น้ำตาสลายสี ฟื้นสามัคคี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761137


ปรากฏการณ์ “เสื้อดำ”น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ

ผ่าน 11 วันแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีของประเทศไทย จากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

น้ำตาแห่งความเศร้าโศกยังคงไม่เหือดแห้ง

ในบรรยากาศที่พสกนิกรทั้งในกรุงเทพฯ และจากต่างจังหวัดทั่วประเทศ ยังหลั่งไหลกันเข้าร่วมสักการะพระบรมศพที่พระบรมมหาราชวัง เต็มพื้นที่สนามหลวงทุกวัน

มากันไม่ขาดสาย แม้จะได้แค่นั่งเฝ้ามองอยู่ภายนอก

ฝนตก แดดออก ร้อนหนาวอย่างไรก็ขอมาแสดงความไว้อาลัยพ่อของแผ่นดิน

ตามประกาศสำนักพระราชวัง พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. และพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2559 เวลา 13.00 น.

โดยพระราชทานพระราชานุญาตให้ภาคต่างๆ ทั้งบุคคล คณะบุคคล ภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 50 วัน

คนไทยยังระลึก คิดถึง “พ่อ” ทุกวัน

สถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องปฏิเสธเลยว่ารัฐบาลไม่เคยมีคำสั่งให้ถอดพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากสถานที่ใดๆ อาจมีคนเข้าใจผิด และได้มีการสั่งการไปแล้วให้แก้ไขโดยเร็ว

จะต้องไม่มีกรอบพระบรมฉายาลักษณ์ที่ว่างโดยเด็ดขาด

นั่นก็เข้าใจได้ในวิถีธรรมชาติของอารมณ์แบบไทยๆ

ใจหาย ต้องใช้เวลาทำใจ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างก็ยังต้องเดินหน้าตามขั้นตอนกระบวนการ ประเทศหยุดไม่ได้

อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปลุกอารมณ์สังคมที่กำลังอยู่ในภาวะเศร้าโศก เสียใจ แต่ต้องไม่ลืมคำสอนของพระองค์ท่านที่ว่าประชาชนต้องไม่ลืมหน้าที่

ต้องทำหน้าที่สมบูรณ์อย่างเต็มกำลัง เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

และตามรูปการณ์ น่าจะผ่านจุด “เปราะบาง” ไปแล้วระดับหนึ่ง

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ได้ยืนยันเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาลและจารีตประเพณี ขณะนี้มีความชัดเจนแล้ว

หลังพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลผ่านพ้นช่วงเวลา 7 วัน 15 วัน ไประยะหนึ่ง

น่าจะได้เวลาอันสมควรที่จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 23 ต่อไป คือ รัฐบาลจะนำเรื่องแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อมีมติตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่จะทรงลงพระปรมาภิไธยภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้

จะไม่กระทบกับปฏิทินการทำงานตามโรดแม็ป

ขณะเดียวกันก็มีความคืบหน้าในส่วนของกระบวนการร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

จะแล้วเสร็จสิ้นเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในขั้นตอนต่อไป

ทุกอย่างต้องเสร็จตามกำหนดเดิมคือ วันรุ่งขึ้นหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้

โดยกระบวนการโรดแม็ปช่วงเปลี่ยนผ่าน ดำเนินการคู่ขนานกันไปกับการจัดพระราชพิธี

ประเทศไทยยังเดินหน้าไปตามพันธกิจที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศไว้

เป็นความชัดเจนที่รัฐบาลพยายามแสดงให้เห็นถึงการจัดโครงสร้างประเทศไทย ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทุกอย่างยังไหลไปได้ตามธรรมชาติ

ไม่ได้หยุดชะงักไปกับบรรยากาศแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

ตามความจำเป็นที่โยงไปถึงการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกำลังประเมินสถานการณ์ประเทศไทยที่จะมีผลต่อการตัดสินใจ

ตามสัญญาณเชิงบวกที่ตลาดหุ้นดีดกลับมาอยู่ในจุดทรงตัวได้

สะท้อนความมั่นใจในสถานการณ์ของประเทศในระดับหนึ่ง

นอกจากประเด็นด้านการเมืองตามโรดแม็ป การประคองจุดอ่อนไหวทางเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนด้านอื่นก็ยังต้องดำเนินควบคู่กันไป

กับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แทน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม.ที่โดนปลดจากตำแหน่ง

เพื่อแก้ปัญหาการบริหารทั้งในด้านงบประมาณและงานประจำของฝ่ายบริหารเมืองกรุง

หลังจาก กทม.อยู่ในสภาพขาดหัวมานานกว่า 2 เดือน เกิดช่องว่างในอำนาจการสั่งการ ทั้งๆที่กรุงเทพฯ คือหัวใจของประเทศไทย

