ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ก.ย. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/711470
กิ้งกือขัดขากันเองตกท่อ
กับปรากฏการณ์ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นำโดยปรมาจารย์กฎหมายระดับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมาตรา 272 ให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติมตามคำถามพ่วงเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ตามขั้นตอนปกติธรรมดาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
แต่เอาเข้าจริงต้องเจอปัญหาติดๆขัดๆ ชักเข้าชักออก 2–3 รอบ
ขยักแรกเลย เป็นฝ่ายคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ทำเรื่องขอคืนร่างฯกลับมาเอง เพราะปัญหาเรื่องขั้นตอนและเอกสาร ต้องนำมาลงรายชื่อกำกับให้ชัดเจนก่อนส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ
ขยักสองศาลรัฐธรรมนูญตีกลับ เนื่องจากเอกสารที่คณะกรรมการร่างฯ ให้เจ้าหน้าที่รัฐสภานำมายื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีการแนบใบมอบฉันทะมาด้วย
ศาลรัฐธรรมนูญจึงขอให้คณะกรรมการร่างฯ จัดทำใบมอบฉันทะมาด้วย เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ การยื่นคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ และส่งกลับมาให้ศาลอีกครั้ง
แล้วก็เป็นนายมีชัยที่สวนเปรี้ยง คณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้บกพร่อง และได้เซ็นเอกสารตามระเบียบราชการทุกประการ
เรื่องนี้คณะกรรมาธิการฯ ต้องนำไปเป็นข้อมูลเพื่อปรับแก้เรื่องการดำเนินการของศาลต่อไป เพราะขนาดตนเองเป็นนักกฎหมายยังถูกมองว่าเข้าใจผิด ดังนั้นประชาชนทั่วไปก็คงลำบากในการยื่นเรื่องต่อศาล
งานนี้ได้ “วัดเชิง” กันในหมู่โคตรเซียนรัฐธรรมนูญ
แค่ข้อผิดพลาดทางเทคนิคทำเสียเวลาไปหลายวัน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้มีการปรับแก้เนื้อหาสาระสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นการให้ ส.ว.สรรหามีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ตามที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางกลุ่มยังพยายามดึงดัน
และอันที่จริง กระแสมันก็ข้ามช็อตไปแล้ว
แนวโน้มไม่ว่ากติกาจะออกมาแบบไหน คำตอบสุดท้ายนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งครั้งต่อไปก็ยังชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
แกะรอยได้ตามเส้นทางที่แผ้วถางรอไว้
สังเกตว่า นับตั้งแต่คิวที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปท.แถลงตั้งพรรคการเมือง พร้อมกับประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ รั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป
โดยที่เจ้าตัว พล.อ.ประยุทธ์เองไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด
นั่นเท่ากับการไม่ปิดกั้นโอกาสของตัวเอง
เบื้องต้นก็คือการหลีกเลี่ยง ไม่เสี่ยงเดินซ้ำรอยการตระบัดสัตย์เพื่อชาติเหมือน พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายทหารรุ่นพี่ที่ก้าวขึ้นเก้าอี้นายกฯ ด้วยอำนาจพิเศษเหมือนกัน
เพราะมันจะนำมาซึ่งอันตรายอย่างที่เห็นในประวัติศาสตร์พฤษภาทมิฬ
อำนาจล้นฟ้า แต่ขาดการยอมรับจากประชาชนยังไงก็พัง
เรื่องของเรื่องเพราะมีบทเรียนเป็นตัวอย่างแล้วนี่เอง พล.อ.ประยุทธ์จึงได้เปรียบในการวางยุทธศาสตร์แบบค่อยเป็นค่อยไป
ไม่บุ่มบ่ามหักดิบอำนาจ เดินย่ำรอยไปพบจุดจบของเผด็จการทหาร
และก็อย่างที่เห็นกัน ผลเชิงบวกในการค่อยๆปูทางสร้างคะแนนความนิยม สะสมต้นทุนหน้าตักส่วนตัวกับบท “นายกฯลุงตู่” ที่ครบเครื่องทั้งลูกล่อลูกชน
จนมาได้พิสูจน์กับผลประชามติที่ออกมา ประชาชนส่วนใหญ่มอบความไว้ใจให้
ซึ่งก็ล้อกับผลโพลสารพัดยี่ห้อที่สะท้อนตัวเลขความพึงพอใจผลงานรัฐบาล คสช.ในรอบ 2 ปี ที่ชัดเจนว่าคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์นำโด่งติดลมบนอยู่คนเดียว
ทุกอย่างของรัฐบาล คสช.ได้มาเพราะต้นทุน พล.อ.ประยุทธ์เพียวๆก็พูดได้
และมาถึงจุดนี้ เมื่อ “นายกฯลุงตู่” เป็นผู้มีแสงในตัวเอง กุมสภาพไว้ได้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ มันก็ไม่แปลกที่หัวหน้า คสช.จะแสดงตัวแสดงตน
เป็น “เบอร์หนึ่ง” ผู้ถืออำนาจพิเศษอยู่ในมือ
ตามปรากฏการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันการพิจารณาจัดโผแต่งตั้งโยกย้ายทหาร โดยที่ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่ได้มาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
ตัวเขาตั้งเอง โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ร่วมพิจารณา
