ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/creative/250562
วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทันทีที่มีข่าวว่า 84 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เข้าชื่อเตรียมเสนอแก้ พ.ร.บ.สงฆ์พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 โดยให้ยกเลิกมาตรา 7 ยกเลิกอำนาจของมหาเถรสมาคมในการเห็นชอบแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชแทน ปรากฏว่าแกนนำโล้นเสื้อแดงหน้าเดิมออกมาจุดชนวนต้านการแก้ไขมาตรา 7 พ.ร.บ.สงฆ์แบบสุดตัว
มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.สงฆ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีสาระสำคัญว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช……”ขณะที่ แนวคิดของกลุ่ม 84 สนช.ให้ยกเลิกมาตรา 7 ทั้งหมดแล้วแก้ไขเป็น “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งและให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” โดยเป็นการตัดบทบาทของมหาเถรสมาคมในการเห็นชอบแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชออกไป
ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีเหตุผลที่มาที่ไป เนื่องจากไม่อาจปฏิเสธได้ว่าบทบาทของมหาเถรสมาคมในช่วงหลังไม่เป็นที่ยอมรับและถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีกลุ่มการเมืองและเรื่องอิทธิพลผลประโยชน์เข้าไปครอบงำองค์กรสูงสุดของสงฆ์ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนาและความมั่นคงของชาติในอนาคต
พระเมธีธรรมาจารย์ หรือพระประสาร ที่อุปโลกน์ตัวเองเป็น เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เจ้าเก่าออกมาคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ของ 84 สนช.แบบทันทีทันใด โดยอ้างว่า มีความผิดปกติเพราะจากการพยายามปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาเรื่อยมาจนถึงการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายที่ดำเนินการในเรื่องนี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายที่ตรงกันอย่างหนึ่งคือ การแก้ที่มาของการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะเพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
“ขอถามว่าทำไมมีความเดือดร้อนอะไรกันมากมายขนาดนี้ต่อการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชของคณะสงฆ์ไทย ทำไมวันนี้จึงมีการดิ้นรนอะไรกันเช่นนี้ บอกได้เลยว่าถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนวุ่นวายฝุ่นตลบนี้เสนอแก้ไขพ.ร.บ.สงฆ์ ท่านจะต้องพบต้องเจอกับองค์กรพุทธและพระสงฆ์อีกจำนวนมากมายทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้”
ความจริงคำว่า “พระสังฆราช” ชื่อก็บอกชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นสงฆ์ของพระราชา ซึ่งแต่เดิมโดยจารีตประเพณีที่ยึดถือมาแต่โบราณพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เพราะสมเด็จพระสังฆราชมีความผูกพันใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์อย่างไม่อาจแยกจากกันเนื่องจากต่างเป็นตัวแทน 3 สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อีกทั้งบรรพกษัตริย์ของไทยตั้งแต่โบราณกาลทรงเป็นศาสนูปถัมภกที่ศรัทธาเคร่งครัดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาตลอด ซึ่งจะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์บางพระองค์ถึงกับทรงออกผนวชตลอดพระชนม์ชีพ
