พลานุภาพศูนย์รวมใจของแผ่นดิน ผนึกพลังไทยมุ่งสู่อนาคตที่สดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/247704

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

news_default

จากผลสำรวจครั้งล่าสุดของชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัยซูเปอร์โพลล์ซึ่งสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศต่อความจงรักภักดีของประชาชนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์พบว่า ร้อยละ 99.2 ระบุว่าภูมิใจค่อนข้างมากถึงมากที่สุดที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยมีความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ

ผลสำรวจดังกล่าวย่อมสะท้อนถึงจิตใจที่รักเทิดทูนของคนไทยทั้งประเทศที่มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สืบเนื่องมาแต่โบราณกาลและจะยังดำรงต่อไปอย่างไม่เสื่อมคลาย แม้ขณะนี้ชาติบ้านเมืองอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เข้าสู่ศักราชใหม่ที่มีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่รัชกาลที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ท่ามกลางกระแสเสียงทรงพระเจริญที่ดังกึกก้องไปทั่วประเทศ ขณะที่ผู้นำชาติต่างๆ พากันส่งสาส์นถวายพระพรแด่พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของไทย

การที่ไทยดำรงความเป็นชาติโดยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจใดมาได้จนทุกวันนี้เป็นเวลาเกือบ 800 ปีก็ด้วยทรงพระปรีชาสามารถของเหล่าบรรพกษัตริย์ไทยในอดีตตั้งแต่ยุคสุโขทัยที่ทรงปกป้องประเทศจากอริราชศัตรูและทำนุบำรุงชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองพสกนิกรต่างอยู่เย็นเป็นสุข

เนื่องด้วยไทยเป็นเมืองแห่งพุทธศาสนาทำให้พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์นับแต่โบราณกาลทรงศรัทธาและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง และยึดหลักธรรมคำสอนตามหลักพุทธศาสนาในการปกครองพสกนิกรใต้ร่มโพธิสมภาร ดังที่สมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงปกครองบ้านเมืองแบบพ่อปกครองลูกด้วยความเมตตาเอื้ออาทรเอาใจใส่และใกล้ชิดพสกนิกรของพระองค์ด้วยการแขวนฆ้องหรือระฆังที่หน้าพระบรมมหาราชวังเพื่อให้พสกนิกรสามารถมาร้องทุกข์ปัญหาความเดือดร้อน เพื่อที่พระองค์จะได้ขจัดปัดเป่าทุกข์ของพสกนิกร

ระบบพ่อปกครองลูกได้กลายเป็นพื้นฐานและหลักปฏิบัติที่สร้างความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทยอย่างลึกซึ้งตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

การที่คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบเหมือนชาติตะวันตกก็เนื่องด้วยเล็งเห็นถึงความผูกพันอันลึกซึ้งที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทย ซึ่งหากหักด้ามพร้าด้วยเข่าคณะราษฎร์ก็อาจจะเผชิญการต่อต้านจากพสกนิกรทั่วประเทศ

ในอดีตที่ผ่านมามีบทเรียนความแตกแยกในชาติจนกลายเป็นวิกฤติความรุนแรงทางการเมืองถึงขั้นสูญเสียเลือดเนื้อมาแล้วหลายครั้งจากความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับผู้ถืออำนาจรัฐ ซึ่งทุกครั้งพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนทั้งชาติจะเป็นทางออกผ่าทางตันช่วยไกล่เกลี่ยความแตกแยกให้คลี่คลายลงด้วยดี และทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุขร่มเย็น

สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยนั้นแตกต่างจากสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศต่างๆทั่วโลก เนื่องจากพระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทยมีความผูกพันใกล้ชิดอย่างลึกซึ้งดุจพ่อกับลูก ขณะที่พระมหากษัตริย์ในบางประเทศเป็นเพียงประมุขเชิงสัญลักษณ์ และหลายประเทศก็ไม่ได้มีความใกล้ชิดกับประชาชนดุจดั่งพระมหากษัตริย์ของไทย อาทิ สมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงออกประพาสต้นพบปะกับชาวบ้านตามจังหวัดต่างๆ อยู่เป็นเนืองนิตย์เพื่อที่จะได้ทรงทราบปัญหาความเดือดร้อนของพสกนิกรในพื้นที่เพื่อช่วยขจัดปัดเป่า

รูปธรรมความผูกพันอันลึงซึ้งและใกล้ชิดระหว่างพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรของพระองค์ที่ชัดเจนใกล้ตัวที่สุดก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในพระบรมโกศที่ตลอดการครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปีของพระองค์ซึ่งนอกจากจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกและได้รับการยกย่องจากทั้งโลกว่าเป็นราชาแห่งราชันแล้วยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงตรากตรำประกอบพระราชกรณียกิจอย่างหนักถึงกว่า 4,000 โครงการเพื่อความผาสุกของพสกนิกรของพระองค์จนได้รับการแซ่ซ้องจากทั่วโลกว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานตรากตรำเหน็ดเหนื่อยมากที่สุดในโลก

ความเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจึงยิ่งใหญ่มีพลังเหนือกว่าระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ เพราะเมื่อเกิดวิกฤติในชาติบ้านเมืองอย่างรุนแรงจนถึงทางตันมีแต่พระมหากษัตริย์เท่านั้นที่จะเป็นคนกลางช่วยขจัดปัดเป่าได้ เพราะพระมหากษัตริย์นั้นทำเพื่อพสกนิกรของพระองค์และชาติบ้านเมืองโดยไม่มีผลประโยชน์อื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่างจากผู้มีอำนาจหรือกลุ่มการเมืองที่ทำเพื่อตัวเองและพวกพ้อง

ชาติบ้านเมืองเสียเวลาเสียโอกาสและบอบช้ำมามากพอแล้วสำหรับความแตกแยกในชาติตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ด้วยบรรยากาศของช่วงเปลี่ยนผ่านศูนย์รวมจิตใจที่หล่อหลอมคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ขณะที่ผองไทยทั้งประเทศทุกหมู่เหล่าแสดงเจตนารมณ์ทำดีสืบสานพระปณิธานเพื่อพ่อของแผ่นดินด้วยการเกื้อกูลรู้รักสามัคคี จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะลบบทเรียนอันบอบช้ำในอดีตแล้วรวมพลังไทยทั้งชาติให้เป็นปึกแผ่นเพื่อมุ่งพัฒนาชาติให้เจริยรุ่งเรืองมั่นคงสืบต่อไป

ทีมข่าวการเมือง

Leave a comment