ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/creative/252886
วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
วาระแห่งชาติเพื่อสร้างความปรองดองในชาติของรัฐบาลคสช.แค่เริ่มตั้งไข่ยังไม่ทันเริ่มต้นเป็นรูปเป็นร่างก็เริ่มมีสัญญาณตั้งแง่ป่วนจากขบวนการเพื่อแม้วมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยก่อนหน้านี้ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตสส.พรรคเพื่อแม้ว ออกมาส่งสัญญาณว่าหากจะปรองดองก็ต้องทำแบบสุดซอยอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยนิรโทษกรรมความผิดให้ทุกคนและทุกคดีไม่ว่าจะเป็นคดีอะไรร้ายแรงแค่ไหน ซึ่งความหมายส่อเจตนาต้องการฟอกโทษความผิดทั้งหมดให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกคดีทุจริตที่มีคดีเป็นชนักปักหลังอีกมากมาย รวมทั้ง เหล่าแกนนำเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 และอาจรวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ที่เป็นจำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตมโหฬารและสร้างความย่อยยับให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์
ล่าสุด นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต สส.อดีตรัฐมนตรีพรรคเพื่อแม้ว และเลขาธิการกลุ่มคนเสื้อแดง อ้างรูปแบบการสร้างความปรองดองในหลายประเทศทั่วโลกและได้รับการยอมรับระดับสากล อาทิ เอกวาดอร์ โดยเมื่อทุกฝ่ายเห็นว่าต้องปรองดองจึงให้องค์การสหประชาชาติเข้ามาดำเนินการโดยตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดองที่มีชาวต่างชาติร่วมอยู่ด้วย
นายณัฐวุฒิ อ้างว่าไม่มีประเทศไหนสร้างความปรองดองได้สำเร็จโดยอำนาจรัฐที่เป็นคู่กรณีของความขัดแย้ง พร้อมทั้งพยายามจะชี้ในทำนองว่า อำนาจรัฐคสช.คือคู่กรณีในความขัดแย้งเพราะฉะนั้นจึงไม่ควรเป็นตัวกลางในการสร้างความปรองดอง
ท่าทีของ นายณัฐวุฒิ ที่เริ่มออกลายยังส่อเจตนาเดินเกมตามแผนโลกล้อมไทยที่ขบวนการเพื่อแม้วถนัดและใช้มาตลอด ด้วยการดึงยูเอ็นเข้ามาร่วมขบวนการปรองดองไม่ต่างอะไรจากการชักศึกเข้าบ้าน ปล่อยให้ยูเอ็นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในและอธิปไตยของไทย ทั้งๆ ที่การสร้างความปรองดองเป็นเรื่องภายในที่คนไทยทั้งประเทศต้องร่วมกันแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
นอกจากนี้บทบาทของยูเอ็นนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นองค์กรที่มีเบื้องหลังทางการเมืองซึ่งถูกบงการครอบงำโดยชาติมหาอำนาจตะวันตกโดยเฉพาะมะกันอันตรายมาตลอด ดังนั้น บทบาทของยูเอ็นจึงไม่ได้เป็นกลางอย่างที่อ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมายูเอ็นดูเหมือนจะอคติต่อคสช.ไม่น้อย การชักศึกเข้าบ้านดึงยูเอ็นเข้ามาร่วมกระบวนการปรองดองของไทยจึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าแทนที่จะสร้างความปรองดองกลับจะยิ่งเป็นการทำให้ความแตกแยกบานปลายมากยิ่งขึ้น
นอกจาก นายณัฐวุฒิ แกนนำขบวนการเพื่อแม้วอีกหลายคนต่างออกมาส่งสัญญาณส่อในลักษณะไม่ไว้ใจ
อำนาจรัฐคสช.ในการเป็นตัวกลางสร้างความปรองดอง อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง
คุณหญิงหน่อย ชี้ว่า 4 ปัจจัยที่จะทำให้การปรองดองประสบความสำเร็จคือ 1.ผู้มีอำนาจต้องทำตัวเป็นกรรมการกลาง ไม่ใช่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งเสียเองอย่างที่ทำมาตลอดตั้งแต่คสช.เข้ายึดอำนาจ 2.รับฟังทุกฝ่ายอย่างจริงใจด้วยความเสมอภาค มิใช่แค่เพียงเรียกคู่กรณีมาทำพิธีกรรม 3.การดำเนินการสู่ความปรองดองต้องทำตามหลักสากล ไม่เลือกปฏิบัติโดยฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ 4.ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก โดยต่างต้องถอยหรือลดประโยชน์ของตัวเอง
ส่วน นายจาตุรนต์ พยายามชี้ให้เห็นว่าผู้มีอำนาจในปัจจุบันบางส่วนไม่อยากเสียหน้าว่าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และบางส่วนอาจไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งโดยตรง พร้อมกล่าวว่า ยังไม่แน่ใจคสช.และรัฐบาลมีความจริงใจแค่ไหนที่จะสร้างความปรองดอง ซึ่งคงต้องดูท่าทีในการแสดงความเห็น ซึ่งหากเป็นเวทีพูดแบบขอไปทีหรือโยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่งก็อาจพังตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้ว
ขณะที่ความเห็นอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งของขบวนการเพื่อแม้วคือ นายถาวร เสนเนียม แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) แม้จะสนับสนุนพร้อมเข้าร่วมกระบวนการสร้างความปรองดอง แต่ก็ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า การสร้างความปรองดองหากเป็นเพียงพิธีกรรมคงไม่สามารถทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบอย่างแท้จริงได้ ตราบใดที่ระบบราชการยังมีปัญหาจากการที่ข้าราชการรับใช้ฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจ เพราะฉะนั้นหากไม่มีการปฏิรูประบบราชการปัญหาความแตกแยกขัดแย้งก็พร้อมที่จะปะทุขึ้นอีก และที่สำคัญวิกฤติทางการเมืองตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันเท่านั้น
แต่ต้นตอสำคัญเกิดจากการบริหารบ้านเมืองด้วยระบอบธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นโกงชาติปล้นแผ่นดินอย่างมโหฬาร แล้วใช้เงินและผลประโยชน์ทุกรูปแบบซื้อพวก ซื้อ สส. ซื้อเสียง ซื้อประชาธิปไตย ซื้ออำนาจรัฐยึดครองประเทศ แล้วใช้อำนาจรัฐถอนทุนบวกกำไรมหาศาล และสร้างคะแนนนิยมแผ่ขยายอิทธิพลผูกขาดยึดครองประเทศในระยะยาว
เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการปฏิรูปการเมืองด้วยการขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอย่างจริงจัง ในที่สุดพลังมวลมหาประชาชนก็จะออกมาขับไล่รัฐบาลธุรกิจการเมืองจนกลายเป็นวิกฤติความรุนแรงและจบลงด้วยการรัฐประหารกลายเป็นวังวนวงจรอุบาทว์อันซ้ำซากไม่รู้จบ
ทีมข่าวการเมือง