ที่ผ่านมาจากแต่เดิมพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจอย่างเด็ดขาดในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชก็มีการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์มาหลายครั้งจนล่าสุดเมื่อปี 2535 ที่ให้มหาเถรสมาคม(มส.)เข้ามามีบทบาทในการเสนอชื่อแต่งตั้งประมุขสงฆ์ รวมทั้งมีการกำหนดเรื่องสมณศักดิ์เข้ามาเกี่ยวข้องโดยระบุให้ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราชต้องเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่มีอาวุโสสูงสุด ซึ่งอาจมองได้ว่าไม่ต่างจากการลดทอนพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
ดังนั้นการที่ 84 สนช.เสนอแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงกลับมามีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชไม่ดีตรงไหนและทำไมขบวนการผ้าเหลืองหน้าเดิมๆ ถึงบังอาจเหิมเกริมออกมาคัดค้าน
การคืนพระราชอำนาจไปสู่พระมหากษัตริย์ตามจารีตประเพณีเดิมที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชไม่เห็นพวกเสื้อแดงในคราบผ้าเหลืองเครือข่ายขบวนการเพื่อแม้วกับสำนักจานบินต้องออกการดิ้นรนร้อนตัวเป็นเจ้าเข้า
หรือเพราะกลัวว่าหากมีการแก้ พ.ร.บ.สงฆ์แล้วจะทำให้แผนยึดครองประเทศทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักรของสองพันธมิตรคู่หูคือสำนักจานบินกับขบวนการเพื่อแม้ว รวมทั้งการปกป้องช่วยเหลือ ธัมมชโย อดีตเจ้าสำนักจานบิน ต้องพังทลายลง
ความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงและความเป็นพันธมิตรอันแนบแน่นระหว่างสำนักจานบินกับขบวนการเพื่อแม้วเป็นที่ประจักษ์ อาทิ การที่อัยการยุครัฐบาลแม้วเรืองอำนาจถอนฟ้องธัมมชโย เอาดื้อๆ ทั้งๆ ที่อัยการชุดเดิมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจนธัมมชโย หลุดคดียักยอกทรัพย์ของวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วอย่างลอยนวลทั้งๆ ที่ศาลกำลังจะพิพากษาโทษ
ความเป็นพันธมิตรอันแนบแน่นระหว่างสำนักจานบินกับขบวนการเพื่อแม้วยังได้รับการยืนยันจาก นพ.เหวงโตจิราการ อดีตสส.พรรคเพื่อแม้ว และแกนนำคนเสื้อแดง ที่เคยกล่าวว่าสำนักจานบินเป็นฐานกำลังสำคัญที่แนบแน่นกับขบวนการเพื่อแม้ว
การออกมาขู่ปลุกม็อบผ้าเหลืองดับเครื่องชนสนช.กรณีแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ของพระประสารครั้งนี้ความจริงไม่น่าแปลกใจหากศึกษาปูมหลังของแกนนำเสื้อแดงในคราบผ้าเหลืองผู้นี้ เพราะมีความใกล้ชิดและเป็นที่ไว้วางใจของนายใหญ่เจ้ามูลแม้วเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็เป็นตัวประสานระหว่างขบวนการเพื่อแม้วและเครือข่ายสำนักจานบิน โดยที่ผ่านมาพระประสาร นอกจากหนุนช่วยขบวนการเพื่อแม้วแล้วยังออกมาเคลื่อนไหวปกป้อง ธัมมชโย มาตลอด และเป็นแกนนำตัวตั้งตัวตีระดมม็อบผ้าเหลืองออกมาแสดงพลังที่พุทธมณฑลก่อนหน้านี้เพื่อข่มขู่กดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) รีบแต่งตั้ง สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ทำหน้าที่รักษาการสมเด็จพระสังฆราช และเป็นอาจารย์ของ ธัมมชโยขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชโดยเร็วเพราะมีสมณศักดิ์สูงสุดขณะเดียวกันก็เคลื่อนไหวโจมตีกลุ่มที่ออกมาต่อต้านการผลักดัน สมเด็จช่วง เป็นสมเด็จพระสังฆราชเพราะพัวพันคดีรถเบนซ์โบราณเถื่อนซ้ำคอยปกป้อง ธัมมชโย มาตลอด ซึ่งการแลดงพลังของม็อบผ้าเหลืองที่พุทธมณฑลครั้งนั้นถึงกับแสดงความถ่อยดิบเถื่อนเฮโลบุกพังรถและล็อกคอทำร้ายทหารที่เข้าไปดูแลความสงบ โดยที่ฝ่ายทหารไม่ต่อสู้ขัดขืนแต่อย่างใด
เพราะฉะนั้นขบวนการสมุนสำนักจานบินกับขบวนการเพื่อแม้วอย่าส่อร้อนตัวเพราะหมดยุคแล้วสำหรับขบวนการจอมปลอมที่อาศัยวงการผ้าเหลืองเป็นเครื่องมือแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์
ทีมข่าวการเมือง