ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/creative/242295
วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศได้สร้างปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทยและเลื่องลือไปทั่วโลก โดยเฉพาะการสูญเสียศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติก่อให้เกิดพลังแผ่นดินอันยิ่งใหญ่นั่นคือ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยทั้งชาติทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพ ทุกสี ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ทุกเพศทุกวัย โดยคลื่นพสกนิกรจากทั่วสารทิศมืดฟ้ามัวดินต่างแต่งชุดดำมุ่งหน้าสู่พระบรมมหาราชวังเพื่อถวายสักการะพระบรมศพ พร้อมทั้งแสดงเจตนารมณ์จะทำดีสานพระปณิธานของพ่อหลวงของแผ่นดินโดยเฉพาะการรู้รักสามัคคีเกื้อกูลกันของคนในชาติ
ปรากฏการณ์พลังแห่งแผ่นดินที่เกิดขึ้นสะท้อนพื้นฐานของปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่ทุกหมู่เหล่าของประเทศที่แม้จะมีความเห็นที่ต่างกัน แต่ไม่แตกแยกพร้อมที่จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อสืบสานพระปณิธานพ่อแห่งแผ่นดินในการทำความดีเพื่อชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นการบ่งชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ใช่ต้นเหตุแห่งปัญหาความแตกแยกและการสร้างความปรองดอง
แต่ปัญหาความแตกแยกในชาติตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันเกิดจากการที่ยังคงมีขบวนการที่ยังไม่เลิกความพยายามบ่อนทำลายชาติบ้านเมืองทั้งๆ ที่เป็นคนเพียงหยิบมือเดียวที่ทุจริตคอร์รัปชั่นโกงชาติปล้นแผ่นดินอย่างมโหฬารและที่เลวร้ายคือยังเคลื่อนไหวบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักรหรือคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูงกล่าวถึงการที่ก่อนหน้านี้ได้ส่งหนังสือไปยังเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ประจำประเทศไทย 7 ประเทศ ซึ่งให้ที่พักพิงแก่ขบวนการหมิ่นเบื้องสูงเพื่อขอความร่วมมือในการส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยโดยย้ำว่า ขบวนการหมิ่นเบื้องสูงเหล่านี้ล้วนเป็นกลุ่มเดิมๆที่คนไทยรู้ดีว่าใครให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งการที่ขบวนการชั่วร้ายกลุ่มนี้ฉวยโอกาสอาศัยสถานการณ์ที่คนไทยทั้งประเทศกับกำลังเศร้าโศกซ้ำเติมทำร้ายจิตใจประชาชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ดังนั้นความปรองดองในชาติอย่างแท้จริงต้องแยกแยะแยกนั่นคือ แยกประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ตัวสร้างปัญหาความแตกแยกออกจากขบวนการคนเพียงหยิบมือเดียวที่ยังคงคิดร้ายทำลายชาติและสถาบันเบื้องสูงและเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องทำให้ขบวนการชั่วร้ายพวกนี้ไม่ให้มีโอกาสเข้ามามีอำนาจในชาติบ้านเมือง
ดังกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศในพิธีเปิดงานวันลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2512 มีใจความตอนหนึ่งว่า “ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุขเรียบร้อย จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”
ทั้งนี้การสร้างความปรองดองที่แท้จริงจะต้องไม่ใช่การยื่นหมูยื่นแมวเจรจาต่อรองจากกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้วิธีการรุนแรงบ่อนทำลายชาติเพื่อใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่กดดันต่อรองในทำนองว่าหากอยากให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขก็ต้องยอมรับเงื่อนไขที่ฝ่ายตัวเองเสนอ
การข่มขู่กดดันโดยใช้การสร้างความปรองดองเป็นเครื่องมือบังหน้าอาจรวมถึงข้อเสนอให้มีการนิรโทษกรรมโทษความผิดทั้งหมดในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาทั้งคดีเกี่ยวกับความมั่นคง คดีทุจริต และคดีความผิดตามมาตรา 112 อันเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ ซึ่งการข่มขู่กดดันเพื่อต่อรองหรือใช้วิธีการหักดิบด้วยเสียงข้างมากอย่างไม่ชอบธรรมแทนที่จะนำไปสู่ความปรองดองอาจกลับกลายเป็นชนวนสุมไฟให้เกิดวิกฤติความแตกแยกที่รุนแรงยิ่งขี้น ซึ่งมีบทเรียนมาแล้วในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ที่พยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยที่ส่อเจตนาแอบแฝงมุ่งที่จะลบล้างโทษความผิดให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกคดีทุจริต เพื่อจะได้กลับบ้านแบบเท่ๆ โดยไม่ต้องรับโทษ จนนำไปสู่การออกมาแสดงพลังต่อต้านของมวลมหาประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์หลายล้านคนกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่
คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ที่มี ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธานเคยศึกษาและสรุปแนวทางการสร้างความปรองดองโดยย้ำว่าการนิรโทษกรรมควรจะลบล้างโทษความผิดให้เฉพาะประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยบริสุทธิ์ใจ และต้องไม่ครอบคลุมคดีทุจริต คดีความมั่นคงและความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงเพราะเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ
ดังนั้นการสร้างความปรองดองจึงยังเป็นปัญหาท้าทายของชาติในวันข้างหน้าเพราะขบวนการอิทธิพลที่สูญเสียผลประโยชน์ซึ่งเป็นคนแค่หยิบมือเดียวยังคงเคลื่อนไหวทั้งบนดินและใต้ดินหวังบ่อนทำลายชาติและสถาบันเบื้องสูงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งที่น่าวิตกคือขบวนการซึ่งนับวันเสื่อมใกล้เข้าตาจนเข้าไปทุกขณะพร้อมที่จะใช้วิธีการเลวร้ายทุกรูปแบบบ่อนทำลายชาติแบบพังกันไปข้างอย่างที่นายใหญ่จอมบงการขบวนการกลุ่มนี้เคยพูดว่า หากฝ่ายตัวเองอยู่ไมได้ ประเทศนี้ก็อย่าหวังจะอยู่อย่างสงบสุขอีกต่อไป
ทีมข่าวการเมือง
