ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ส.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/696033

ตามสถานการณ์กระแสระเบิดป่วนเมืองในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญภาคใต้ ไล่ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ต ตรัง กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช เรื่อยมาจนถึงหัวหิน ประจวบคีรีขันธ์
ยังเป็นพาดหัวข่าวประเด็นหลักบนหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน
และก็ยังจับมือใครดมไม่ได้ ในอาการแบบที่บิ๊กตำรวจระดับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่ไปตรวจความคืบหน้าของคดีแล้วต้องนอตหลุด
ด่าเละทีมตำรวจชุดสอบสวนทำคดีผิดพลาดมีช่องโหว่
ตามเค้าส่อโอละพ่อ กับฉากที่ทหาร ตำรวจถืออำนาจมาตรา 44 ใช้เฮลิคอปเตอร์บุกไปหิ้วตัวหนุ่มชาวสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทย ฐานเป็นผู้ต้องสงสัยเผาห้างโลตัสกลาง เมืองนครศรีธรรมราช โดยอาศัยหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด
แต่สอบไปสอบมา ข่าววงในหลุดออกมาว่าจับผิดตัว
ก่อนจะมาสรุปแก้เกี้ยวกันที่การตั้งข้อหาผิดจากวางเพลิงเป็นมีระเบิดไว้ในครอบครอง ต้องทำเรื่องปล่อยตัว แล้วตั้งข้อหากันใหม่ เพื่อขออนุมัติหมายจับจากศาลทหารกันอีกรอบ
ซึ่งมันก็สะท้อนคำตอบของ “ลูกมั่ว” ไปผิดทางกันตั้งแต่ต้น
ที่แย่กว่านั้น มันกลายเป็นชนวนขัดลำระหว่างตำรวจกับทหาร เมื่อ พล.ต.ธีร์ณฉัฏฐ์ จินดาเงิน ผบ.มทบ.41 ออกมาแสดงความไม่พอใจกรณีที่ทหารถูกตำรวจโยนให้เป็นคนจับผู้ต้องสงสัยผิดตัว
ต้องโดนผู้บังคับบัญชาตำหนิ ทั้งๆที่เป็นแค่ฝ่ายอำนวยความสะดวกให้ตำรวจเอาตัวมาฝากขังไว้โบ้ยกันไปโบ้ยกันมาไม่รู้ใครมั่วกันแน่
แม้กระทั่งล่าสุด พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช.ได้แจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม และดำเนินการขอศาลทหารอนุมัติหมายจับผู้ที่มีความเชื่อมโยงขบวนการก่อความไม่สงบ
แยกเป็นชาย 14 คน และหญิง 3 คน โดยนำตัวไปขังที่ มทบ.11
ทั้งหมดเป็นเครือข่ายกลุ่มเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ที่ต่อต้านรัฐประหาร
แต่เอาเข้าจริงๆก็ยังตั้งข้อหาแค่ฐานความผิดตามคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ห้ามการชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปและฐานความผิดเข้าข่ายอั้งยี่
และก็เป็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่ยืนยันเป็นพวกที่มีแนวคิดต่อต้านการเมืองของกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตย (นปป.) ไม่เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดและวางเพลิงใน 7 จังหวัดภาคใต้
ทหารจับโยง แต่ตำรวจบอกปัด มันก็ยิ่งงงกันไปใหญ่
แต่ก่อนอื่นเลย มันก็เป็นเครื่องหมายคำถามถึงศักยภาพของหน่วยข่าวความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ด้วยมาตรฐานการทำงานกันแบบนี้
เทียบกับปฏิบัติการซับซ้อนของทีมระเบิดป่วนเมืองที่วางแผนมาเป็นอย่างดี
อีกกี่ปีถึงจะไล่ตามเงาของไอ้โม่งตัวจริงทัน
ทั้งนี้ทั้งนั้น ณ จุดนี้ดูเหมือนจะค่อนข้างชัดเจนอย่างเดียว งานนี้ต้องเกี่ยวเนื่องกับการทำประชามติ ตามห้วงสถานการณ์ระเบิดป่วนเมืองที่ตูมตามขึ้นมาในบรรยากาศทาง การเมืองที่เริ่มนิ่ง
หลังผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านฉลุย
ตามเงื่อนไขที่ผู้เชี่ยวชาญทุกสำนักฟันธงได้เลยว่า ทีม คสช.จะกุมอำนาจบริหารประเทศไทยไปอีกอย่างน้อย 6–7 ปีเป็นอย่างต่ำ ไล่กันตามปฏิทินที่เห็นๆกันจากนี้ไปอีก 1 ปีครึ่งจะถึงกำหนดเลือกตั้งตามโรดแม็ป บวกกับอีก 5 ปีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านตามบทเฉพาะกาลที่ล็อกไว้
เป็นอะไรที่ “เข้าเหลี่ยม” ลากยาว
สถานการณ์แบบที่นักวิเคราะห์การเมืองพูดกันเป็นทำนองว่า ประชาชนตี “เช็คเปล่า” ให้ คสช.
