เสนอโมเดลสุนทรียสนทนาสร้างสันติ : แก้รัฐธรรมนูญผ่าทางตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671329

 

เติบโตบนเส้นทางนักวิชาการด้านสาธารณสุข การศึกษา สนับสนุนงานค้นคว้าและวิจัยการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสังคม

เข้ามามีบทบาททางการเมือง โดยเฉพาะในจังหวะที่เข้ามาเป็นประธานคณะสมัชชาปฏิรูปประเทศ ได้รับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ นำไปสู่นโยบายการปฏิรูปประเทศไทย

แต่ผู้มีอำนาจรัฐไม่สนองตอบ ทำให้บ้านเมืองยังคงมีวิกฤติติดอยู่ในหลุมดำ และตามสถานการณ์การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ภาพของประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า ขณะนี้ภาพประเทศไทยเหมือนมีสองโลก

คือ โลกข้างบน ซึ่งเป็นชนชั้นนำ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ และสื่อมวลชน จะเห็นความขัดแย้ง ทะเลาะกันอยู่ ขณะที่โลกข้างล่างล้วนมีเรื่องดีๆเกิดขึ้น ทำกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท้องถิ่นที่สร้างสรรค์ ชุมชนทำเรื่องดีๆ ดูแลผู้สูงอายุ ธนาคารความดี ใช้ความดีเป็นเครดิตกู้เงินได้

โลกข้างบนมักไม่เข้าใจโลกข้างล้าง เพราะระบบการศึกษาสอนให้ท่องจำ ไม่ศึกษาจากความจริง ทำให้เราไม่เข้าใจโลกข้างล่าง ประเทศไทยเกิดปัญหา เนื่องจากเศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง ต่างทำจากข้างบนลงมา ย่อมไม่สำเร็จและพังครืนลงมา

ที่ผ่านมาได้ตอกย้ำมาตลอดว่า ประเทศไทยต้องสร้างจากฐานที่แข็งแรงเพื่อรองรับข้างบน เหมือนการสร้างเจดีย์

การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกัน วันนี้เท่าที่ฟังก็มีการทะเลาะกัน พวกหนึ่งรณรงค์ให้รับ อีกพวกหนึ่งรณรงค์ไม่รับ ฉะนั้นจะต้องถามว่าเมื่อรับหรือไม่รับแล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ประชาชนกังวล

ขอให้มองไปข้างหน้าจะทำอย่างไรให้ประเทศหลุดพ้นออกจากวิกฤติและนำไปสู่การพัฒนาที่ดีได้ แต่ที่เรายังออกจากปัญหาตรงนี้ไม่ได้ เพราะเอาอดีตและปัญหาเป็นตัวตั้ง อดีตและปัญหามันมีเรื่องราวยาวไกล มีผู้คนเกี่ยวข้องเยอะ

ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา มีทั้งคนบอกว่าดีและไม่ดี อย่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีคนบอกว่าดีและไม่ดี ทั้งๆที่มันมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันอยู่ทุกเรื่อง หากมัวทะเลาะกันไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ ก็จะมีพวกที่พยายามแยกเป็นขั้วเป็นข้าง ทะเลาะกันไม่มีที่สิ้นสุด ออกจากปัญหาวิกฤติไม่ได้ ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

แต่มันมีวิธีการอยู่ ตามหลักพระพุทธศาสนามองทุกอย่างล้วนอนิจจัง มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น รัฐธรรมนูญควรเปลี่ยนแปลงได้ หากเปลี่ยนแปลงไม่ได้จะขัดหลักของความเป็นจริง กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ทะเลาะตีกัน

แม้แต่รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้นก็เป็นสาเหตุของสงครามกลางเมือง มีประชาชนเสียชีวิตกว่า 6 แสนคน

ขอให้เราเข้าใจตรงนี้ อย่าเอารัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือให้คนฆ่าหรือทะเลาะกัน ต้องใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

หากเรายึดหลักทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง จะผ่านหรือไม่ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว เมื่อทุกคนรู้อย่างนั้นสถานการณ์ทุกอย่างจะเบาลง หากคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องถาวร เป็นกติกาที่มาบังคับ เมื่อเราทนไม่ไหวก็จะเกิดการต่อสู้ นำไปสู่ความรุนแรง

