การเมืองต้องปรับตัว : อนาคตประเทศไทยภายใต้กติกาใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690231

 

“อย่าไปตีความว่าเป็นชัยชนะเด็ดขาด”

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่งเสียงไปถึงรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่างที่ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์เหตุระเบิดป่วนเมืองหลายจุดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนบน

โดยให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) และคำถามพ่วง ที่ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว

แต่จำเป็นต้องวิเคราะห์ผลที่ออกมาจะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจ เพื่อเรียนรู้วิถีทางประชาธิปไตย ไม่ว่าผลออกมาหน้าไหนล้วนเป็นห้องเรียนประชาธิปไตย

ไปดูตัวเลขการรับร่างรัฐธรรมนูญ รับร่าง รธน. 61 เปอร์เซ็นต์ ไม่รับร่าง รธน. 38 เปอร์เซ็นต์

คำถามพ่วง เห็นด้วย 58 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย 41 เปอร์เซ็นต์

มีหลายปัจจัยที่ประชามติ 2 คำถามผ่าน ปัจจัยสำคัญที่สุดน่าจะเป็น “ประชาชนตรงกลาง” ที่ส่วนใหญ่เทข้างเห็นชอบซึ่งอาจจะเกิดจากเบื่อการเมืองที่ขัดแย้งมาตั้งแต่ปี 49

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ประกาศว่าจะรับร่าง รธน. และคำถามพ่วง ตรงนี้มีผลมาก

ต่างจากนักการเมืองเมื่อประกาศจุดยืนมีผลน้อยกว่า อย่างกรณีพรรคประชาธิปัตย์อาจจะยังงงไม่หายว่า ฐานเสียงพื้นที่ภาคใต้และ กทม.ทำไมจึงเป็นภาคที่รับมากที่สุด

การแสดงออกของคนภาคใต้ไม่ใช่การไม่รับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นการไม่รับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มากกว่า เพราะนายทักษิณเคยประกาศล่วงหน้ามาก่อนว่า ไม่รับ ดังนั้น ปัจจัยผ่าน ไม่ผ่าน ไม่มีประเด็นตรงนี้

ปัจจัยเหล่านี้เมื่อคนยืนอยู่ตรงกลางนำมาเทียบเคียงในยุค คสช.ที่เข้ามา 2 ปี รู้สึกว่าประเทศชาติสงบขึ้น จึงออกมาเทคะแนนให้ แม้ความเป็นประชาธิปไตยเมื่อเทียบกับปี 50 จะลดลงก็ตาม

สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องวิเคราะห์ “คนที่ชี้ขาดประชามติ” ซึ่งเป็นคนกลางๆประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ตัดสินใจในช่วงวันท้ายๆ

ซึ่งคนกลางๆเป็นสวิงโหวตเตอร์ เทไปข้างไหน ข้างนั้นย่อมชนะ คนกลางๆ “เปลี่ยนข้าง” ได้ตามสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามที่เล่นการเมืองกันอยู่ การเมืองทุกประเทศเป็นแบบนี้

อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงเสียงที่ไม่รับร่าง รธน.และคำถามพ่วง ซึ่งมีจำนวนเสียงไม่น้อยเมื่อนำมารวมกัน

ชนะกันแค่ “เฉือน” ไม่ใช่ “ชนะขาด”

ฉะนั้นอย่าไปตีความว่าคนที่เห็นชอบคำถามพ่วงต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ

ถ้าตีความแบบนี้อันตราย

และขอให้ คสช.คำนึงถึงการตั้ง ส.ว.ชุดใหม่ที่มีวาระ 5 ปี จะตั้งตามอำเภอใจไม่ได้

ตลอดการให้สัมภาษณ์ นายปริญญา ได้ตอกย้ำเน้นพิเศษเป็นระยะๆให้รัฐบาลคำนึงถึงและไม่ควรมองข้ามเสียงที่ไม่เห็นชอบ วันนี้บ้านเมืองจำเป็นต้องอนุญาตให้มีเสียงทักท้วงได้

เพราะมีเสียงเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ “เป็นคะแนนเสียงที่มีความหมาย” เมื่อรวมกับคนที่ไม่ไปใช้สิทธิอีก 22 ล้านคน ส่วนนี้อาจจะนอนหลับทับสิทธิ แต่อย่าลืมว่าคนส่วนหนึ่งไม่ไปใช้สิทธิ เพราะไม่ยอมรับการลงประชามติ

ทั้งหมดผมไม่ได้เป็นการสรุปว่าใช่หรือไม่ แต่การไปตีความว่าใช่ จะกลายเป็นปัญหาในอนาคตได้

เพราะความขัดแย้งได้เปลี่ยนไปแล้ว เดิมเป็นความขัดแย้งระหว่างคนสองสี แต่พอผลประชามติออกมา รัฐบาลหรือ คสช.จากเดิมเป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยและพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย ก็กลายเป็นขั้วหนึ่งของความขัดแย้ง

โดยเฉพาะยิ่ง คสช.มีอำนาจตั้ง ส.ว.เข้าไปเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส. ในที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. 500 คน ส.ว. 250 คน ต้องการ ส.ส. อีกแค่ 126 คนรวมเป็น 376 คน มีเสียงเกินครึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งดึงพรรคขนาดกลางเข้ามาร่วมด้วยไม่น่าจะยาก