ที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือต้องเป็นเมืองหลักในการจัดเตรียมพระราชพิธีสำคัญ อีกทั้งการรองรับประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพ

เติมเต็มให้ครบทุกจุด อุดช่องว่างการบริหารราชการแผ่นดินทุกระดับ

แม้แต่ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายก็คืบหน้าไปตามกระบวนการ

ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าสืบพยานฝ่ายจำเลยนัดที่ 5 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีปล่อยปละ ละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว พร้อมทั้งยอมรับว่า ได้รับคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายในคดีโครงการรับจำนำข้าวกว่า 35,000 ล้านบาท จากกระทรวงการคลังแล้ว และยืนยันว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับตนเองเป็นอย่างมาก

แต่จะไม่ขอแถลงการณ์ใดๆในช่วงที่คนไทยกำลังเศร้าโศก รอจนกว่าจะถึงเวลาอันควร

การเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย ทุกกระบวนการไม่มีจุดหยุดนิ่งชะงักงัน

ในขณะที่สถานการณ์ด้านความมั่นคงก็ถูกยกระดับให้อยู่ในขั้นสูงสุด ตามข้อมูลที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะเลขานุการศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ระบุเลยว่า สถานการณ์โดยรวมหน่วยงานด้านความมั่นคงและด้านการข่าว ยังคงทำงานระดับสูงสุด เพื่อติดตามเฝ้าระวังและป้องกันสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ตามรูปการณ์ที่เห็นเจ้าหน้าที่ทหารถูกส่งไปประจำการรักษาความปลอดภัยจุดสำคัญ สถานที่ราชการต่างๆ แม้แต่บนสะพานลอยข้ามถนนสายหลักเข้ากรุงเทพฯ

คุมเข้มไม่ให้เกิดปัจจัยแทรกซ้อนช่วงสถานการณ์ “เปราะบาง”

ทำให้มั่นใจได้ในความ “นิ่ง” ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ

สรุปภาพรวมทุกองคาพยพของประเทศไทยยังเดินหน้าไปได้ไม่หยุดนิ่ง

สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นภาวะพลิกผันในตลาดหุ้น อาการแตกตื่นที่เปิดช่องว่างให้พวกไม่หวังดีแทรกเข้ามาก่อการร้ายในสถานการณ์เปราะบาง

ในทางตรงกันข้ามท่าม กลางบรรยากาศเศร้าโศก สถานการณ์วิปโยคกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีของแผ่นดินไทย

มันกลับเห็น “สิ่งที่หายไป” กลับคืนมาตามฉากปรากฏการณ์ “เสื้อดำทั้งแผ่นดิน”

พสกนิกรไทยทั้งประเทศพร้อมใจกันใส่เสื้อดำ แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ยาก ดี มี จน ทุกคนไว้ทุกข์ให้ “พ่อ”

และก็ต่อเนื่องมาถึงโครงการ “จิตอาสา” เจ้าของห้างร้านเอกชน คนมีฐานะร่วมกันแจกเสื้อดำ รวมถึงเปิดจุดรับย้อมเสื้อสีดำบริการประชาชนผู้มีรายได้น้อย

แก้ปัญหาเสื้อดำขาดตลาด ราคาแพง

บริษัทใหญ่ๆมาตั้งเต็นท์บริการชาวบ้าน ประชาชนทั่วไปที่ลงแรงลงทุนส่วนตัว นำอาหาร น้ำดื่ม ไปบริการฟรีให้แก่ประชาชนที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพที่ท้องสนามหลวง ข้างพระบรมมหาราชวัง

มอเตอร์ไซค์ “จิตอาสา” รับส่งผู้โดยสารฟรีโดยไม่คิดสตางค์

นักเรียน นิสิต นักศึกษา พากันมาแสดงตนร่วมเป็น “จิตอาสา” แจกของ เก็บขยะ ทำความสะอาด ฯลฯ คนเฒ่าคนแก่ ลูกเด็กเล็กแดง รู้หน้าที่ของตัวเองโดยอัตโนมัติ

มันคือ “วาระแห่งชาติ”

ไม่ใช่แค่กระแส แต่มันเป็นไปตามสัญชาตญาณ

ความพิเศษของ “เลือดไทย” ที่ไม่เหมือนชนชาติอื่น

เพราะคนไทยมีหัวใจดวงเดียวกันคือ “ในหลวงภูมิพล”

ถึงตรงนี้คนที่แตกขั้วเห็นต่าง เคยแยกสีแดง แบ่งสีเหลือง สุดท้ายก็กลับมารู้รักสามัคคีเพื่อ “พ่อ” ที่เสด็จสู่สวรรคาลัย

“น้ำตาสลายสี”

ความปรองดองฟื้นกลับมาบนผืนแผ่นดินไทยอีกครั้ง.

“ทีมการเมือง”

 

Leave a comment