ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ส.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695565

เกมโอเวอร์ตามคาดไปอีกราย
ถึงคราว “ประชา ประสพดี” อดีต รมช.มหาดไทย ขุนพลตัวจี๊ดค่ายเพื่อไทย ถูกดีดออกจากสนามการเมือง 5 ปี ภายหลังถูกที่ประชุม สนช.ลงมติถอดถอนด้วยคะแนนท่วมท้น 182 ต่อ 7
เซ่นข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการองค์การตลาด (อต.) สมัยดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ปี 2555
ถูกจับตรึงไปนั่งแช่ยาวเป็นกองเชียร์ข้างสนาม
ไปอยู่เป็นเพื่อน “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร-บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ที่ถูก สนช.จับแช่แข็งทางการเมืองไปก่อนหน้านี้
ไล่เลี่ยกับจังหวะที่ ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนอดีต ส.ส.เพื่อไทย 40 ราย
ดำเนินการเอาผิดทางคดีอาญา จากกรณีการเข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำผิด
จากการชุมนุมทางการเมือง ปี 2556
เนื่องจากเป็นการตรากฎหมาย โดยมีเจตนาเอื้อประโยชน์แก่ผู้ทุจริตให้ได้รับการฟอกผิดแบบเหมารวม
ได้ต่อคิวระทึกลุ้นคดีรอบใหม่ ไม่มีหยุดหย่อน
เครือข่ายนายใหญ่ยังเผชิญวิบากกรรม เสี่ยงต่อการถูกล้างบางทางการเมือง
ตามรูปการณ์ที่ท็อปบูตยังถือดุลอำนาจได้เปรียบเหนือฝ่ายการเมืองทุกมิติ
ซีกการเมืองต้องคอยระทึก ลุ้นฝ่าของแข็งในการคัมแบ็กสู่สนามเลือกตั้งในอนาคต ไล่ตั้งแต่ด่านเซ็ตซีโร่ จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่ส่อแววซ่อนไว้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
รวมทั้งออปชั่นพิเศษ “คำถามพ่วงประชามติ” ให้ ส.ว.250 คน มีส่วนร่วมเฟ้นหาผู้นำประเทศคนต่อไปเคียงข้างกับ ส.ส.
เปิดทางเครือข่ายคอนเน็กชั่นสีเขียวตีตั๋วจองเก้าอี้ ส.ว.ลากตั้งยกเข่ง แปรสภาพวุฒิสภาเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่มีฐานเสียงมากที่สุดในรัฐสภา
ร่วมกุมอำนาจชี้ขาดอนาคตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย
อำนาจพิเศษยังขอร่วมแชร์อำนาจ คุมทิศทางบริหารประเทศอีกพักใหญ่ ภายหลังลงจากหลังเสือ
โดยเฉพาะคิวออกลูกพลิ้วการตีความคำถามพ่วงประชามติ ตามจังหวะที่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ชงเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติยื่นต่อ กรธ. นำไปปรับปรุงให้สอดรับกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ
ในทำนองตั้งแท่นเรียกแขกให้ ส.ว.ลากตั้ง มีสิทธิร่วมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ นอกเหนือจากร่วมโหวตเลือกนายกฯ
ยัดไส้ปมใหม่แทรกขึ้นมากลางทาง โดยไม่เคยชี้แจงให้ชาวบ้านรับรู้ระหว่างลงพื้นที่ทำความเข้าใจคำถามพ่วงประชามติ
เร่งปฏิกิริยาหัวเชื้อ “นายกฯคนนอก” ให้ปะทุแรงขึ้นตามลำดับ
บิ๊วต์อารมณ์นักเลือกตั้งอาชีพให้ระแวง “นายกฯคนนอก” มากขึ้น จนต้องรีบประสานเสียงดักคอ สนช. อย่าตีความล้ำเส้นเนื้อหาคำถามพ่วง
แต่ไม่ว่าการเขี่ยลูก เพิ่มอำนาจ ส.ว.ในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจะสำเร็จหรือไม่ ดูเหมือนไม่ใช่สาระสำคัญ ในภาวะที่เรตติ้งทหารยุค “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กำลังติดลมจากแต้มต่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติที่ได้รับฉันทานุมัติจากมหาชนอย่างท่วมท้น
เพราะถึงอย่างไรอำนาจพิเศษยังสามารถใช้คอนเน็กชั่นพิเศษยืมมือพรรคการเมืองในสังกัด เป็นผู้เสนอชื่อนายกฯคนนอกได้โดยไม่ผิดกติกา ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงใช้ ส.ว.เป็นผู้เสนอชื่อให้ถูกต่อว่าต่อขาน
แต่สิ่งสำคัญที่สุด นอกจากการกุมขุมกำลัง ส.ว.ในมือแล้ว การคอนโทรลเสียง ส.ส. ภายหลังการเลือกตั้งก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
ลำพังเพียงแค่พลังเสียงจากฝ่ามือ ส.ว.อย่างเดียวในช่วงทอดยาวอำนาจคงไม่เพียงพอ
จำเป็นจะต้องมีฐานเสียง ส.ส.แน่นปึ้กควบคู่ไปด้วย เพื่อควบคุมการ บริหารประเทศ และเกมในสภาฯ ในส่วนที่อำนาจ ส.ว.ล้วงเข้าไปไม่ถึง
ทั้งการพิจารณากฎหมายสำคัญ การผ่านร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดิน รวมทั้งไม่ต้องเสี่ยงตกม้าตายคาเวทีซักฟอก หากถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หากคอนโทรลเสียง ส.ส.ไม่อยู่หมัด ท็อปบูตก็กระอักเช่นกัน.
ทีมข่าวการเมือง