“ไม่มีใครมาสั่งผม เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง และผมเป็นผู้นำเสนอและพิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนจะลงนามกราบบังคมทูลฯ เราทำงานกันแบบนี้ อย่าไปคิดว่าจะต้องตั้งคนโน้นคนนี้ ข้างของคนโน้นคนนี้ มันต้องคนเดียว ยิ่งทำอะไรไม่ได้ เพราะจะเกิดความไม่เป็นธรรมในกองทัพ สุดท้ายแตกแยก”
แอ่นอกแสดงตนเป็นคนเคาะโต๊ะเอง
สอดรับกับกระแสข่าวที่รับรู้กันตามสื่อ การโยกย้ายทหารรอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยอม “ตัดแถว” บูรพาพยัคฆ์ เพื่อคืนความชอบธรรม ให้กับกองทัพ เปิดโอกาสให้ทหารอาชีพที่เติบโตมาตามสายหน้าที่การงาน
โดยรูปการณ์ที่กระตุกภาวะผู้นำของ “บิ๊กตู่” ยิ่งโดดเด่น
จากภาพที่ถูกมองเป็นแค่ร่างทรงอำนาจ ถึงจังหวะเด็ดขาดต้องหลบให้ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตรเป็นตัวจริงในการทุบโต๊ะวางคิวสายตรงท็อปบูตในเครือข่าย หรือบางจังหวะก็ต้องจัดให้พวกถือตั๋วจากบ้านสี่เสาเทเวศร์ โควตาพิเศษของลูก “ป๋าเปรม”
ถึงวันนี้เคลียร์หมด พล.อ.ประยุทธ์จัดแถวกองทัพเอง
สถานการณ์เดียวกันกับการกระชับอำนาจเชิงบริหาร ท่ามกลางกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ที่มีความชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯในฐานะเพื่อนสนิทของนายกฯ แสดงท่าทีขอโควตารัฐมนตรีช่วยเพิ่ม เพราะงานเยอะมาก
พร้อมๆกับมีรายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ เปิดชื่อรัฐมนตรีคนใหม่เป็นข้าราชการกำลังเกษียณที่ได้รับการสนับสนุนจาก พล.อ.ฉัตรชัย ออกมาทางสื่อมวลชนตรงกันหมด
แต่เอาเข้าจริง ก็เป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่เบรกโผหัวทิ่ม
โดยตัดบทไม่ให้กระแสปั่นป่วน ยืนยันรัฐมนตรีทุกคนยังอยู่ที่เดิมทั้งหมด ยังไม่มีการตั้งรัฐมนตรีช่วย
ทุกอย่างเป็นเรื่องของตนเองตัดสินใจคนเดียว
และในจังหวะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังบอกปัดออกอากาศ จะไม่มีการตั้ง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.และ “บิ๊กโชย” พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ.เข้ามาเป็นรัฐมนตรี เพื่อเป็นการตอบแทนหลังเกษียณฯ แบบที่คาดเดากัน
ยุติรายการสมบัติผลัดกันชมในหมู่ท็อปบูต
ตามปรากฏการณ์สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารภายในทีมงานอำนาจ คสช.ที่ผิดไปจากแบบฟอร์มปกติที่ผ่านมา
เลิกเน้นการตั้งทหารเกษียณฯ สายพี่สายน้องมาลากเกมอำนาจต่อใน ครม.
ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์กำหนดชื่อรัฐมนตรีเอง โดยไม่มีรายการต่างตอบแทน
“เวนคืนอำนาจ” บริหารมาอยู่ในกำมือเต็มๆ
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ยังได้แสดงถึงศักยภาพเชิงบวกในการใช้อำนาจตามมาตรา 44
“ผ่าทางตัน” ปัญหาหมักหมม ปมคาราคาซัง
ทั้งการสั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมกับ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ เทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
ตอบโจทย์กระแสสังคมที่คาใจพฤติกรรมคนดังทั้ง 2 ราย
รวมถึงการใช้มาตรา 44 ในการปลดล็อกรถดับเพลิงของ กทม.ที่ติดคดีทุจริตถูกเก็บอยู่ในโกดังเอกชน จัดเข้าหมวดยุทธภัณฑ์ ให้นำออกมาใช้ได้โดยปลอดภาษี
ไม่ให้เสียค่าเช่า เปลืองเงินแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์
หรือแม้แต่การออกคำสั่งมาตรา 44 ในเรื่องมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศ ไทย เพื่อแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีบางกลุ่มนำประเด็นศาสนาไปปลุกปั่น ทำให้เกิดความเข้าใจผิด คสช.จึงออกคำสั่งเพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกศาสนา
ถือว่าทำได้เข้าตาสังคม ประจักษ์ในเชิงบริหารอำนาจพิเศษ
ทั้งหมดทั้งปวง โดยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับการโยกย้ายขุนทหารในกองทัพ การล็อกอำนาจตัดสินใจในการปรับคณะรัฐมนตรี และการใช้อำนาจมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช.ให้เกิดผลเชิงบวก
มันกระตุกภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นมาอยู่ในจุดโดดเด่นสุดในกระดานอำนาจประเทศไทย
กระตุ้นให้พรรคการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพวิ่งเข้าหาขั้วรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่ชัดเจน บรรดากลุ่มทุนยักษ์ สปอนเซอร์การเมืองก็ไม่รีรอที่จะสนับสนุนผ่านโครงการประชารัฐ
ข้าราชการก็ไม่กล้าใส่เกียร์ว่าง เพราะรู้แล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องคุมเกมอีกยาว
ขณะที่ประชาชนก็มั่นใจว่า พล.อ.ประยุทธ์คุมเกมอยู่ ตัดสินใจไม่ผิดที่มอบฉันทามติ ต่อตั๋วอำนาจพิเศษให้คุมสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศไทย
ตามรูปการณ์ที่ประเมินได้ กับปฏิบัติการกระชับภาวะผู้นำของ “นายกฯลุงตู่”
แน่นอน มันส่งผลบวกเต็มๆ ต่อการปูทางคุมเกมยาว.
“ทีมการเมือง”