ฉะนั้นถ้าประชามติผ่านหรือไม่ผ่านย่อมมีการเลือกตั้ง ก็ร่วมกันปรับปรุงรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีอะไรที่วิเศษตายตัว ต้องปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพสังคมที่มีความซับซ้อน เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก

ขณะที่การเรียนรู้ร่วมกันปฏิบัติการในสถานการณ์จริง จะเป็นทางออกให้ประเทศ แต่อย่านำเอาความรู้สำเร็จรูปมาใช้ จะเกิดความขัดแย้งตามมา เพราะสถานการณ์จริงมีความซับซ้อนและยาก ไม่มีความรู้สำเร็จรูปอะไรจะใช้ได้ทั้งหมด

เมื่อเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง อะไรที่ซับซ้อนเราต้องพยายามเข้าใจมัน จะเก่งคนเดียวไม่ได้ เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องเยอะ ต้องเรียนรู้ร่วมกัน ในที่สุดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน

อย่างที่สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข นำกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทำให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองสามารถสวมกอดกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยาก สามารถบอกต่อให้คนทำตามได้ทั้งประเทศ

ที่สำคัญการเรียนรู้ร่วมกันต้องเคารพความเป็นคนของคนอื่นอย่างเท่าเทียม เคารพความรู้ในตัวคนทุกคน ทุกคนล้วนมีความสำคัญ ไม่ใช่เคารพความรู้แค่จากใบปริญญา หากเคารพความรู้เฉพาะในตำรา คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีเกียรติ

หากเคารพความรู้ในตัวคน ทุกคนมีเกียรติหมด จะก่อให้เกิดความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เกิดปัญญาของส่วนรวม มีความคิดใหม่ๆเกิดขึ้น มีความจริงใจต่อกันอย่างเปิดเผย ที่สำคัญทุกคนเกิดความสุขหมด

ตรงนี้สังคมไทยยังไม่มี เพราะเป็นสังคมอำนาจที่เก็บซ้อนข้อมูล ไม่ได้รักกันจริง แทงข้างหลัง นินทาว่าร้าย

ฉะนั้นรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ ขอให้ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่จะต้องช่วยกันปรับปรุง นี่คือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เป็นประชาธิปไตยชุมชน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

วันนี้ 8 หมื่นหมู่บ้านกำลังเกิดสภาผู้นำชุมชน พวกผู้นำ กลุ่มอาชีพต่างๆ กลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อสำรวจข้อมูลชุมชนทำแผนพัฒนาอย่างบูรณาการในด้านต่างๆ นำเสนอต่อสภาประชาชนที่เป็นที่ประชุมของทุกคนในหมู่บ้าน

หากทำได้ทั้ง 8 หมื่นหมู่บ้าน ถือว่าเป็นประชาธิปไตยทางตรงมีคุณภาพมาก ไม่มีการซื้อเสียงขายเสียง และจะได้ผู้นำชุมชนตามธรรมชาติ เป็นคนที่มีคุณภาพสูง เห็นแก่ส่วนรวม ฉลาด เป็นที่ยอมรับของคน ซึ่งคนเหล่านี้มีอยู่ในทุกชุมชน

ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำที่ฐาน ทำแต่ข้างบนลงมาทำให้มีปัญหาร้อยแปด ทั้งการซื้อเสียงขายเสียง การทุจริตต่างๆ และถ้ายังไปมุ่งที่รัฐธรรมนูญ มันย่อมตกลงกันไม่ได้ เพราะกลัวกันเรื่องอำนาจ ไปมองว่าใครเป็นผู้ได้อำนาจ ใครได้เปรียบเสียเปรียบ

ไม่ควรใช้ตรงนั้นเป็นตัวตั้ง ขอให้เอาการพัฒนาเป็นตัวตั้ง จะไม่ทำให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน จะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ทหาร นักวิชาการ หรือใครก็ได้ มาร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตยชุมชนให้ทั้ง 8 หมื่นหมู่บ้าน

ต่อไปจะได้ส่งประชาธิปไตยที่มีคุณภาพขึ้นข้างบน และจะมีความเห็นร่วมกันว่าควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรที่จะมาช่วยชุมชนให้ดีขึ้น เช่นหลักการการกระจายอำนาจ

