิถล่มทลาย
ทั้งๆที่โดยแรงจูงใจมันต่างกัน ปรากฏการณ์ในพม่านั้นมาจากอารมณ์ร่วมโดยธรรมชาติของคนพม่าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายใต้ระบอบทหารมาเป็นการปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง
เป็นพลังร่วมที่ก่อตัวโดยอัตโนมัติ
แต่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย สำรวจแรงจูงใจในการชักจูงให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิกาบัตร ส่วนใหญ่มาจากการออกแรงของรัฐบาล คสช.กับทีมงานแม่น้ำ 5 สายเป็นหลัก
ในสภาพที่ต้องช่วยกันออกแรงผลักออกแรงดัน
ขอร้องให้ประชาชนคนไทยออกมาช่วยกันโหวตรับกติกาใหม่
โดยเจ้าภาพหลักก็คือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์ ที่ต้องร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะฝ่ายจัดกระบวนการประชามติ ถ่ายทอดร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปสู่ชาวบ้าน
ผ่านเครื่องมือคือวิทยาครู ก ครู ข ครู ค ลงพื้นที่ไปอธิบายขายตรง
ขณะที่ตัวช่วยสำคัญของรัฐบาลคือกระทรวงมหาดไทย ก็มีการระดมเครือข่ายสนับสนุนเต็มที่ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการในสังกัด
เครือข่ายกระจายทั่วประเทศ
แต่ที่พิเศษจริงๆก็คือกองทัพในฐานะเครื่องมือหลักของ คสช. ซึ่งงานนี้ถูกสั่งให้ออกแรงเต็มที่ในการเข็นร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ผ่านด่านประชามติ
เรียกว่าระดมกันเต็มอัตรา ตั้งแต่เริ่มแรกเลยที่มีการใช้ “รด.จิตอาสา” ในการช่วยรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชน ต่อเนื่องกับการรณรงค์ผ่านกำลังพลและครอบครัวให้ช่วยกันโปรโมตอีกทาง
ตามท่าทีของ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ที่ออกตัวเชียร์แบบไม่กั๊กเลยว่า ชอบใจร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เน้นการปราบคอร์รัปชัน
สถานการณ์เบื้องหน้า กองทัพออกแรงเข็นเต็มกำลัง
ยังไม่นับสถานการณ์เบื้องหลัง อย่างที่มีข่าวกระเส็นกระสายว่า มีการเรียกผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าค่ายทหารไปทำความเข้าใจ
เพื่อให้ผลโหวตประชามติได้คะแนนตามเป้า
มิเช่นนั้นอาจต้องมีคิวเคลียร์กันยาว
นี่ว่ากันด้วยแรงจูงใจของฝ่ายลุ้นให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ
ในขณะที่อีกด้านก็เป็นแรงจูงใจของฝ่ายต่อต้านที่ต้องการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”
โดยการเคลื่อนไหวเด่นชัดสุดก็คือแนวร่วมกลุ่มปัญญาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ในนามกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่เดินสายจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แสดงอาการคัดค้านแบบหัวชนฝา
ถึงขั้นยอมติดคุก ไม่สนถูกดำเนินคดีข้อหาขัด พ.ร.บ.ประชามติฯ
และตามจังหวะของคนรุ่นใหม่ที่ล้อกระแสไปกับปฏิกิริยานานาชาติที่กดดันรัฐบาลทหาร คสช.ให้จัดประชามติอย่างโปร่งใส เปิดให้แสดงความเห็นกันตามกติกาประชาธิปไตย เลิกจับ เลิกขังฝ่ายต่อต้าน
ขู่กันด้วยมาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ
ส่วนที่เกาะติดสถานการณ์มาทุกระยะ ตามท่าทีของนักเลือกตั้งอาชีพ ซึ่งไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยที่ประกาศชัดว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”
แต่ยังรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่แสดงอาการอึดอัด ไม่กล้าประกาศตรงๆว่ารับหรือไม่รับ ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสียมากกว่าข้อดี
แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับ ภายใต้เงื่อนไขที่ย้อนแย้งของนักเลือกตั้งอาชีพ อย่างไรเสียก็อยากให้โรดแม็ปเดินหน้าไปสู่สนามเลือกตั้ง
เพราะตกงาน อดอยากปากแห้งมาหลายปีแล้ว
อ่านไต๋พรรคการเมืองก็คงปล่อยเกมประชามติไปตามธรรมชาติ อย่างมากก็ได้แค่แสดงจุดยืน รักษาภาพของนักประชาธิปไตย ประคองกระแสเผื่อไว้สำหรับการเลือกตั้ง