แต่วิธีนี้นายกฯจะอยู่ไม่ได้ เพราะมี ส.ส.อยู่ในมือไม่ถึง 250 เสียง ย่อมถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือถูกล้มได้ และการเสนอร่างกฎหมายต่างๆ จะไม่ผ่านชั้นสภาผู้แทนราษฎร

ตัวเลข ส.ส.250 คน มีความหมายและจำเป็น เพราะเป็นตัวเลขที่ลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯและใช้เสียง 2 ใน 3 โหวตนายกฯ จากจำนวนสมาชิกรัฐสภา 750 คน

วิธีการเลือกนายกฯแบบนี้ควรระมัด ระวังให้ดี

ไม่เช่นนั้นจะพัฒนาการในทางที่รัฐบาลชุดต่อไปกลายเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายไม่รับร่าง รธน.เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง

ทหารควรมีบทบาทรักษาความสงบเรียบร้อยนำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย

ปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าจะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรระมัดระวังที่สุด

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ขอฟันธงจะได้รัฐบาลผสม เพราะการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม พรรคใหญ่จะได้คะแนนน้อยลง ได้คะแนนไม่ถึงครึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด พรรคขนาดกลางจะได้คะแนนเพิ่มมากขึ้น

ก็ควรปล่อยให้พรรคการเมืองรวม ส.ส.ได้ 376 คนขึ้นไปเลือกนายกฯ

ตามบทเฉพาะกาล คนที่จะเป็นนายกฯได้ต้องอยู่ในสามชื่อในบัญชีของแต่ละพรรคการเมือง ตามกติกาและข้อมูลของการเลือกตั้งปี 54 นำมาเปรียบเทียบกับกติกาในปัจจุบัน มีเพียง 4 พรรคการเมือง ถ้าไม่มีการเซ็ตซีโร่ล้างไพ่พรรคการเมืองหรือมีพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาตัดคะแนนพรรคใหญ่

ถ้าประชาชนเลือกตั้งแบบเดิมจะมีแค่พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา รายชื่อนายกฯจะอยู่ใน 12 คน

ข้อย้ำว่าควรปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ ตามที่ประชาชนเห็นชอบ ควรให้โหวตรายชื่อนายกฯจากพรรคการเมืองเหล่านี้ และถ้าไม่มีปัจจัยตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา เราอาจจะได้เห็นรัฐบาลผสมระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์

เพราะเป็นเรื่องยากมากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะไปร่วมกับ ส.ว.ตั้งรัฐบาล เปิดให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ

แต่ถ้า คสช.ตั้งใจจะเป็นรัฐบาล ต้องรวม ส.ส.ในมือให้ได้ 250 คน ถ้าสองพรรคใหญ่รวม ส.ส.ได้เกิน 250 คนจะทำอย่างไร ก็ต้องหาทางทำให้สองพรรคนี้ได้ ส.ส.น้อยกว่า 250 คน

เช่น ตั้งพรรคขึ้นมาแข่งขันเพื่อตัดคะแนน หรือเซ็ตซีโร่ล้างไพ่พรรคการเมืองใหม่หมด ซึ่งการเซ็ตซีโร่น่าสนใจ และเป็นเรื่องใหญ่มาก มีผลกระทบต่อทุกพรรคการเมือง

ซึ่งการเมืองเหมือนการเล่นไพ่ ต้องถือไพ่หลายหน้าบนมือ ถ้าไม่ถึงเวลาทิ้งเขาก็ไม่ทิ้ง เหมือน พล.อ.ประยุทธ์ตอบคำถามถึงประเด็นการตั้งพรรค การเมืองใหม่ เพื่อให้ท่านเป็นนายกฯ ท่านก็ไม่ตอบคำถาม เพราะยังไม่ถึงเวลาทิ้งไพ่จะแบให้ดูทำไม เมื่อถึงเวลาเล่น ไม่เล่นก็ได้

ตัวแปรสำคัญตอนนี้คือมีการโยนหินถามทางตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปขึ้นมา และปัจจัยสำคัญตอนนี้ต้องติดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองจะเอาอย่างไร กำหนดให้เซ็ตซีโร่ล้างไพ่พรรคการเมืองหรือไม่ พรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นมาจะเป็นพรรคอะไร มีศักยภาพแค่ไหน จะเกี่ยวโยง คสช.หรือไม่

ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่จะกระตุ้นอย่างไร เพื่อให้พรรคการเมืองปฏิรูปเพื่อเดินหน้าประเทศไทย นายปริญญา บอกว่า ผลของการออกเสียงประชามติอย่าวิจารณ์เฉพาะเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญว่าจะพาประเทศถอยหลัง ทำให้ประชาธิปไตยพัง

เพราะประชาธิปไตยที่พัง บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ปัจจัยหนึ่งเกิดจากนักการเมืองบางส่วนด้วย

ฉะนั้น วันนี้พรรคการเมืองจะต้องพัฒนาสร้างศรัทธาประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นกับประชาชนให้กลับมาอีกครั้ง

พรรคการเมืองแบบใหม่ต้องมีประชาธิปไตยภายในพรรคให้มากขึ้น

เมื่อพรรคการเมืองปฏิรูปตัวเอง คสช.ปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ บ้านเมืองจะเดินต่อไปได้

ในอนาคตประเทศจะไม่เกิดวิกฤติอย่างที่เรากลัวกัน.

ทีมการเมือง

 

Leave a comment