ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/creative/252730
วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.
จากนี้ไปคงต้องจับตาดูบทบาทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ที่ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ให้รับหน้าเสื่อวางแนวทางสร้างความปรองดองให้สำเร็จก่อนการเลือกตั้ง โดยมีข่าวว่า พล.อ.ประวิตร เตรียมเชิญอดีตนายกฯและบุคคลสำคัญร่วมหารือ และเชิญตัวแทนสองพรรคการเมืองใหญ่คู่กัด ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู เพื่อสร้างความปรองดองครั้งประวัติศาสตร์
แม้ล่าสุดตัวแทนสองพรรคใหญ่ คือ พรรคเพื่อแม้วโดย นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตสส.เชียงราย และ นายอำนวย คลังผา อดีตสส.ลพบุรี กับพรรคประชาธิปัตย์ โดย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง รองหัวหน้าพรรค และ นายองอาจคล้ามไพบูลย์ อดีตสส.กทม. รองหัวหน้าพรรค จะส่งสัญญาณตอบรับพร้อมเข้าร่วมลงนามในเอ็มโอยู แต่พรรคเพื่อแม้ว ดูเหมือนยังมีการตั้งแง่อยู่ในที โดยก่อนหน้านี้ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตสส.พรรคเพื่อแม้ว ส่งสัญญาณเผยไต๋เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดองต้องมีการลบล้างโทษความผิดให้กับคนทุกสีทุกกลุ่มทุกคดีอย่างไม่มีเงื่อนไข นั่นหมายถึงการลบล้างโทษความผิดที่ครอบคลุมไปถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก เหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 รวมทั้งเหล่าขบวนการเพื่อแม้วที่เป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงที่หนีหมายจับไปเคลื่อนไหวอยู่ในต่างแดน
ที่สำคัญอาจจะมีการเจรจาลับระหว่างขบวนการเพื่อแม้วกับอำนาจรัฐคสช.เพื่อช่วยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าวซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของ นายใหญ่อดีตนักโทษหนีคุก ที่คงทนไม่ได้หากน้องสาวต้องติดคุก
ขณะที่ นายนิพิฏฐ์ ตั้งข้อสังเกตว่าจะทำเอ็มโอยูเรื่องอะไรที่จะลงนามกันซึ่งจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนและวางหลักให้ดี เพราะเอ็มโอยูไม่มีผลทางกฎหมาย พร้อมยกตัวอย่างว่า เอ็มโอยูอาจกำหนดเป็นสัญญาประชาคมว่า ในอนาคตพรรคการเมืองจะต้องไม่ผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอยเพื่อคนบางคนหรือจะต้องไม่แก้รัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปประเทศหลังการเลือกตั้ง
ขณะที่นักสังเกตการณ์ทางการเมืองมองว่า แม้ตัวแทนพรรคใหญ่จะลงนามในเอ็มโอยูก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง เพราะเอ็มโอยูไม่ใช่กฎหมายอาจมีการบิดพลิ้วหาข้ออ้างไม่ปฏิบัติตามเมื่อไหร่ก็ได้ โดยเฉพาะหากพรรคเพื่อแม้วชนะการเลือกตั้งและเข้ามามีอำนาจยึดครองประเทศอาจเลิกล้มข้อตกลงทั้งหมดแล้วดำเนินการตามความต้องการของ นายใหญ่อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก ที่ต้องการกลับบ้านแบบเท่ๆโดยไม่ต้องติดคุกคดีทุจริตตามคำพิพากษาศาล
ทั้งนี้ไม่ต้องรอให้ขบวนการเพื่อแม้วออกลายหลังการเลือกตั้งเพราะเชื่อว่าในการหารือก่อนลงนามในเอ็มโอยู ตัวแทนขบวนการเพื่อแม้ว คงจะส่งสัญญาณตั้งแง่ยื่นเงื่อนไขตามที่ นายใหญ่ อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก ต้องการ ซึ่งเท่าที่ดูสัญญาณบางอย่างจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5 สาย ของคสช.เหมือนต้องการผลักดันสูตรสร้างความปรองดองแบบพบกันครึ่งทาง นั่นคือพร้อมที่จะยกโทษความผิดให้กับคนทุกกลุ่มโดยไม่ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมอันเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ โดยผู้ที่กระทำผิดจะต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม แต่จะมีการออกกฎหมายที่สามารถเสนอต่ออัยการ หรือศาลให้ประกันตัวหรือลดหย่อนผ่อนโทษ
คำถามก็คือ นายใหญ่ อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกจะยอมตามแนวทางปรองดองแบบพบกันครึ่งทางหรือไม่ ซึ่งหากขบวนการเพื่อแม้ว มีความจริงใจที่จะสร้างความปรองดองและเห็นแก่ชาติบ้านเมืองก็ไม่ควรตั้งแง่ยึดแต่เป้าหมายผลประโยชน์ของตัวเองฝ่ายเดียว โดยปล่อยให้เรื่องความผิดถูกชั่วดีตัดสินตามกระบวนการยุติธรรมและสิ้นสุดที่ศาล
แต่ที่สำคัญที่สุดหากจะแก้ปัญหาความแตกแยกและสร้างความปรองดองในชาติอย่างยั่งยืนต้องแก้ที่ต้นเหตุโดยทุกฝ่ายต้องยึดหลักฎหมายและกระบวนการยุติธรรมด้วยการยอมรับในอำนาจศาลให้เป็นผู้ตัดสินความถูกผิด ขณะเดียวกันต้องมีการปฏิรูปประเทศเพื่อขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอย่างเข้มข้นจริงจัง เพราะต้องยอมรับว่าตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ระบอบธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม โดยขบวนการเพื่อแม้วคือต้นเหตุสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นสร้างความแตกแยกในชาติที่ลึกซึ้งรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ด้วยพฤติกรรมทุจริตโกงชาติปล้นแผ่นดิน อย่างมโหฬาร และใช้ผลประโยชน์ทุกรูปแบบซื้อพวก ซื้อ สส. ซื้อเสียง ซื้อประชาธิปไตย ซื้ออำนาจรัฐ จากนั้นใช้อำนาจรัฐทุจริตคอร์รัปชั่นถอนทุนบวกกำไรมหาศาล และใช้นโยบายประชานิยมมอมเมาประชาชนโดยไม่คำนึงถึงความพินาศล่มจมต่อการคลังของประเทศ ขณะเดียวกันทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงมีแนวคิดที่ส่อไปในทางเป็นภัยต่อสถาบันเบื้องสูงจนเป็นสาเหตุให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาชุมนุมแสดงพลังขับไล่รัฐบาลทรราชในคราบประชาธิปไตยอันชั่วร้ายและจบลงด้วยการรัฐประหารถึง 2 ครั้ง ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้หากธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมยังไม่ถูกขจัดให้หมดสิ้นไปและกลับมามีอำนาจบริหารบ้านเมืองอีกครั้งหลังการเลือกตั้งโดยไม่เปลี่ยนธาตุแท้พฤติกรรมของตัวเอง คาดการณ์ได้เลยว่าในที่สุดก็จะมีมวลมหาประชาชนออกมาแสดงพลังขับไล่ และในที่สุดหนีไม่พ้นท็อปบู๊ทต้องออกมาแสดงบทอัศวินม้าขาว กลายเป็นวังวนวงจรอุบาทว์ซ้ำซากไม่มีที่สิ้นสุด
ทีมข่าวการเมือง