เมื่อเห็นสิ่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน ต่อไปก็จะไม่ทะเลาะกันถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือดำเนินการตรงนี้ ไม่ใช่เอารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งตายตัวแล้วทะเลาะกัน

เมื่อทำตรงนี้เสร็จต่อไปจำเป็นต้องใช้สื่อทุกชนิดให้เป็นประโยชน์ในการถ่ายทอด “เวทีสุนทรียสนทนาพัฒนาประเทศไทย” ไปทั่วประเทศ เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านสถานการณ์จริง มีการพัฒนาไปพร้อมๆกัน

เวทีนี้ไม่ใช่การดีเบต แต่เป็นเวทีที่เน้นการฟังอย่างลึก ไม่พูดสวนกัน เมื่อฟังอย่างลึกซึ้งเท่ากับเราเคารพกัน ตั้งใจฟัง ผู้พูดจะรู้สึกดี ได้รู้มุมคิดของคนพูด เกิดสติปัญญาตามมา

การเรียนรู้ร่วมกันทำให้เกิดความเห็นใจซึ่งกันและกัน มันลึกซึ้งเกินกว่าการปรองดอง เพราะการปรองดองเหมือนถูกเรียกมาให้ปรองดองกันหน่อย เกี้ยเซี้ยกันหน่อย ยิ่งพูดว่าปรองดองจะยิ่งไม่ปรองดองกัน ทะเลาะกันกว่าจะปรองดองได้คุณต้องอย่างนั้นคุณต้องอย่างนี้ก่อน

แต่เวทีสุนทรียสนทนาพัฒนาประเทศไทย เป็นการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ซึ่งทำได้แต่พวกที่กำลังต่อสู้กันอยู่ไม่ค่อยฟัง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ผู้ถืออำนาจอยู่อาจจะไม่ได้มอง เพราะไปมองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากคน 2 กลุ่ม และประชาชนถูกจับเป็นตัวประกัน คนที่เข้ามาเป็นตัวกลางก็ถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งอีก นพ.ประเวศ บอกว่า ทั้งหมดเหมือนการเล่นฟุตบอล มีกรอบ มีกติกา

ฟุตบอลโกงไม่ได้เพราะมีคนดูกำกับอยู่ หากไม่มีคนดูกรรมการก็ถูกซื้อ กีฬาฟุตบอลจึงนิยมเล่นกันทั่วโลก

แต่เราไม่ได้ดูเรื่องคนดู พอเกิดอะไรที่ไม่ดีก็ไปเน้นที่กติกาและกลไก ซึ่งโกงได้เสมอ

ฉะนั้นอย่าไปเน้นที่กลไกเกินไป ควรเน้นที่คนดูให้เป็นมากำกับ ซึ่งกระบวนการที่บอกมาทั้งหมดเป็นการสร้างคนดู เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าร่วมแล้วเข้ามากำกับ

กระบวนนี้หากเข้าใจตรงกันจะมีคนพร้อมที่จะเข้ามาทำอีกเยอะ เพราะมีการเรียนรู้มาพักใหญ่แล้ว และกระบวนการนี้จะเป็นทางลงให้กับรัฐบาล

เพราะรัฐบาลไม่รู้จะลงอย่างไร และขณะนี้มีความลำบากในการบริหารประเทศ การยึดอำนาจอาจจะไม่ลำบาก การบริหารประเทศมีความยากลำบากกว่า

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ผู้มีอำนาจพยายามควบคุมอำนาจการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ นพ.ประเวศ บอกว่า เมื่อคนข้างบนไม่เข้าใจคนข้างล่าง พยายามทำรัฐธรรมนูญที่อาจไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ

ถึงบอกให้เรียนรู้ร่วมกันจะเห็นว่าควรปรับรัฐธรรมนูญให้เป็นแบบไหนแล้วปรับตามนั้น ไม่ใช่โลกข้างบนปรับรัฐธรรมนูญแบบคิดเอาเอง.

กำหนดอะไรให้ตายตัวจะทำให้เกิดความรุนแรง.

ทีมการเมือง

 

Leave a comment