ประเมิน“โรดแม็ป”ในห้วงสถานการณ์พิเศษ : อำนาจพอเพียง ประคองประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/767822


กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ตามปรากฏการณ์ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการประชุมพิเศษเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยเปิดให้ผู้แทนประเทศต่างๆขึ้นกล่าวสดุดี “พระราชา” ของราชอาณาจักรไทย เป็นเวลานานกว่า 15 นาที และมีการถ่ายทอดผ่าน webcast ของสหประชาชาติไปทั่วโลก

แน่นอนว่า การจัดประชุมเช่นนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษที่มีขึ้นไม่บ่อยนัก

นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างใหญ่หลวงใน “องค์พ่อของแผ่นดิน” อันเป็นที่รักของพสกนิกรชาวไทย

ในอารมณ์แห่งความปลื้มปีติที่มาช่วยบรรเทาอาการ “ใจหาย” ของประชาชน ยามเมื่อได้ยินได้ฟังเสียงปี่กลองประโคมย่ำยาม และเสียงสวดพระพิธีธรรม

ช่วงเวลาแห่งการทำใจ คนไทยยังคิดถึงพ่อทุกวัน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง น้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความสามัคคีที่ฟื้นกลับคืนมา

“จิตอาสา” ผุดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง

นักเรียน นิสิต นักศึกษา จนถึงวัยทำงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ แสดงตนเป็นพลเมืองดี ช่วยเหลือประชาชนคนไทยด้วยกัน ทั้งที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพในบริเวณพระบรมมหา ราชวัง และยังรวมถึงการทำประโยชน์เพื่อสาธารณะทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

เสียสละกำลังกาย กำลังทรัพย์ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ

จุดหมายเดียวคือ ทำดีถวายพ่อ แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

ภาพแห่งความสวยงามที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

เสียใจ แต่ไม่ลืมทำหน้าที่ คนไทยทำตามคำพ่อสอนไว้

นั่นก็ทำให้สถานการณ์ของประเทศยังเดินหน้าไปได้ ไม่มีการสะดุดหยุดชะงัก

โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ตามโรดแม็ปที่ คสช.ได้วางปฏิทินการทำงานไว้ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการก่อนประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญใหม่

รัฐบาลกำลังพิจารณาก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยชี้ขาดว่า การปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นสามารถกระทำได้

ตามคำร้องของคณะรัฐมนตรี ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 มาตรา 5 วรรคสอง ว่า นายกรัฐมนตรี จะปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต

โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นควรว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้มีหน้าที่ปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้สมบูรณ์ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อทรงลงพระ ปรมาภิไธยต่อไป

ในขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุ คงใช้เวลาปรับแก้ไม่นาน หากรัฐบาลส่งหนังสือมาจะสามารถปรับแก้ส่งกลับในเย็นวันเดียวกันได้ทัน

โดยในคำปรารภอาจจะเว้นช่องว่างในส่วนของพระนาม และใช้จุดไข่ปลาไปก่อน ถือว่าไม่ผิดหลักการของกฎหมาย ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาล โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เติมถ้อยคำลงไป ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามกรอบเวลาในวันที่ 9 พฤศจิกายน

ถือว่าผ่านพ้นจุดติดขัดปัญหาทางเทคนิคข้อกฎหมาย

และคาดว่าราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นับวันตามปฏิทินโรดแม็ป ถึงกำหนดการบังคับใช้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ไม่มีอะไรล่าช้าไปกว่าโรดแม็ปที่วางไว้

รวมถึงกระบวนการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หลายอย่างทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถร่างกฎหมายลูกได้อยู่แล้ว

โดยดำเนินการคู่ขนานกันไป ไม่ต้องรอวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ตามรูปการณ์ที่นายมีชัย แพลมไต๋ถึงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง

โดยปฏิเสธยังไม่คิดรีเซ็ตพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด

แต่เน้นไปที่การคุมเข้มคุณสมบัติของผู้บริหารพรรคการเมือง เบื้องต้นต้องมีคุณสมบัติสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม

ย้ำเลยว่า ต้อง “คลีน” หรือสะอาดพอสมควร

ขณะที่นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า คณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเสร็จแล้ว

ทั้งนี้ ในส่วนของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง เนื้อหาหลักๆในการจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคการเมือง แค่มีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน และมีสัดส่วนกระจายตัวในทุกภูมิภาคก็ยื่น

ตั้งพรรคต่อ กกต.ได้ทันที

ลงลึกในรายละเอียดกันหมดแล้ว ทั้ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ฯลฯ

ถึงตอนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายลูกอาจเสร็จแล้วก็ได้

โดยเงื่อนเวลา แต่ละกระบวนการของรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหาล่าช้า ตรงตามปฏิทินงาน คสช. และนั่นก็ต่อเนื่องไปถึงคิวของ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ กกต. ที่ระบุถึงความคืบหน้าการทำงานของ กกต.

