ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ส.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699794

เคาะโต๊ะแล้วกับเสียงดังๆของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รมว.กลาโหม ฟันธง ส.ส.ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรียกแรก ส่วน ส.ว.รอน็อกยกสอง
ไม่ต้องเถียงกัน เพราะมันก็แค่พิธีกรรมฉากหน้า
ที่น่าสนใจกว่าคือความเคลื่อนไหวฉากหลังกับการขยับตัวของป้อมค่ายการเมืองที่หยั่งสถานการณ์ได้ล่วงหน้า รีบจองพื้นที่โควตารัฐบาลเปลี่ยนผ่าน คสช.หลังเลือกตั้งกันแล้ว
ตามเทรนด์ สเปกของพรรคร่วมฯเน้นไปที่ค่ายเอสเอ็มอี
โฟกัสแรกมุ่งไปที่พรรคชาติไทยพัฒนา แม้จะขาดหัวเรือหลักอย่างอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา และกำลังอยู่ระหว่างการเฟ้นหาแม่ทัพคนใหม่ จะเป็นใครในหมู่พี่น้อง
“หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา หรือ “ลูกท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา
แต่ด้วยพรรษาทางการเมืองที่เหมาะกับภาวการณ์ทางการเมือง ณ ห้วงนี้ หวยน่าจะออกที่ “หนูนา” ในฐานะลูกสาวคนโตที่ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมทางการเมืองมาจากเตี่ยในระดับเข้มข้นกว่า
บวกกับบารมีทางการเมืองที่สั่งสมมานานทั้งในเวทีสภาและโดยเฉพาะการผ่านหลักสูตรสำคัญอย่าง วปอ.รุ่น 50 ที่มีคอนเน็กชั่นกับขุนทหารใหญ่
“หนูนา” เบียดไหล่กับเสือ สิงห์ ป้อมค่ายอื่นได้นิ่งกว่า “ลูกท็อป”
และจริงๆเลยคำตอบมันก็ชัดตั้งแต่ตอนที่ น.ส.กัญจนาพูดเปิดใจในวันที่บิดาจากไปว่าจะสานต่อเจตนารมณ์ในสิ่งที่พ่อได้สร้างไว้
เอาเป็นว่า ใครขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคก็สบายๆ
เพราะมรดกทางการเมืองชิ้นสุดท้ายที่อดีตนายกฯบรรหารทิ้งไว้ให้ลูกหลาน กับ “ลูกเก๋า” เป็นบิ๊กเนมการเมืองคนแรกๆที่ประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ตั้งแต่ก่อนโหวตประชามติ
เป็นอะไรที่ได้ใจทหาร คสช.อยู่แล้ว
นี่คือ “แต้มบวก” ของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ล่าสุดแว่วๆว่าไปจดหัวพรรคเดิมเป็นค่าย “ชาติไทย” มีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่จะได้รับตั๋วโควตาเข้าร่วมรัฐบาลเปลี่ยนผ่านของ คสช.
ในสภาพของค่ายเอสเอ็มอีที่มีอนาคตกว่าใคร
ขณะที่ไฮไลต์อีกจุดก็อยู่ที่ค่ายสเปกเดียวกันอย่างพรรคภูมิใจไทย ด้วยเครือข่ายเบื้องหลังที่โยงอยู่กับท็อปบูตสายพี่ใหญ่และกลุ่มทุน “ดิวตี้ฟรีพลังสูง”
ได้สิทธิล็อกพื้นที่ ตีตั๋วร่วมทีมรัฐบาลเปลี่ยนผ่านโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว
เว้นเสียแต่กระแสที่แว่วๆข่าวมา เจ้าสัวทุนใหญ่ตัวจริงชักเริ่มไม่แน่ใจกับบุคลิกแบบ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน เป็นมหาเศรษฐีที่พกความมั่นใจในตัวเองเต็มเปี่ยม และจากห้วง 2 ปีที่เป็นหัวขบวนคุมพรรคมาได้แบบนิ่งๆก็น่าจะยิ่งเพิ่มระดับความเป็นแม่ทัพใหญ่
ปัญหาถ้าถึงจุดที่ต้องซ้ายหันขวาหันตาม “นายทุน” ตัวจริง จะเสี่ยงหักลำกันหรือไม่
และอันที่จริงเลย ถ้าเทียบสายสัมพันธ์ลึกๆของทีมงานเบื้องหลังค่ายสีน้ำเงินระดับซี้ย่ำปึ้กกันมาดั้งเดิม ตั้งแต่เป็นนักเรียนขาสั้นก็คือนายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง กับ “เดอะอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร.ที่ผันตัวเองไปนั่งแท่นนายกสมาคมฟุตบอลฯ
ผ่านหลักสูตรจากครูการเมืองยี่ห้อ “มนตรี พงษ์พานิช”
ตามรูปการณ์มันก็ไม่ผิดคาดหมาย ถ้าถึงวันจริงจะมีการสลับคิวให้ พล.ต.อ.สมยศขึ้นแท่นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่วมรัฐบาลกับ “บิ๊กตู่” ที่รู้มือกันมาในช่วงเป็น ผบ.ตร.
สถานการณ์เดียวกัน หันไปที่ค่ายประชาธิปัตย์ที่เงื่อนไขบังคับต้องเปลี่ยนหัว
อุปมาเหมือนรถเพิ่งเกิดอุบัติเหตุคว่ำตีลังกาหงายท้อง รอประเมินความเสียหาย
จากผลโหวตประชามติที่ออกมาหักหน้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ตัดสินใจทางการเมืองสวนทางกับฐานเสียงหลักของพรรคทั้งในพื้นที่ปักษ์ใต้และกรุงเทพฯ
ตรงกันข้ามกลายเป็นทีมของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.ทำผลงานได้เข้าตากองเชียร์ โดยเฉพาะเป็นที่ถูกอกถูกใจทหาร
ไฟต์บังคับ “อภิสิทธิ์” โหวตคว่ำ ย่อมไปกับรัฐบาลเปลี่ยนผ่านของ คสช.ได้ยาก
และเที่ยวนี้ถ้าเกาะรถไฟขบวนพิเศษไม่ทัน ก็ต้องว่างงานจากฝ่ายบริหารไปอีก 6–7 ปี
ประชาธิปัตย์แทบไม่ต้องซ่อมเลย.
ทีมข่าวการเมือง