แปลงใหญ่ผักไหม..ประชารัฐตัวจริง เอกชนนำ..รัฐเดินตามหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667416


ไปดูงานแปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสุขสยามคูโบต้า-ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ…“สมกับเป็นประชารัฐ” มีการปฏิรูปภาคเกษตรครบวงจร ปลูกเองแปรรูปเอง ขายเอง โดยมีภาคเอกชน “สยามคูโบต้า” บุกเบิกทำงานร่วมกับชาวบ้านมาแล้ว 6 ปี…ก่อนที่ภาครัฐจะเพิ่งเข้ามาปีนี้

“เรารวมกลุ่มกันมาตั้งแต่ปี 41 ในนามกลุ่มออมทรัพย์บ้านนาทุ่ง พอมาปี 53 คูโบต้าเข้ามาส่งเสริมการปลูกพืชตระกูลถั่วหลังนา และการบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร ปี 55 เลยจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ต.ผักไหม ขายเมล็ดพันธุ์ข้าวผ่านสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) และตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ได้ในปีถัดมา พร้อมกับพัฒนาสู่การเพิ่มมูลค่าทำข้าวอินทรีย์ แปรรูปเป็นข้าวบรรจุถุง”

ไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ต.ผักไหม เล่าถึงที่มาก่อนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ จากสมาชิกแรกเริ่มมีแค่ 30 คน พื้นที่ 250 ไร่…ปัจจุบันมี 297 ราย พื้นที่รวมถึง 3,780 ไร่ ที่กลายมาเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสุขสยามคูโบต้า-ผักไหม โดย “สยามคูโบต้า” ลงทุน ลงแรง และลงเงินให้ทั้งหมด

ทำเกษตรด้วยวิธี KAS (KUBOTA Agricultural Solution) …ทำการเกษตรให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยใช้เครื่องจักรกลที่มีคุณภาพ มีการวิเคราะห์ ขั้นตอนไหน ควรปลูกพืชอย่างไร เก็บผลผลิตอย่างไร จะปลูกอย่างไรไม่ให้มีวัชพืช ปรับระดับน้ำให้พอเหมาะกับการเติบโตของพืช ส่งเสริมการปลูกพืช Cash Crop (ผักและเห็ดอินทรีย์)
เพิ่มรายได้ 20%

“เดิมชาวบ้านมีรายได้ทางเดียวจากข้าว ไร่ละ 5,000-6,000 บาทต่อปี หมดฤดูทำนาก็แยกย้ายไปรับจ้างในเมือง ทิ้งลูกเมียอยู่บ้าน ถึงฤดูทำนาก็กลับมาใหม่ ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต แต่เดี๋ยวนี้ทำนาได้เพิ่มเป็นไร่ละ 13,000-15,000 บาท เพราะผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีการแปรรูปสีใส่ถุงขายเอง หมดฤดูทำนา ยังมีถั่ว เห็ด ผักให้เก็บขาย ได้เงินทุกวัน ไม่ต้องออกไปทำงานต่างถิ่น ได้อยู่ กับครอบครัว คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วย”

และผลที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดคือ ชาวบ้านเปลี่ยนจากทำนาหว่าน ที่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 มาก แต่ให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ มาทำนาดำและนาหยอด ลดต้นทุนการผลิตในนาดำจากไร่ละ 4,620 บาท เหลือแค่ 4,050 บาท และเพิ่มผลผลิตจากไร่ละ 400 กิโลกรัม เป็น 550 กิโลกรัม

ส่วนนาหยอดลดต้นทุนการผลิตจากไร่ละ 4,620 บาท เหลือ 3,285 บาท เพิ่มผลผลิตจากไร่ละ 400 กิโลกรัม เป็น 500 กิโลกรัม

เรียกว่าช่วยยกระดับนาที่ถูกจัดอยู่ในพื้นที่ไม่เหมาะสม ให้กลายมาเป็นนาเหมาะแก่การปลูกข้าวระดับ S2 (เหมาะสมน้อย) ได้ก็แล้วกัน.

กรวัฒน์ วีนิล

 

Leave a comment