ที่แน่ๆไม่มีใครยอมลงทุนกับเกมคว่ำหรือผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญแน่
แต่ที่หักมุมมาแรงในช่วงโค้งสุดท้าย สังเกตได้ว่าเริ่มเปิดหน้าแสดงตัวกันชัดเจน ก็คือแนวร่วมฝั่งเดียวกันที่ช่วยกันโค่นระบอบ “ทักษิณ” ด้วยกันมา
ตามสถานการณ์ที่เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ นำโดย พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ผู้ประสานงานพร้อมคณะ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้สกัดร่างธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มาตรา 178 ที่อ้างว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนและทรัพยากรของแผ่นดิน อีกทั้งเสี่ยงต่อการโยกสมบัติชาติให้กลุ่มทุนหรือต่างชาติได้สะดวกขึ้น
หรือในอารมณ์ที่นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการ คตส.และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พ.ศ.2540 แสดงความผิดหวังกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”
พาประเทศถอยหลังกลับไปสู่ระบบขุนนาง ก่อนยุคมีรัฐธรรมนูญ 2540
ในขณะที่ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ก็เตือนเป็นทำนองว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงทำได้ยากหรือไม่ได้เลยก็เสี่ยงเกิดวิกฤติแตกแยกรุนแรง
โดยแรงจูงใจของฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็หนาแน่นไม่ธรรมดา
ปัจจัยรับหรือไม่รับอันไหนมีน้ำหนักมากกว่ายังเดาลำบาก
นั่นก็ทำให้ถึงตรงนี้ยังยากที่จะฟันธง แบบที่โพลสำรวจความคิดเห็นออกมาก้ำกึ่ง สถานการณ์โดนโหวตคว่ำหรือโหวตผ่านออกมาเท่าๆกัน
ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มยกระดับความปั่นป่วนวุ่นวายในห้วงโค้งสุดท้าย
จากเหตุโอละพ่อ เด็ก 8 ขวบฉีกทำลายบัญชีผู้มีสิทธิ เลือกตั้งที่จังหวัดกำแพงเพชรด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ทีมกระบอกเสียง คสช.หน้าแตก เขินไปตามๆกัน
เพราะฟันธงว่าเป็นฝีมือกลุ่มป่วนฝ่ายต้าน
แต่ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ลุกลามไปที่จังหวัดขอนแก่น พื้นที่สีแดงในภาคอีสาน ไม่เว้นแม้แต่ฐานใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ก็มีเหตุที่จังหวัดสตูล
ตอกย้ำว่า ฝ่ายป่วนประชามติจ้องปฏิบัติการท้าทาย คสช.จริง
โดยสภาพการณ์แรงเสียดทานจากภายนอกละสายตาไม่ได้ทั้งจากฝ่ายต้านและอดีตแนวร่วมฝั่งเดียวกัน
แถมในจังหวะที่ คสช.เองก็ป่วนจากอาการขบเหลี่ยมกันเองภายใน
จากปรากฏการณ์ที่สะท้อนมุมมองไปกันคนละทาง
ด้านหนึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ยอมเปิดไฟเขียวให้เปิดเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญได้ทั่วประเทศ นัยว่าเพื่อทำให้เห็นภาพของความโปร่งใสในการทำประชามติ
ผ่องแรงเสียดทานจากฝ่ายกดดันให้เปิดกว้างในการแสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ
แต่อีกด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็แสดงอาการขวางลำเต็มที่ ประกาศไม่ร่วมดีเบตในทุกเวที อ้างเลยขั้นตอนของการแก้ไขไปแล้ว
การเปิดเวทีดีเบต รังแต่จะตอกลิ่มความแตกแยกเพิ่ม
สถานการณ์โค้งสุดท้ายประชามติ คสช.ส่ออาการจะแหกโค้งไปกันคนละทาง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จับทางล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แบไต๋ตามตรง พูดกันชัดๆแล้ว ไม่ว่าประชามติจะผ่านหรือไม่
ตนเองก็จะอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อไปสู่การเลือกตั้ง
มันก็เป็นอะไรที่ชัดเจน คสช.วางหมากข้ามช็อตไปแล้ว แนวโน้มทหารจำเป็นต้องต่อเวลาลากยาวอำนาจพิเศษตามเงื่อนสถานการณ์บังคับรองรับปัญหาแท้จริง
ของประเทศ
มีทั้งวิกฤติการเมืองและเรื่องปมนอกเหนือการเมือง
เรื่องของเรื่อง โดยรูปการณ์ก็แค่ “ประชามติคั่นเวลา”
วัดใจประชาชนจะออกมารับผิดชอบต่อบ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน.
“ทีมการเมือง”