“ตีตั๋ว” ต่อเวลาการใช้อำนาจพิเศษคุมเกมอำนาจประเทศไทยได้อย่างเต็มที่
ตามรูปการณ์ที่เสือปืนไว บรรดานายหน้าฝ่ายอำนาจพิเศษรีบกระโดดจองพื้นที่แชร์อำนาจกันแต่หัววัน ไม่ทันที่ร่างรัฐธรรมนูญจะปรับล้อตามคำถามพ่วงออกมาเป็นพิมพ์เขียวสุดท้าย นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็ชิงแถลงตั้งพรรคการเมืองล่วงหน้า
ชูธงหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้ง
แบไต๋เล่นกันแบบไม่เขินไม่กั๊ก
ไม่กลัวว่าจะเรียกแขกให้ พล.อ.ประยุทธ์และทีมอำนาจ คสช.
ที่สำคัญในอารมณ์ที่เจ้าตัว “บิ๊กตู่” ก็ไม่ได้ตอบรับ หรือปฏิเสธแต่อย่างใด
ออกตัวไว้แค่ว่า “ยังไม่ตอบและขอไม่ตอบตรงนี้ เพราะมันไม่เกี่ยวกับผมเลย แต่เป็นเรื่องของการเมืองก็ว่ากันไป ไม่ใช่อยู่ดีๆ เขาจะมามุ่งหวังให้ผมเป็นนายกฯ แต่เขามุ่งหวังว่า หากจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคการเมืองแล้วมีปัญหาไม่ยอมกัน จึงจะเอาคนนอก แล้วท่านเชื่อหรือไม่ว่าจะตั้งไม่ได้”
สรุปไม่ปิดทางตัวเอง ไม่เสี่ยงเดินซ้ำรอยตระบัดสัตย์เพื่อชาติเหมือน “บิ๊กสุ” พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ ยุครัฐบาล รสช.
และก็เหมือนจะแผ้วถางทางปูพรมแดงรอไว้เลย
ตามจังหวะที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประสานเสียงกับนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สนช.ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ สนช.