ขณะนี้ได้ทยอยเตรียมแผนการทำงานเพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตไว้แล้ว แค่รอความชัดเจนของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น

เอาเป็นว่า ทันหมดตามการยืนยันจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

และว่ากันตามนี้ มันก็ต้องยึดโรดแม็ปเดิมแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ยืนยันเป็นพันธสัญญารับรู้กันทั่วโลก การเลือกตั้งในประเทศไทยจะเกิดขึ้นอย่างช้าสุดก็ประมาณต้นปี 2561

ถึงตรงนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

แต่อย่างไรก็ตาม นั่นยังไม่ได้มีการประเมินเงื่อนสถานการณ์ “ห้วงเวลาพิเศษ” ในช่วงพระราชพิธีสำคัญของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

มันเป็นอะไรที่ต้องคำนึงถึง “ความเหมาะสม”

อารมณ์ของการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในจังหวะ “เปลี่ยนผ่าน” ห้วงสถานการณ์ “เปราะบาง”

บรรยากาศอาจไม่เอื้อต่อการเลือกตั้ง

ซึ่งแม้แต่นานาประเทศก็น่าจะเข้าใจในความจำเป็นของราชอาณาจักรไทย ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โรดแม็ปอาจต้องยืดออกไปตามเงื่อนสถานการณ์

และนั่นก็เป็นภารกิจของ คสช.ต้อง “ต่อเวลา” คุมเกมอำนาจบริหาร ประคองประเทศไปก่อน

ท่ามกลางโจทย์ร้อนๆ ปัญหายากๆที่กองอยู่ตรงหน้า

ในภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ต้องหยอดน้ำมันต่อเนื่อง ตามคิวที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 “อัดฉีด” เงินอุดหนุนทั่วไปแก่หมู่บ้าน 74,000 กว่าหมู่บ้านทั่วประเทศ หมู่บ้านละ 250,000 บาท เป็นวงเงินงบประมาณกว่า 18,600 ล้านบาท

ตามยุทธศาสตร์กระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ

สถานการณ์แบบที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุกระทรวงการคลังจะเฝ้าติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการทางการคลังและการเงินเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น

ขณะที่อุณหภูมิการเมืองก็คุกรุ่นตาม “ปฏิกิริยา” ภายหลังจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเอกสารคำสั่งทางปกครอง “เช็กบิล” ค่าเสียหายในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท

คนตระกูลชินวัตรตั้งท่าวัดดวงวัดใจ พูดกันเป็นนัย ไม่รู้จะโดนปล้นเมื่อไหร่

ล้อไปตามกระแสประชาชนบางส่วนที่แสดงความจำนงร่วมแบ่งปันความทุกข์กับอดีตนายกฯหญิง

ดีกรีร้อนๆทางการเมืองซ่อนอยู่หลังฉากความอาลัย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งโจทย์ร้อนด้านเศรษฐกิจ หรืออุณหภูมิกรุ่นๆทางการเมือง มันยังไม่ล่อแหลมเท่ากับพฤติกรรมการใช้อำนาจของฝ่ายคุมเกมเอง

แบบที่ปฏิเสธกันไม่ได้ว่า คสช.กำลังเจอเครื่องหมายคำถามเยอะขึ้นทุกขณะ

ไล่มาตั้งแต่การแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่มเติมจำนวน 33 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นทหารถึง 26 คน จนถูกเรียกขานว่า “ฝักถั่วสีเขียว”

และในมุมเดียวกัน ก็กระตุกกระแสให้ย้อนกลับไปโฟกัสรายชื่อประธานและกรรมการหรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆที่ล้วนแต่เป็นบิ๊กทหาร ทีมงานใกล้ชิดแกนนำ คสช.

กลายเป็นเสียงครหาตอบแทนพวกช่วยยึดอำนาจ

ล่าสุดก็มีกรณีคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2559 เรื่อง แต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีการกำหนดอัตราตำแหน่งและอัตราค่าตอบแทนทั้งเลขา รองเลขา ที่ปรึกษา ฯลฯ

นำมาซึ่งเสียงวิจารณ์ เรื่องการแจกตำแหน่งแบบไม่กลัวเปลืองงบประมาณ

กลายเป็นยุคใครยุคมัน ไม่ต่างจากรัฐบาลนักการเมือง

เรื่องของเรื่อง ยุคทหารคุมเกมอำนาจ ก็เข้าใจได้ในการเลือกใช้และไว้ใจทหารด้วยกัน

แต่อะไรที่มันเกินความพอดี ย่อมไม่เป็นผลบวกกับรัฐบาล

โดยเฉพาะสถานการณ์ที่สังคมกำลังยึดตามคำสอนของ “พ่อ” เรื่องความ “พอเพียง”

ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นที่ “พ่อ” สอนให้ยึดความพอดี

แต่มันยังหมายรวมถึงพฤติกรรม “การใช้อำนาจ” ด้วย.

“ทีมการเมือง”

 

Leave a comment