ชงข้อเสนอในการเปิดทาง “ส.ว.สรรหา” ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีพรรคการเมืองได้เลยตั้งแต่การประชุมรัฐสภานัดแรก และสภาไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ 2 ขยักให้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งมีมติก่อน จึงค่อยขอเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา
ไหนๆก็ไหนๆไม่ต้องวกวนให้เสียเวลา
ว่าที่ “ส.ว.ลากตั้ง” ในอนาคตอันใกล้ เดินหมากรองรับ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”
โดยยุทธศาสตร์ตอกย้ำรูปการณ์ที่ว่ากันว่า ประชาชนได้เลือกนายกรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่วันลงประชามติ โดยมีพรรค “ส.ว.สรรหา” 250 คน เป็นแกนนำรัฐบาล
ปรากฏการณ์ชัดยิ่งกว่า “ไฮโลเปิดถ้วยแทง”
แน่นอน ตามสภาพของ “แม่เหล็ก” ที่มีแรงดึงดูดสูง วันนี้ทั้งกลุ่มทุนการเมือง ทั้งกลุ่มนักการเมืองก็ต้องมุ่งไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ปวารณาตัวเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ
ขืนช้าเดี๋ยวจะเกาะขบวนอำนาจพิเศษไม่ทัน
ว่ากันตามโมเดล รัฐบาลหลังเลือกตั้งที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงมาสูตรเดียวกับรัฐบาลในยุคของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายกรัฐมนตรี
นั่งเก้าอี้ลากยาว 8 ปี หลายสมัย
โดยที่ไม่ต้องมีพรรคการเมืองของตัวเองเป็นฐานสนับสนุน
แถมพิเศษกว่ายุค “ป๋าเปรม” ที่ก้ำกึ่งเป็นประชาธิปไตยค่อนใบ ก็ตรงที่มี “ส.ว.สรรหา” 250 เสียงเป็นฐานต้นทุนค้ำประกันเลือกนายกรัฐมนตรีโดยยึดโยงกับเสียงในสภาฯ
เกมอำนาจการเมืองประเทศไทยหงายไพ่เล่นกันแล้ว
ซึ่งก็แน่นอน โดยแนวโน้มสถานการณ์มันก็ต้องมีพวกที่เสียผลประโยชน์จากการที่เห็นกันชัดๆว่ารัฐบาล คสช.จะลากยาวเกมอำนาจไปอีกอย่างต่ำ 6–7 ปี
พล.อ.ประยุทธ์จ่อเบิ้ลเก้าอี้นายกฯอีกสมัย
และนั่นก็เกิดระเบิดตูมตามทันที หลังแถลงผลประชามติอย่างเป็นทางการไปหมาดๆ
โดยเงื่อนสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคือแรงเสียดทานที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเผชิญกับ “เกมใต้ ดิน” ทุกรูปแบบที่มุดหนีมาจาก มาตรการคุมเข้มของฝ่ายความมั่นคง คสช.
บล็อกการเคลื่อนไหวบนดินไว้แทบทุกตารางนิ้วของประเทศไทย
เกมเตะสกัด ตัดกำลังของท็อปบูต คสช.จะเกิดขึ้นเป็นระยะจากนี้ไป
ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยเหตุจากแรงกระเพื่อมภายในประเทศ จากกลุ่มต่อต้านอำนาจรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะพวกที่โดนไล่บี้ไล่ต้อนจนแทบไม่มีที่ยืน
สถานการณ์บีบให้ต้องสู้แบบจนตรอก
ไหนจะปัจจัยเหตุจากภายนอก แบบที่รู้กันอยู่ว่านโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทหาร คสช.ที่อิงไปทางจีนแผ่นดินใหญ่กับประเทศรัสเซียเพื่อถ่วงน้ำหนักกับสหรัฐอเมริกา
ท่ามกลางบรรยากาศคุกรุ่นที่ประเทศมหาอำนาจ โลกกำลังล็อกเป้าภูมิภาคอาเซียนเป็นจุดยุทธศาสตร์ชิงดุลอำนาจการเมืองโลก ประเทศไทยก็อยู่ในจุดกึ่ง กลางเขาควายแหลมคม
ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลางก็ประกาศเข้ามาเพ่นพ่านก่อการ ในสภาพการณ์ที่ 3 จังหวัด ชายแดนใต้ของไทยก็มีหัวเชื้อสารพัดขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่แสดงอาการไม่พอใจการอยู่ใต้รัฐบาลทหารคสช.สะท้อนจากผลประชามติในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา
โดยปัจจัยเหตุที่พร้อมไหลรวมเป็นเรื่องเดียวกัน
มันเป็นโจทย์ยากๆของ คสช.ในการคุมเกมความมั่นคง
ล้อไปกับสถานการณ์เข้าเหลี่ยมยึดยาวอำนาจพิเศษ.
ทีมการเมือง